Articles

มะเร็งกล่องเสียง..คุณก็มีโอกาสเป็นได้

 

มะเร็งกล่องเสียง

ชื่อภาษาอังกฤษ  

Laryngeal cancer

สาเหตุ 
ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่และจะพบมากขึ้นในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (human papilloma virus : HPV) การสัมผัสสารใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ สี และสารเคมีบางชนิด (เช่น กรดกำมะถัน) การระคายเคืองเรื้อรังจากโรคกรดไหลย้อน ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะขาดสารอาหารซึ่งมักพบร่วมกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด

อาการ 
ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเสียงแหบติดต่อกันนานเกิน ๓ สัปดาห์ โดยไม่มีอาการเจ็บคอหรือเป็นไข้
บางครั้งอาจมีอาการกลืนลำบากหรือสำลักร่วมด้วย ระยะต่อมาอาจพบมีเลือดออกปนกับเสมหะ หายใจลำบาก มีก้อนแข็ง (ต่อมน้ำเหลืองโต มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๑ ซม.) ที่ข้างคอข้างหนึ่ง

การแยกโรค
อาการเสียงแหบ อาจเกิดจากความผิดปกติของกล่องเสียงด้วยสาเหตุอื่น เช่น
•    กล่องเสียงอักเสบ (laryngitis) จากการติดเชื้อ มักมีอาการไข้หวัด เจ็บคอ ไอร่วมกับอาการเสียงแหบ ซึ่งมักจะหายได้ภายใน ๑-๒ สัปดาห์
•    กล่องเสียงอักเสบ จากการระคายเคือง เช่น การใช้เสียงมาก (เช่น ร้องเพลง สอนหนังสือ บรรยาย เทศนา) การสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา มักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เวลาหยุดใช้เสียงหรือหยุดเสพบุหรี่หรือสุรา อาการเสียงแหบจะดีขึ้นได้เอง
•    โรคกรดไหลย้อน มักมีอาการเสียงแหบช่วงหลังตื่นนอน ตอนสายๆ ก็จะทุเลา ซึ่งจะเป็นทุกวันติดต่อกันเป็นแรมเดือน จนกว่าจะได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบท้อง เรอเปรี้ยวขึ้นลำคอร่วมด้วย แม้จะเป็นเรื้อรังแต่ก็มักจะไม่มีอาการเลือดออกปนเสมหะ หรือมีก้อนแข็งข้างคอตามมา
•    ติ่งเนื้อหรือปุ่มเนื้อที่สายเสียง ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง อาจหายได้เองหรือรักษาด้วยการตัดออก ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบเรื้อรัง เกิน ๓ สัปดาห์ขึ้นไป คล้ายกับมะเร็งกล่องเสียง
•    ภาวะขาดไทรอยด์ (hypothyroidism) ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบ ร่วมกับอาการหน้าและหนังตาบวมฉุ ผมบางและหยาบ ผิวหนังหยาบแห้งและเย็น ทำอะไรเชื่องช้า คิดช้า เฉื่อยเนือย รู้สึกขี้หนาว ท้องผูก

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยมะเร็งกล่องเสียงเบื้องต้นโดยการใช้กระจกส่องคอตรวจพบเนื้องอกที่กล่องเสียง แล้วใช้กล้องตรวจส่องกล่องเสียง (laryngoscopy) และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์พบว่าเป็นเซลล์มะเร็ง

การดูแลตนเอง
ผู้ที่มีอาการเสียงแหบ ถ้าพักเสียง หยุดสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา หรือให้การรักษาอาการไข้หวัด เจ็บคอ ไอ ที่มีร่วมด้วย หากอาการเสียงแหบไม่ทุเลาภายใน ๑ สัปดาห์ หรือมีอาการเสียงแหบต่อเนื่องทุกวันนานเกิน ๓ สัปดาห์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจากโรคไม่ร้ายแรง (เช่น เนื้องอกธรรมดา โรคกรดไหลย้อน) ส่วนน้อยที่อาจเป็นมะเร็งกล่องเสียง

