Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

ไข้เลือดออก ภัยร้ายที่มาเงียบ

ยุงลาย

 

 

ไข้เลือดออกเกิดจากยุงลาย ส่วนใหญ่เป็นยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ไปกัดคน เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย และใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 -10 วัน กระบวนการแพร่เชื้อไวรัสของโรคนี้นั้น เกิดจากยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดของผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน หลังจากนั้น เมื่อยุงลายตัวเดิมกัดคนที่อยู่ในระยะทางไม่เกิน 400 เมตร เชื้อดังกล่าวก็จะแพร่เข้าสู่คนที่สองนั้นทันที ซึ่งยุงชนิดนี้สามารถกัดคนได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน มักพบได้ในบริเวณที่มีการเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระป๋อง ฝากะลา ยางรถยนต์เก่าๆ หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

ไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotype) คือ DEN1, DEN2, DEN3, DEN4 การติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในครั้งแรก เรียกว่า การติดเชื้อปฐมภูมิ (Primary infection) อาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง อีกทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ที่เป็น คือประมาณ 6-12 เดือน ส่วนการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่เหลือในครั้งต่อไป เรียกว่าการติดเชื้อทุติยภูมิ (Secondary infection) มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนสูง

ใครบ้าง? ที่เสี่ยงต่อ “โรคไข้เลือดออก” มากที่สุด

เด็กที่ไม่ใช่ทารกหรือเด็กเล็กกว่า 2 ขวบ ทั้งนี้เด็กเล็กๆ เหล่านี้จะมีภูมิต้านทานจากมารดาทางน้ำนม สำหรับเด็กชั้นอนุบาลจะเริ่มเห็นชัดขึ้น เพราะภูมิต้านทานที่ถ่ายทอดมาหมดแล้ว และเด็กกลุ่มนี้มีช่วงนอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ยุงลายออกหากิน (ยุงก้นปล่อง นำโรคมาลาเรีย จะออกหากินช่วงหัวค่ำ) อย่างไรก็ตามทุกอายุเป็นได้หมดทั้งสิ้น

อาการและอาการแสดง

หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5 – 8 วัน จะทำให้มีอาการไข้สูงลอย (38.0-40 องศาเซลเซียส) ติดต่อกัน 2-7 วัน หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดเบ้าตา ปวดท้อง อาเจียน เบื่ออาหาร เริ่มมีจุดแดงเล็กๆ ตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ อาจมีเลือดกำเดาไหล และเลือดออกตามไรฟัน (อาการทั่วไปคล้ายเป็นหวัด แต่มักไม่ไอ และไม่มีน้ำมูก)

ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเดงกี่ ส่วนใหญ่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและมีจุดแดงที่ผิวหนัง ซึ่งอาการสำคัญแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ

  • ระยะไข้ผู้ป่วยจะมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส อย่างเฉียบพลัน เป็นเวลา 2-7 วัน บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง ไม่มีน้ำมูกหรือไอ เบื่ออาหาร อาเจียน ตับโต กดเจ็บ มีผื่นตามตัว มีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามผิวหนัง ลำตัว แขน ขา รักแร้ เนื่องจากเส้นเลือดเปราะหรือการทำ Tourniquet test จะพบจุดเลือดออก อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ
  • ระยะวิกฤต/ช็อก อาการจะเลวลงเมื่อไข้ลดลงกะทันหัน ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบๆ ปากเขียว บางรายอาจมีอาการปวดท้องมาก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ถ้าให้การรักษาไม่ทัน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 12-24 ชั่วโมง แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันเวลา ผู้ป่วยจะหายได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลงอาการต่างๆ จะดีขึ้น ส่วนใหญ่ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว อาจมีเหงื่อออกมากและมือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว แต่จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ จะกลับเป็นปกติ เริ่มรู้สึกอยากอาหาร ซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผู้ป่วยพ้นระยะอันตราย
  • ระยะฟื้นตัว อาการโดยทั่วไปดีขึ้นอย่างชัดเจน ความดันโลหิตและชีพจรปกติ ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ มักจะมีผื่นแดงที่ขา ปลายมือปลายเท้าและมีอาการคัน

การดูแลรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก

ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ คือ

  • เช็ดตัวลดไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการชัก
  • ให้ยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอล “ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพริน” เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกง่าย 
  • ให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร อาเจียนและอ่อนเพลีย ควรให้ดื่มน้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ โดยดื่มทีละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อยๆ 
  • ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย 
  • เมื่อสงสัยว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก โดยมีไข้สูงลอย เกิน 38.5 องศาเซลเซียส นานเกิน 2 วัน หรือหน้าแดง คอแดง ปวดศีรษะ หรือปวดกระบอกตา ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว จะทำให้ลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้

โรคไข้เลือดออก ป้องกันได้

  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้งหรือมีมุ้งครอบ แม้ตอนกลางวัน
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย โดยกำจัดลูกน้ำในภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง ด้วยการใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชู เช่น ใส่ลงในขารองตู้กับข้าว
  • ปิดฝาภาชนะสำหรับเก็บน้ำให้มิดชิด เช่น โอ่ง ถังเก็บน้ำ
  • หมั่นเปลี่ยนหรือทิ้งน้ำในภาชนะบรรจุน้ำและภาชนะที่มีน้ำขัง เพื่อป้องกันยุงมาวางไข่ เช่น แจกัน จานรองกระถางต้นไม้
  • เก็บทำลายเศษวัสดุ เช่น ขวด กระป๋อง เพื่อไม่ให้รองรับน้ำได้
  • ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะที่ไม่มีฝาปิดหรือแหล่งน้ำใกล้บ้าน
  • ตัดต้นไม้ที่รกครึ้ม เพื่อให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทได้ดี
  • ป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงลายกัด ด้วยการดูแลหน้าต่าง ประตู ช่องลม ไม่ให้ยุงเข้า จัดข้าวของในบ้านไม่ให้กองสุมกัน รวมถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดยุง และทากันยุงให้ถูกต้อง
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกสามารถป้องกันไวรัสเดงกี่ได้ถึง 4 สายพันธุ์  ได้แก่  เด็งกี่-1, เด็งกี่-2, เด็งกี่-3 และ เด็งกี่-4 แต่ก็อย่าลืมว่า..วัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100 % การดูแลตนเองและคนรอบข้างก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 9- 45 ปี ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

โรงพยาบาลพญาไท

17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม

กล่องยาสามัญประจำบ้าน

 

ในช่วงที่ประชาชนทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุก ๆ คนล้วนประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ที่อยู่อาศัยพังเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับน้ำท่วมมากมาย อาทิ น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก รวมทั้งอันตรายจากภัยอื่น ๆ ทางน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยและประชาชนที่เดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมเป็นไปด้วยความปลอดภัย เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ได้แนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการ เพื่อเป็นการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ดังนี้

1) หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา

2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้

3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว

4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม พลัดตกจมน้ำ หรืองดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ เป็นต้น

5) ให้ตัดสวิตซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต ขณะเกิดน้ำท่วมขัง

6) เก็บของมีค่าและจำเป็นขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม

7) จัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรคพื้นฐาน ยาโรคประจำตัว และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตอื่น ๆ

8) อาหารกล่องที่ได้รับแจก ควรรับประทานทันทีอย่าเก็บไว้ เพราะจะทำให้อาหารบูด เน่าเสีย อาหารเป็นพิษได้ หากมีเหลือควรสิ้งใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุง

9) ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังออกจากห้องน้ำ ห้องส้วมทุกครั้ง

10) ไม่ควรใช้มือขยี้ตาอาจทำให้ตาติดเชื้อและอาจเสี่ยงเป็นโรคตาแดงได้

11) ในกรณีที่มีบาดแผล ไม่ควรเดินลุยย่ำน้ำ ย่ำโคลน ควรใส่รองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกยาวป้องกันเท้าและสวมทับด้วยถุงเท้าและ รองเท้า แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ย่ำน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดเท้าและแผลแล้วเช็ดให้แห้ง

12) กรณีมีสัตว์ป่วยตาย ให้ใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกให้มิดชิด หรือนำไปฝัง เผา ไม่ควรนำทิ้งลงน้ำอาจทำให้แพร่เชื้อในกระแสน้ำเกิดโรคระบาดได้

13) ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ใกล้ชิดเพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้

14) สำรวจภาชนะที่มีน้ำขังให้คว่ำไว้ เพื่อป้องกันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายพาหนะโรคไข้เลือดออก

15) ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และดื่มน้ำสะอาด

16) ทิ้งขยะและเศษอาหารในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดห้ามทิ้งลงน้ำ

17) ให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษ กัด ต่อย พร้อมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราบ้าน กองผ้า ถุงใส่ของ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษหลบเข้าไปอยู่อาศัยใกล้ตัว