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง ผู้ป่วยควรรักษาและฝึกพูดตามคำแนะนำของแพทย์
ปัจจุบันตามโรงพยาบาลใหญ่ จะมีสมาคม/ชมรมผู้ไร้กล่องเสียง ที่ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด โดยให้ผู้ป่วยดูแลช่วยเหลือกัน ทั้งด้านกำลังใจ การดูแลสุขภาพ และการฝึกพูด

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกล่องเสียงใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกผ่าตัดกล่องเสียง พูดไม่ได้ สื่อสารลำบาก มักเสียกำลังใจ และรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ญาติๆ ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคม/ชมรมดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ รู้จักดูแลตนเอง จนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

การรักษา 
เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง แพทย์จะให้การรักษาตามแนวทางดังนี้
•    ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม จะรักษาโดยการฉายรังสีเป็นหลัก หรือผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ ทำให้รักษากล่องเสียงไว้ได้ และผู้ป่วยสามารถพูดได้เป็นปกติ
•    ถ้าเป็นระยะลุกลาม ก็จะรักษาด้วยการผ่าตัดกล่องเสียงร่วมกับการฉายรังสี บางรายอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะพูดไม่ได้เป็นปกติ และต้องฝึกพูดด้วยการเปล่งเสียงผ่านหลอดอาหาร (esophageal speech) หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพูด (electrolarynx)

ภาวะแทรกซ้อน
หากปล่อยทิ้งไว้ มะเร็งจะลุกลามไปยังบริเวณรอบข้าง ทำให้กลืนลำบาก หายใจลำบาก ระยะท้ายมะเร็งจะลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่น ที่พบบ่อยคือปอด ตับ และกระดูก

การดำเนินโรค
หากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งก็มักจะลุกลามแพร่กระจาย จนทำให้เสียชีวิตได้
แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถช่วยให้หายขาด และพูดได้เป็นปกติ
ในรายที่เป็นระยะลุกลาม และได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ก็มักจะมีชีวิตยืนยาว และสามารถฝึกพูดจนสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้

การป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ กรดกำมะถัน
3. หากเป็นโรคกรดไหลย้อน ควรรับการรักษาอย่างจริงจัง
4.  กินผักและผลไม้ให้มากๆ และได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและสมดุล

ความบ่อยในการเกิดขึ้น
มะเร็งกล่องเสียงพบได้ประมาณร้อยละ 3 ของมะเร็งทั้งหมด พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 10 เท่า และพบบ่อยในผู้สูงอายุที่มีประวัติสูบบุหรี่จัดมานาน โดยเฉลี่ยอายุผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 60-70 ปี

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย

เรามักได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการกินและข้อควรปฏิบัติ เช่น คนที่ร้อนในง่ายห้ามกินของร้อน (คุณสมบัติหยาง) ของทอดๆ มันๆ ของเผ็ด เช่น

 

  • กินทุเรียนแล้วห้ามกินเหล้า
  • กินทุเรียนแล้วควรกินมังคุดหรือกินน้ำเกลือตาม
  • กินลำไยมากระวังตาจะแฉะ
  • เวลาเริ่มเป็นหวัด เจ็บคอ ควรกินพวกยาขม
  • เวลาร้อนใน ให้กินน้ำจับเลี้ยง หรือกินน้ำเก๊กฮวย
  • หญิงปวดประจำเดือนห้ามกินของเย็น (ลักษณะยิน) เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว
  • คนที่กินยาบำรุงจีน ห้ามกินผักกาดขาว หัวไชเท่า ฯลฯ เพราะจะล้างยา (ทำไมฤทธิ์ของยาน้อยลง) ฯลฯ

 

คำกล่าวเหล่านี้ก็มีในทัศนะทางการแพทย์แผนจีนมาจากพื้นฐานที่ว่า “อาหารคือยา อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน” การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องประยุกต์เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เป็นจริงของบุคคล เงื่อนไขของเวลา และสภาพภูมิประเทศ (สิ่งแวดล้อม) จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ

ในแง่ของคนไข้ การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม จะทำให้โรคร้ายทุเลาลง ช่วยเสริมการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกันการเลือกอาหารไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ย่อมทำให้โรคร้ายรุนแรง กำเริบและบั่นทอนสุขภาพมากขึ้น

หลักการหลีกเลี่ยงอาหารในขณะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือภายหลังการฟื้นจากการเจ็บป่วย

 

1. คนที่เป็นไข้หวัด ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก อาหารที่เย็นมาก หรืออาหารทอด อาหารมัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือน “อาหารเชื้อเพลิง” หรือการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2. คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายทำให้โรคหายยาก แนะนำให้กินอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง กินอาหารตามเวลา และเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย

3. คนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาหลอดเลือดแข็งตัว (ตามภาวะความเสื่อมของร่างกาย) ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ตับ สมอง ถั่ว น้ำมันหมู ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ น้ำมันเนย รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย(ความชื้นมีผลให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนต่อร่างกายทุกระบบ ความร้อนทำให้ภาวะร่างกายถูกกระตุ้น ทำให้ความดันสูง) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด (ฤทธิ์กระตุ้น) หรืออาหารหวานมาก เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน ฯลฯ (คุณสมบัติร้อน) เราคงได้ยินบ่อยๆว่า มีคนที่เป็นโรคความดันสูง แล้วไปกินทุเรียนร่วมกับเหล้า แล้วหมดสติ เสียชีวิต จากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

4. คนที่เป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอดๆ มันๆ อาหารหวานจัด เพราะแผนแพทย์จีนถือว่าตับ ถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของการรับสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้เกิดเลือด พลัง การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนความชื้น ทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5. คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะรสเค็มทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า เป็นภาระต่อหัวใจในการทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ขณะเดียวกัน อาหารที่มีรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ต้องสูญพลังงานมาก และหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยสรุปคือ ต้องลดการทำงานของหัวใจและไต โดยไม่เพิ่มปัจจัยต่างๆที่เป็นโทษเข้าไป

6. คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ แนะนำอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด ฯลฯ

7. คนที่นอนหลับไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เพราอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือทำให้หลับไม่สนิท

8. คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือท้องผูก ต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภท กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้มีความร้อนในตัวสะสมมาก ทำให้ท้องผูก ทำให้เส้นเลือดแตกและอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

9. คนที่มีอาการลมพิษ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคหอบหืด ควรเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ ผลิตภัณฑ์นมหรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ รวมทั้งรสเผ็ด เพราะสารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นและทำให้มีอาการผื่น ผิวหนังกำเริบ

10. คนที่เป็นสิว หรือมีการอักเสบของต่อมไขมัน ควรงดอาหารเผ็ดและอาหารมัน เพราะทำให้สะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด (ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย) ทำให้เกิดสิว

 

อาหารดิบ ไม่สุก : ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก ทำให้เสียสมรรถภาพการย่อยดูดซึมอาหารตกค้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ขาดสารอาหาร

อาหารร้อนเกินไป : ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก มีความร้อนความชื้นสะสม เกิดความร้อนในร่างกายมากเกินไป ไปกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ เช่น กระทบปอด ลำไส้ ทำให้ท้องผูก เจ็บคอ ปากเป็นแผล กระทบตับ ทำให้ความดันสูง ตาแฉะ อารมณ์หงุดหงิด กระทบไต ทำให้ปวดเมื่อยเอว ผมร่วง ฯลฯ

อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด : จะได้สารและพลังจากธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเห็นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้กินผักสด ผลไม้สด การเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีการปรุงแต่งที่มากเกินไปจะทำให้อาหารฮ่องเต้กลายเป็นอาหารชั้นเลวในแง่หลักโภชนาการ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้

โรคไข้เลือดออก

ขวดพลาสติก BPA..เสื่ยงสมองเสื่อม

สมุนไพรแก้โรคเสื่อมสมรรภภาพ

ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก

การเตรียมการรับน้ำท่วม

นำ้ท่วม

 

ปัญหาอุทกภัยในปีนี้ก่อให้เกิความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนชาวไทย ดังนั้นเราควรที่จะศึกษาและเตรียมการป้องกันให้ดีก่อนที่เราจะประสบกับปัญหานั้นด้วยตนเอง

เรามีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการเตรียมการรับนำ้ท่วมมาแบ่งปันกันค่ะ

 

 

คลิ๊กที่ลิงค์ 2 ทีนะคะ

คู่มือเตรียมการก่อนน้ำท่วม

เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม

วิธีกันน้ำเข้าบ้านโดยไม่ใช้กระสอบทราย

วิธีการขับรถลุยน้ำท่วม

17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม

 

ในขณะนี้ หลายบ้าน หลายครอบครัว โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกน้ำท่วม ต่างก็เร่งกักตุนอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพ เอาไว้ช่วยเหลือตัวเองในยามที่ต้องรับมือกับสภาพบ้านจมน้ำ

วันนี้ ห้างขายยาตราเสือมังกร จึงนำข้อมูลจากสภากาชาดไทยมาบอกกันว่า ข้าวของที่ควรเตรียมไว้ในถุงยังชีพ ควรมีอะไรบ้าง เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือ หรือจะได้หาซื้อเพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ได้รับความเดือดร้อนจากทุกสารทิศต่อไป

1. อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง พร้อมที่เปิดกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ปลาราดพริก น้ำพริกกระปุก เนื้อเค็ม ไข่เค็ม หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 3 วัน
2. ข้าวหอมมะลิกระป๋อง และข้าวสาร หรือหากเดินทางไปแจกด้วยตนเอง อาจซื้อข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อหรือหมูทอดใส่ถุงเพราะไม่บูดง่าย
3. น้ำดื่ม เครื่องดื่มแพ็คกล่อง และขนมปังกรอบ ขนมถุงต่าง ๆ ที่เด็กชอบ นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ สำหรับถวายพระฉันหลังเพล
4. นมผง และขวดนมสำหรับเด็กเล็ก พร้อมด้วยกระติกน้ำร้อนขนาดเล็ก ชนิดเสียบไฟได้
5. กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน ควรมีถ่านสำรองด้วยหลาย ๆ ชุด เทียนไข และไฟแช็ค
6. ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผลสด ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ไข้แก้หวัด ยาแก้ไอ เจ็บคอ เกลือแร่ซอง ยาแก้ท้องเสีย โลชั่นกันยุง ยาแก้คัน และยารักษาเชื้อรา-น้ำกัดเท้า
7. กระดาษทิชชู และกระดาษชำระแบบเปียก ใช้สำหรับการชำระล้างเพื่อสุขอนามัย
8. ถุงดำสำหรับใส่ขยะ พร้อมเชือกฟางหรือหนังยาง สำหรับมัดปากถุง
9. ผ้าอนามัย และยาคุมสำหรับผู้หญิง ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ กระโถน ถุงก๊อบแก๊บพร้อมที่นั่งถ่ายแบบของคนป่วย
10. เสื้อชูชีพ จำเป็นมากสำหรับคนแก่ คนป่วย และเด็ก ที่ควรมีไว้ประจำตัว
11. รองเท้าแตะยาง เสื้อกันฝน หมวกกันแดด ร่ม เสื้อยืด สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขาวม้า ผ้าถุง กางเกงในกระดาษ หน้ากากกันฝุ่น
12. นกหวีด เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
13. เชือกไนลอนเส้นยาว ๆ สำหรับผูกของ ตากผ้า ฯลฯ
14. กระจกเล็ก ๆ เอาไว้สะท้อนแสงขอความช่วยเหลือ
15. แผ่นพลาสติกและเทปกาว เพื่อใช้ในการทำที่หลบภัยภายในที่พัก 


ทั้งหมดนี้ เป็นรายการสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ซึ่งท่านที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถจัดเตรียมและนำไปมอบให้ได้ด้วยตนเอง หรือผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เปิดรับได้ หรือสำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะถูกน้ำท่วม ก็สามารถจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อยค่ะ

 

วิธีการทำน้ำให้สะอาดเพื่อบริโภค
วิธีทำน้ำดื่มให้สะอาด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ
กระปุกดอทคอม
สภากาชาดไทย

5 ท่ายืดเหยียดแก้อาการปวดคอ

backpain,ปวดหลัง

 

ผลจากโรคขยันทำงานโดยไม่เปลี่ยนท่า ชาวมนุษย์ออฟฟิศจึงถูกโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังรุมเร้า โดยเฉพาะอาการปวดคอ ทำให้รู้สึกปวดและกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อคอตลอดเวลา

นายแพทย์ลิขิต รักษ์พลเมือง จากภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จึงแนะนำท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำ เพื่อคลายอาการปวดกล้ามเนื้อคอ โดยหันหน้าตรงเป็นท่าเตรียม แล้วทำตามท่าต่อไปนี้ …

ท่าที่ 1   หันศีรษะไปทางซ้ายช้าๆ โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าให้ค้างไว้ นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 2   ก้มศีรษะลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 3   เงยศีรษะขึ้นช้าๆ ทิ้งศีรษะไปทางด้านหลังให้มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 4   เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย โดยใช้มือซ้ายช่วยกดให้ศีรษะชิดไหล่มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 5   หันหน้าไปทางด้านซ้าย 45 องศา โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าค้างไว้ จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง

ทำท่าที่ 1-5 นับเป็นหนึ่งเซต สามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

สละเวลาระหว่างทำงานเพียงไม่กี่นาที ช่วยป้องกันสุขภาพคอและลดอาการปวดคอได้อีกหลายปี


ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

กินอาหารเจให้ถูกวิธี

อาหารเจ


เริ่มแล้วกับเทศกาลอิ่มบุญ หรือที่เรารู้จักกันดีในเทศกาล “กินเจ” ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่หลายคนจะถือโอกาสในการทำบุญถือศีล ด้วยการละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะการรับประทานเนื้อสัตว์ถือเป็นการเบียดเบียน และที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่จะได้หันมารับประทานผักเพื่อสุขภาพกันอีกด้วย แต่พึงระวัง…หากเรารับประทานอาหารเจโดยลืมคำนึงถึงหลักโภชนาการ ก็อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอย่าง นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกกับเราว่า เทศกาลกินเจ ถือเป็นเทศกาลที่ต้องถือศีล ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการรับประทานเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ปองร้ายหรือนินทาว่าร้ายผู้อื่น และที่สำคัญต้องละเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดอีกด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการรับประทานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องทำควบคู่กันไปจึงจะถูกต้อง

การรับประทานอาหารเจ ดูผิวเผินน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคน ที่หันมาบริโภคผัก ผลไม้ แทนเนื้อสัตว์ หากแต่ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ เราจึงควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารในช่วงเทศกาลกินเจเช่นกัน ซึ่งนายสง่า ได้บอกเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเจให้ถูกต้องไว้ว่า

สิ่งแรกที่เราควรต้องคำนึงคือ การเลือกรับประทานอาหารเจให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะในหมู่ของโปรตีน ที่คนส่วนใหญ่ที่รับประทานเจมักจะขาด เพราะโปรตีนจะได้จากการบริโภค เนื้อสัตว์ ไข่ นม เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารที่ผู้รับประทานเจไม่สามารถรับประทานได้ เราจึงต้องมาดูว่าเราจะได้โปรตีนจากที่ใดได้อีก ซึ่งโปรตีนที่ดีที่สุดของคนที่รับประทานเจนั่นคือ ถั่วเมล็ดแห้ง จะมีอยู่ในอาหารจำพวก น้ำเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ หรือโปรตีนเกษตร

“อาหารประเภทเต้าหู้นี้แหละที่จะทำให้คนที่รับประทานเจได้โปรตีนอย่างเต็มที่ ซึ่งโปรตีนเหล่านี้จะใกล้เคียงกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากที่สุด เพราะมีกรดอะมิโนแอซิด ซึ่งหากเรารับประทานพร้อมกับข้าวหรืออาหารประเภทงา ที่เป็นคาโบไฮเดรต มันก็จะได้กรดอะมิโนที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นการจะได้รับสารอาหารครบนั้น เราต้องมั่นใจว่าอาหารเจที่เราทานต้องมีส่วนผสมของถั่วเมล็ดแห้งเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยทุกครั้งและรับประทานควบคู่ไปกับการรับประทานผลไม้ เพื่อจะได้สารอาหารครบ 5 หมู่”