 

ขอบคุณ
เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ

สุดยอดอาหารแคลเซียมสูง

 

 

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าหากอยากได้รับปริมาณแคลเซียมสูง จะต้องดื่มนมมากๆซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิด แต่ถ้าเรามีตัวเลือกอีก 15 ตัวเลือก ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมากกว่านมเสนอให้กับคุณ การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อคงไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน คือ 1,000 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่ และต้องการเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,200 มิลลิกรัมตั้งแต่อายุ 50 ปีเป็นต้นไป

1. ชีส ชีสเป็นผลิตภัณฑ์จากโปรตีนในนม ดังนั้นชีสจึงเป็นอาหารที่แคลเซียมสูงมากกว่านมถึง 2 เท่า อาทิเช่น พาร์เมซาน ชีส และยังให้พลังงานสูง แต่น้ำตาลแลคโตสน้อยกว่านม ชีสจึงเป็นอีกทางเลือกในการรับประทานแคลเซียม และยังเป็นของทานเล่นที่มีประโยชน์ สำหรับเด็กๆในช่วงวัยกำลังเจริญเติบโตด้วย ดังนั้นลองสลับจากเมนูเดิมๆเป็นสปาเกตตี้คาโบนาล่า มักกะโรนีครีมซอสกุ้ง  หรือซีซ่าร์สลัดใส่พาร์เมซานชีสโดยขูดใส่ลงไปก็อร่อยและมีประโยชน์มากด้วย แต่ระวังอ้วนด้วยล่ะ รับประทานให้พอเหมาะเพื่อสุขภาพที่ดี

2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติไม่หวาน อีกเหตุผลในคนที่แพ้โปรตีนในนมวัว เลือกทานโยเกิร์ตแทน เพราะโยเกิร์ตทำจากนมที่ผ่านการหมักและย่อยโดยจุลินทร์ที่มีประโยชน์ ให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายและอาการแพ้ก็น้อยลงกว่าการรับประทานนมวัวโดยตรง อีกทั้งโยเกิร์ตยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากต่อระบบทางเดินอาหารด้วย ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อเรารับประทานโยเกิร์ตในปริมาณเท่ากับนม ยังได้รับแคลเซียมมากว่าเพราะจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ด้วย

3. เมล็ดพืช เมล็ดพืชส่วนใหญ่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น  งาขาว งาดำ เมล็ดเฟล็กซ์ เมล็ดเจีย โดยเฉพาะงาดำถือว่ามีแคลเซียมสูงมาก และมากกว่านมวัวถึง 8 เท่า รู้แบบนี้แล้ว อย่าลังเลที่จะหยิบงาดำคั่วบดมาโรยในอาหารเพื่อเพิ่มแคลเซียมทุกๆวันหรือจะเลือกเป็นน้ำนมผสมงาดำแช่เย็นสักแก้ว ได้ประโยชน์แถมยังอร่อยอีกด้วย

4. ปลาซาร์ดีน ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงลดความอ้วน ปลาซาดีนจะเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะนอกจากได้โปรตีนสูง มีแต่ไขมันชนิดดีต่อร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือคุณจะได้แคลเซียมในปริมาณสูงมากด้วย เพราะปลาซาร์ดีนกระป๋องที่แสนจะหาทานได้ง่าย คุณสามารถทานได้ทั้งเนื้อและก้างที่นุ่มๆ ซึ่งมีแคลเซียมที่ใช้ในการบำรุงกระดูกให้คุณได้เยอะมาก

5. อัลมอนด์ หากจะหาขนมทานเล่นระหว่างพักผ่อน ไม่ว่าขณะนั่งรถ ทานเล่นขณะทำงาน หรือทานเพลินๆขณะชมรายการโทรทัศน์  ลองหยิบอัลมอนด์กระป๋องเล็กๆมาวางข้างๆ หยิบขึ้นมาทานเพลินๆ อร่อย กรอบ หวานมัน จนหยุดไม่ได้เลย และยังอิ่มท้องด้วยเพราะมีไฟเบอร์สูง ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะได้รับแคลเซียมมากกว่าการดื่มนมอีกด้วย ทั้งบำรุงกระดูกและยังมีสรรพคุณบำรุงสมอง ชะลอการเกิดอัลไซเมอร์ได้ด้วย

6. พืชตระกูลถั่ว นอกจากถั่วที่รับประทานแบบเมล็ด เช่น ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแดง ที่เราต่างทราบกันดีว่าเมล็ดพวกนี้ล้วนอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทั้งโปรตีนสูง วิตามินและแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะแร่ธาตุแคลเซียม แต่อย่าลืมนึกถึงถั่วจำพวกที่รับประทานแบบฝัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพลู  ถั่วลันเตา ถั่วพวกนี้ก็เป็นสุดยอดอาหารเช่นเดียวกัน เป็นแหล่งของโปรตีน และแคลเซียมที่สูงมาก แถมยังมีสารช่วยในการดูดซึมแคลเซียมสูงได้มากด้วย

7. รูบาร์บ สิ่งนี้อาจจะทำให้คุณประหลาดใจ! รูบาร์บเป็นพืชที่เต็มไปด้วยแคลเซียม วิตามินเค ซึ่งทั้งสองตัวนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน และด้วยรสชาติออกเปรี้ยว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลายอย่าง และทำเป็นแยมก็อร่อย อย่างไรก็ตามก็มีข้อควรระวังในการรับประทานรูบาร์บ เพราะมันมีสารออกซาเลทสูงมากในใบ ให้เลือกรับประทานแต่ก้านสีม่วงแดงของมันเท่านั้น

8. มะเดื่อ มะเดื่อแห้งนอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีเส้นใยจำนวนมาก และยังมีแคลเซียมสูงมากกว่าการรับประทานผลไม้แห้งอย่างอื่น เปลี่ยนขนมทานเล่นเดิมๆ เป็นมะเดื่อแห้ง ทำให้ไม่น่าเบื่อ มีประโยชน์กับสุขภาพ คุณจะได้ทั้งแคลเซียมสูงและไม่อ้วนอีกด้วย

9. เวย์โปรตีน สิ่งที่นิยมกันในเหล่าคนรักสุขภาพ และผู้ออกกำลัง พลาดไม่ได้เลยคือ เวย์โปรตีน เพราะมีกรดอะมิโนและโปรตีน รวมทั้งแคลเซียมที่มีอยู่มากในเวย์โปรตีน นอกจากคุณจะได้กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะการเลือกรับประทานเวย์โปรตีน คุณยังมีคุณภาพของกระดูกที่ดีและแข็งแรงไปพร้อมๆกันด้วย

10. ถั่วแระญี่ปุ่นและเต้าหู้ เมนูเต้าหู้ผัดถั่วแระ สำหรับคนรักสุขภาพอย่ามองข้ามเด็ดขาด เพราะนอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ยังมีแคลเซียมสูงมาก โดยในถั่วแระญี่ปุ่น 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียม 130 มิลลิกรัม และยังมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ทานแล้วไม่อ้วนด้วย อีกทั้งเต้าหู้ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้มีโปรตีนสูง และแคลเซียมที่อัดเต็มในเต้าหู้ โดยเต้าหู้ 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียมถึง 507 มิลลิกรัม ถือว่าเป็นเมนูที่ห้ามพลาด!

11. ผักใบเขียว ผักใบสีเขียวเข้มจัดว่าเป็นสุดยอดอาหาร มาถึงตอนนี้คุณนึกถึงผักชนิดใดบ้าง? ผักคะน้า ใบชะพลู ตำลึง ขี้เหล็ก ถ้าคุณกำลังนึกถึงผักเหล่านี้อยู่ ถูกต้องแล้ว!  เพราะผักที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นแหล่งรวมของแคลเซียมปริมาณสูง ดังนั้นเพิ่มผักเหล่านี้ในเมนูของคุณรับรองได้ว่ามันจะอุดมไปด้วยแคลเซียมแน่นอน

12. ซีเรียล ซีเรียลทำจากธัญพืชหลากหลายชนิด นอกจากเส้นใยและวิตามินที่มีประโยชน์ ธัญพืชบางชนิดมีแคลเซียมในปริมาณสูง แม้ก่อนการเติมนมก็ยังได้รับปริมาณแคลเซียมที่ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว การรับประทานร่วมกับนมก็ทำให้คุณได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นไปอีก เลือกซีเรียลเป็นอาหารแบบง่ายๆแต่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์กันเถอะ

13. เมล็ดผักโขมอมารัน โปรตีนในเมล็ดผักโขมอมารันเหมือนกับพวกเมล็ดธัญพืชอื่นๆ แต่ถ้าพูดถึงปริมาณแคลเซียม มันมีมากกว่าพวกนั้นถึง 4 เท่า ซึ่งนั่นก็ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ปริมาณแคลเซียมในผักโขมก็มีสูงมากเช่นกัน  และความจริงแคลเซียมของใบโขมอมารันมีแคลเซียมมากกว่าใบผักปวยเล้งอีก