ประเด็นต่อมาที่น่าเป็นห่วงของการรับประทานอาหารเจ นั่นคือรสชาติของอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารเจที่มีรสชาติปานกลาง ไม่รสจัด ไม่หนักหวาน มันหรือเค็มจนเกินไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาหารเจที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดจะมีรสเค็ม เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่มาก หากรับประทานเข้าไปบ่อยๆ อาจทำให้เกิดภาวะความดันสูงโลหิตสูงได้ อีกทั้งไตจะทำงานหนักจนเกินไปส่งผลเสียต่อร่างกายได้

“ในอาหารเจทั่วไป เรามักจะไม่ใส่น้ำปลา แต่จะใช้เครื่องปรุงจำพวกซีอิ้วขาว เกลือและผงชูรสแทนในปริมาณมาก นั่นแปลว่าเราจะได้รับโซเดียมในปริมาณมากเกินที่ร่างกายควรจะได้รับ ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยง”

อีกสิ่งที่ต้องระวัง นั่นคือโรคอ้วน เพราะในอาหารเจนั้นจะมีส่วนผสมของแป้งจำนวนมาก อีกทั้ง การที่เราไม่สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ ทำให้เราเกิดอาการหิวบ่อยขึ้น คนส่วนใหญ่จึงนิยมรับประทานข้าวให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้หิว จึงทำให้ในร่างกายมีแป้งเกินความพอดี จนส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้ รวมไปถึงความมันในอาหารเจอีกด้วย ส่วนใหญ่อาหารเจจะปรุงจากน้ำมัน เช่น ผัดหรือทอด ซึ่งการได้รับไขมันที่มากเกินไป จนเผาผลาญไม่หมด มันก็จะสะสมอยู่ในรูปของไขมัน ทำให้อ้วนได้เช่นกัน ทางที่ดีหันมารับประทานอาหารเจจำพวก ต้ม เช่น จับฉ่าย ต้มจืด น่าจะดีกว่า

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการระมัดระวังในการบริโภคอาหารเจ นั่นคือ ความสะอาดและปลอดภัย อาหารเจส่วนใหญ่ อุดมไปด้วยผัก ถ้าเราล้างไม่สะอาด ผักนั้นก็จะอุดมไปด้วยสารพิษ อย่างยาฆ่าแมง สารเคมีต่างๆ ที่ตกค้างในผัก หากเป็นเช่นนั้น อาหารที่เรารับประทานก็จะกลายเป็นสารพิษจานพิเศษในทันที ฉะนั้นเราควรล้างผักให้สะอาดก่อนการปรุงอาหารทุกครั้งเสมอ

การรับประทานอาหารเจให้ปลอดภัยยังไม่หมดเท่านี้ โดย นายสง่า ยังฝากถึงผู้ที่ชอบรับประทานอาหารกระป๋อง เช่น ผักกาดกระป๋อง หากจะรับประทานตลอดเทศกาลกินเจมันคงไม่ดีต่อร่างกายแน่ เพราะอย่าลืมว่าอาหารเหล่านั้นคุณค่าทางโภชนาการจะต่ำกว่าผักสด หากจำเป็นต้องรับประทานควรรับประทานสลับกับการรับประทานอาหารอื่นๆ ด้วย รวมถึงอาหารสีฉูดฉาดก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

เพียงแค่นี้การรับประทานเจในปีนี้ของเราก็จะได้ทั้งอิ่ม และได้ทั้งบุญ แถมร่างกายไม่ต้องเสี่ยงอันตรายกับโรคร้าย ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอีกด้วย อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำกันนะคะ

 

ยาสมุนไพร ดีอย่างไร
ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร ทำไมได้ยินบ่อยจังออยล์พูลลิ่ง
ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก
โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6
ภัยเงียบจาก “ยาตีกัน”ผู้ใช้ยาอาจถึงตายได้