14. เครื่องดื่มที่ไม่ใช่นม นอกจากน้ำนมจากสัตว์แล้ว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคยังมีน้ำนมที่สกัดได้จากพืชอีกหลายชนิดที่ให้แคลเซียมสูง เช่น น้ำนมอัลมอนด์ น้ำนมถั่ว เป็นต้น ซึ่งล้วนมีปริมาณแคลเซียมไม่น้อยกว่าน้ำนมวัวเลย และนอกจากนี้เครื่องดื่มน้ำ อย่างเช่นน้ำส้มคั้นสด ยังมีปริมาณแคลเซียมสูงเช่นกัน ลองเพิ่มน้ำส้มคั้นสดในมื้อเช้าของคุณอีกสักแก้ว (5 ผล) คุณจะได้แคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

15. กากน้ำตาล กากน้ำตาลเป็นตัวเลือกเพื่อสุขภาพของคุณอีกทาง เมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายขาวที่ไม่มีสารที่ให้ประโยชน์ด้านโภชนาการเลย กากน้ำตาลยังมีทั้งความหวาน ความหอม และอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์รวมทั้งมี แคลเซียมที่สูงกว่าด้วย  เปลี่ยนเครื่องดื่มธรรมดาๆของคุณโดยการเติมกากน้ำตาลลงไปสักหนึ่งช้อนโต๊ะ ได้ทั้งวิตามินและแคลเซียมสูงขึ้นด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

foodworldblog

 

โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6

Anti-aging food สุดยอดอาหารต้านแก่

6 เครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

ถั่วเหลือง ลดคอเลสเตอรอล

อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย

9 โรค ที่ต้องระวังช่วงหน้าฝน

 

 

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนระมัดระวัง 9 โรคและ 4 ภัยสุขภาพในช่วงฤดูฝน พร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรค

โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ

โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ทุกกลุ่มอายุ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว 

– โรคปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน 

ทั้ง 2 โรคสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น

 

โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ

– โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน 

– โรคอาหารเป็นพิษ มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน โดยทั่วไปมีอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง มักจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง 

– โรคอหิวาตกโรค ติดต่อโดยการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน บางคนมีภาวะขาดน้ำรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้

การป้องกันกลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำคือ ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการประกอบอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 

โรคติดต่อนำโดยยุงลาย

– โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง หากอาการรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกได้

– โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุนกุนยา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายสวน และยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ อาการจะคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากจนถึงมีอาการช็อก ซึ่งทั้ง 2 โรคสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

 

โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆในช่วงฤดูฝน

– โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง และปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรง การป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องลุยน้ำย่ำโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น สวมรองเท้าบูทยาว ถุงมือยาว

– โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก จากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส หรืออุจจาระของผู้ป่วย อาการผู้ป่วยคือ จะมีแผลหรือตุ่มในช่องปาก กระพุ้งแก้ม มีผื่นแดงหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่แขน ขา หรือก้น ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและหายเองได้ ผู้ปกครองและครูจึงควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน พร้อมตรวจคัดกรองโรคเด็กทุกคน หากมีอาการสงสัยป่วยให้แยกเด็ก รีบพาไปพบแพทย์และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี

 

ภัยสุขภาพ

– การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและให้ความรู้ในการเอาตัวรอด และวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี ขณะที่ชุมชนควรมีป้ายเตือน ทำเครื่องป้องกัน ทำรั้วล้อมรอบแหล่งน้ำ

– การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้

– อันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษกัด ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้ หากถูกงูพิษกัดต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที และจำลักษณะชนิดของงูที่กัด เพื่อการให้เซรุ่มพิษงูได้ถูกต้องและรวดเร็ว

– อันตรายจากการกินเห็ดพิษ หากไม่มั่นใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมารับประทาน หรืออาจเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรคยังได้จัดทำประกาศแจ้งเตือนให้ระวังโรคและภัยสุขภาพไปยังหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนเพื่อลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

thaipbs.or.th

 

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV

มาพิชิตหวัด คัดจมูก ไอ กันเถอะ!

โรคฮิตของคนกรุง…โรคแพ้อากาศ

อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย

9 ข้อห้ามที่ไม่ควรทำตอนท้องว่าง

 

คำว่า “ท้องว่าง หรือ empty stomach” หมายถึงสภาวะที่เราไม่ได้ใส่อาหารอะไรเข้าปากอีกหลังจาก 2 ชั่วโมง (หรือมากกว่า) จากอาหารมื้อก่อนค่ะ

 

  1. ไม่รับประทานยาแก้ปวด จำพวก Paracetamol หรือ  Aspirin ค่ะ เพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้เลือดออกในกระเพาะค่ะ ถ้ารับประทานในพฤติกรรมแบบนี้ไปบ่อยๆ โดยเฉพาะกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร จะก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายเยอะเลยค่ะ แต่ถ้าจำเป็นต้องทานจริงๆ ให้รับประทานพร้อมกับนมวัวได้ค่ะ จะช่วยลดการระคายเคือง หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ให้ดื่มน้ำเปล่าตามไปอีกเยอะๆนะคะ
  2. ไม่รับประทานกาแฟรวมไปถึงกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนด้วยค่ะ เพราะทั้ง 2 ชนิดนี้จะไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยได้ค่ะ แต่ถ้าติดทานกาแฟเป็นอย่างแรกในตอนเช้าและยังเลิกไม่ได้ ให้ทานกาแฟใส่นมวัวหรือครีมนะคะ เพราะไขมันในนมจะช่วยลดผลเสียได้ค่ะ และสิ่งสำคัญคือ ควรเลือกทานกาแฟธรรมชาติสกัดแบบ Freeze drying นะคะ จะช่วยคงคุณภาพของกาแฟไว้ได้มากที่สุดค่ะ
  3. ไม่รับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ล เพราะจะดูดซึมเข้าร่างกายได้เร็วกว่าตอนท้องไม่ว่าง ผลคือจะเมาเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า พยายามหาอะไรรองท้องก่อนเช่น sandwich หรืออาหารที่มีเนยเป็นส่วนประกอบ แต่สำหรับคนที่ชินกับแอลกอฮอล์ล ถึงแม้จะไม่เมาแต่ผลเสียระยะยาวจะไปตกอยู่กับตับ หัวใจและไตค่ะ
  4. ไม่เคี้ยวหมากฝรั่งตอนท้องว่างจะทำให้ร่างกายเข้าใจว่ากำลังทานอาหารอยู่ ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหาร แต่ถ้าไม่มีอาหารให้ย่อยและเกิดสภาวะแบบนี้บ่อยๆ จะมีแนวโน้มเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ (gastritis) ได้นะคะ
  5. ไม่เข้านอนตอนหิว จะทำให้นอนหลับไม่ลึก และร่างกายจะโหย ผลคือในวันต่อไปร่างกายจะต้องการอาหารมากขึ้นกว่าเดิม เป็นอย่างนี้บ่อยๆระวังน้ำหนักจะขึ้นโดยไม่รู้ตัวนะคะ
  6. ออกกำลังกายอย่างหนักตอนท้องว่างไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นกว่าเดิม ตรงกันข้ามกลับทำให้ร่างกายผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ข้อแนะนำคือควรมีอะไรรองท้องก่อนเช่น นม หรือ อาหารเบาๆ
  7. ช้อปปิ้งตอนท้องว่างหรือตอนหิวจะทำให้เราซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น หรือซื้อข้าวของเช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า มากกว่าเดิม เพราะฮอร์โมนในสมองด้านการตัดสินใจไม่สมดุลค่ะ
  8. หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus fruits) เพราะมีกรดสูง ถ้าต้องดื่มจริงๆสามารถทำให้เจือจางได้โดยผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:1 ในร่างกายที่มีสภาวะเป็นกรดสูง แต่ถ้าธรรมดาสามารถผสมที่ 2:1 ได้ นอกจากนี้ควรงดทานกล้วย มะเขือเทศและผักที่มีสีเขียวนะคะ
  9. การเข้าประชุมเมื่อท้องหิวจะทำให้สมองตื้อ สมาธิและความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจหรือนำเสนอไอเดียใหม่ๆ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ หวังว่าสิ่งที่นำมาแบ่งปันจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆนะคะ ถ้าเรามีพฤติกรรมที่ตกอยู่ในข้อ 1-9 ก็ให้ลด ละ และ เลิกนะคะ รับรองว่าคุณภาพชีวิตของทุกๆท่านจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ

 

และอย่าลืมบำรุงร่างกายด้วย

ยาสตรี 2000

ยาบุรุษ 2000

ยาบุรุษ 2000 ผสมโสม

 

โรคผิวหนังเรื้อรัง รักษาได้ด้วย

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง