Link ใกล้เคียงที่น่าสนใจ:
โรคฮิตของเด็กในหน้าฝน
โรคฮิตของคนกรุง…โรคแพ้อากาศ
ควรเตรียม “ยาอะไร” ในการเดินทาง
ถอนพิษเรื้อรังต้อง…รางจืด
|
||||||
Articles
|
ใครที่กำลังเป็นหวัด คัดจมูก ไอไม่หายสักที วันนี้แอดมินมีข้อมูลเด็ดพิชิตโรคหวัดมาฝากค่ะ
1. กินยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน 0.5 -1 เม็ด วันละ 1-2 ครั้ง
2. ต้มหอมแดง (อาจใส่ขิง หัวหอม) แล้วเทเอาน้ำเดือดๆใส่ถ้วยหรือแก้ว (สามารถเติมยาหม่อง หรือน้ำมันระเหยเพียงเล็กน้อยด้วยก็ได้ ถ้าชอบ) แล้วหายใจให้ไอน้ำอุ่นๆผ่านรูจมูก โดยใช้มือ 2 ข้าง ปิดปากถ้วย โดยเหลือช่องระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือให้จมูกหายใจเอาไอน้ำได้ จมูกจะโล่งเลยค่ะ
3. คนที่มีอาการไอร่วมด้วยให้งดอาหารรสจัด และหลีกเลี่ยงของทอด มัน เผ็ด เย็น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอติม ของแช่เย็นทุกอย่าง
4. ควรงด ผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม แคนตาลูป สาลี่ มะละกอ แก้วมังกร มะพร้าว น้ำมะพร้าว ฟัก มะระ ใบบัวบก
5. คนที่เจ็บคอ ถ้าเป็นช่วงแรกๆ ให้ทานยาเยนเยน ถ้าเอาไม่อยู่และเริ่มมีเสมหะเป็นสีเหลือง หรือสีเขียว แสดงว่าติดเชื้อแล้ว ให้ทานยาแก้อักเสบไปเลย
6. ออกกำลังกายให้เหงื่อออกพอประมาณ (ในกรณีที่ไม่มีไข้นะคะ)
7. อย่านอนดึก และพักผ่อนเยอะๆ
8. ดื่มน้ำเยอะๆ โดยจิบไปเรื่อยๆตลอดทั้งวัน อย่าปล่อยให้คอแห้ง ถ้าเป็นไปได้ทานน้ำอุ่นก็จะดี
ถ้าไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ ควรไปหาหมอเพื่อวินิจฉัย ให้รู้ว่าเป็นอะไร และจะปฏิบัติรักษาตัวอย่างไรต่อไป จะได้ไม่เป็นเรื้อรัง
ขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพห้างขายยาตราเสือมังกร
Link ใกล้เคียงที่น่าสนใจ: โรคฮิตของเด็กในหน้าฝน August 22nd, 2013 | Tags: Zyrtec, ผลไม้ฤทธิ์เย็น, ยาเยนเยน, หวัด คัดจมูก ไอ | Category: ข่าวสารสุขภาพ | One comment - (Comments are closed)
ในช่วงหน้าฝนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ถูกฝนแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะเจ็บป่วยไม่สบายได้ ในครั้งนี้จะพูดถึงเฉพาะอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่พบได้บ่อยในเด็กในช่วงหน้าฝน ซึ่งพบว่า 5 โรคฮิตของเด็กในช่วงหน้าฝน ได้แก่
โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่พบได้เกือบทั้งปี เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น แต่จะเป็นมากในช่วงหน้าฝน ซึ่งบางปีอาจจะพบการระบาด ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน อาการหลักๆ คือ เด็กจะมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ไอ หรือเจ็บคอ ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีโอกาสเสี่ยงและมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น
โรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส พบได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงหน้าฝน สำหรับกลุ่มอาการของโรค เด็กจะมีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก บางรายอาจมีผื่นที่ขาและก้นร่วมด้วย พบมากในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี (อนุบาลถึงประถม) อาการมักหายได้เองภายใน 3-10 วัน ติดต่อทางการไอ จาม น้ำลาย หรืออุจจาระ มีระยะฟักตัว 3-6 วัน พบเชื้อทางน้ำลาย 2-3 วันก่อนมีอาการ จนถึง 1-2 สัปดาห์หลังมีอาการ (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ https://www.tigerdragon.in.th/?p=1545) ในขณะที่มีอาการ เด็กบางคนจะรับประทานอาหารและน้ำไม่ค่อยได้ เพราะมีอาการเจ็บปากมาก ซึ่งแม้แต่น้ำลายก็ไม่ยอมกลืน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ดังนั้นอย่าให้เด็กมีไข้สูงเกินไป เพราะอาจจะชักได้ บางรายอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการ เมื่อพบความผิดปกติต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที
โรคอีสุกอีใส หลายครอบครัวคงคุ้นเคยกับโรคนี้กันดี เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยและเป็นกันบ่อย แต่มักจะเป็นในบางช่วง เมื่อเป็นแล้วมักจะติดกันเป็นทอดๆ โดยเฉพาะการติดต่อจากเพื่อนที่โรงเรียน กลุ่มอาการของโรค ได้แก่ ผู้ป่วยจะมีไข้ เป็นผื่นแดง และมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามตัว โดยเริ่มจากบริเวณท้องแล้วลามไปตามต้นแขน ขา และใบหน้า หลังจากนั้นจะเกิดเป็นสะเก็ดและแผลเป็นขึ้นได้ มักหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่จึงควรพยายามดูแลรักษาร่างกายของคุณลูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะโรคนี้เกิดขึ้นไม่ตรงตามวัย บางรายอาจมีอาการตอนเด็ก บางรายอาจมีอาการตอนโต ซึ่งหากเป็นในตอนโตจะมีอาการและการขึ้นตุ่มที่รุนแรงกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกายด้วย ในการป้องกันนั้นทำได้โดยพยายามอย่าให้ลูกเข้าใกล้กับผู้ป่วย หรือล้างมือบ่อยๆ เป็นต้น
ทั้งนี้สุขภาพที่ดีของคุณลูก ก็ต้องมาจากสุขภาพที่ดีของคุณพ่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน สุดท้ายนี้ ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านและลูกน้อยทุกๆ คนมีสุขภาพดีตลอดหน้าฝนนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก Fascino
อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย ขวดพลาสติก BPA..เสื่ยงสมองเสื่อม การกินดื่มที่ถูกต้องก่อนออกกำลังกาย
August 7th, 2013 | Tags: โรคท้องเสีย, โรคมือเท้าปาก, โรคอีสุกอีใส, โรคอุจจาระร่วง, โรคไข้หวัดใหญ่, โรคไข้เลือดออก | Category: ข่าวสารสุขภาพ | 2 comments - (Comments are closed)
องค์การเภสัชกรรม แนะเตรียม “ยาจำเป็น” ในการเดินทาง โดยเฉพาะยาสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องกินประจำ และยาพื้นฐานสำหรับใช้กรณีฉุกเฉิน นายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วและในเทศกาลดังกล่าวจะมีวันหยุดยาว ดังนั้นการเตรียมยาในระหว่างเดินทางไม่ว่าจะเดินทางในประเทศ หรือต่างประเทศสำคัญที่สุดอันดับต้น คือ การเตรียมยาในส่วนของผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่จะมีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว ซึ่งยาของผู้สูงอายุจะมียาที่ต้องกินเป็นประจำ ต้องเตรียมยาในปริมาณเท่ากับวันที่เดินทางหรือสำรองเพิ่ม 3-5 วัน และควรจะติดชื่อยาไปด้วยเพราะหากยาตกหล่นสูญหาย จะได้สามารถซื้อยาตัวเดิมหรือเข้าโรงพยาบาล แจ้งแพทย์ได้ว่าเดิมใช้ยาอะไร ส่วนยารายการอื่นๆจะเป็นยาพื้นฐานสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาทิ พาราเซตามอลลดไข้ ทั้งชนิดเม็ดและน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้ซึ่งสามารถลดน้ำมูก และใช้แก้คันได้ด้วย ยาลดกรดชนิดน้ำซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีกว่าชนิดเม็ด ผงเกลือแร่ ผงถ่านกรณีท้องเสีย ยาแก้เมารถ ยาแก้ปวดเมื่อย และอุปกรณ์ทำแผล สำหรับการกินยาในขณะที่ขับรถนั้นต้องศึกษาก่อนว่า ยาที่กินมียาตัวใดที่กินแล้วทำให้ง่วงนอน ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือยาในกลุ่มแก้ปวดไมเกรน ยาคลายกังวลบางชนิด ยาพวกนี้จะทำให้ง่วงนอน ความสามารถในการรับรู้เสียไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ กรณีไม่สามารถเลี่ยงได้ ควรปรับเวลาเพื่อพักผ่อนหลังทานยาสัก 1 – 2 ชั่วโมง แล้วจึงขับต่อไป ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า ในช่วงดังกล่าวอาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงฉับพลันจากอากาศร้อน จากร่างกายที่เปียกน้ำ พักผ่อนน้อย รวมถึงอยู่ในที่ชุมชนก็มีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายที่สุด และอีกโรคคือ ท้องเสีย ต้องเตรียมยาและสำรองเพิ่มสำหรับหลายคน ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ห้ามลืมยาบำรุงที่คุณหมอให้กินโดยเฉพาะคุณแม่ที่มีปัญหารกเกาะต่ำซึ่งอาจจะมีปัญหาได้โดยเฉพาะการเดินทางที่กระทบกระเทือนต้องระวังมาก หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง และถ้าหากมีอาการฉับพลันขึ้นมาให้เลือกใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลเท่านั้น เพื่อลดไข้แก้ปวดหรือใช้คลอเฟนนิรามีนได้เพื่อลดน้ำมูก สำคัญที่สุดควรมีเบอร์โทรศัพท์ของแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์ไปด้วย ถ้ามีปัญหาจะได้โทรปรึกษาหรือหากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ให้เข้าพบแพทย์ที่สถานพยาบาลในพื้นที่นั้นๆ ทันที นอกจากนี้ ยังมีโรคระหว่างการเดินทางกลับคือ โรคกระเพาะอาหาร เพราะว่าคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอาการจะกำเริบขึ้นมาได้ เนื่องจากการทานอาหารไม่ตรงเวลา และพักผ่อนน้อย อีกโรคที่จะพบมากสำหรับผู้หญิงก็คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากระหว่างการเดินทางในช่วงสงกรานต์รถติด ห้องน้ำเข้าไม่ได้ ไม่สะดวก อั้นไว้ สุดท้ายแล้วก็เกิดการติดเชื้อและการอักเสบขึ้น ซึ่งเป็นโรคที่พบมาก สุดท้ายก็คือการไปเที่ยวป่าหรือน้ำตก ต้องระวังในเรื่องของไข้เลือดออก หรือมาลาเรีย ถ้ามีไข้ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและบำบัดรักษา ไม่ควรสรุปเองว่าอาจเป็นไข้กินยาพารา หรือกลับมาบ้านรอดูอาการซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ส่งผลถึงแก่ชีวิตได้
ขอบคุณช้อมูลจาก สสส
ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม ยาสตรี 2000 ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย
April 5th, 2013 | Tags: คลอเฟนนิรามีน, ผงถ่าน, ผงเกลือแร่, พาราเซตามอล, ยาลดกรด, ยาแก้แพ้ | Category: ข่าวสารสุขภาพ | One comment - (Comments are closed)
ช่วงเวลาตั้งครรรภ์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเพศหญิง ไม่ว่าจะเรื่องฮอร์โมน ร่างกาย และจิตใจ สิ่งเหล่านี้ ล้วนสร้างความหงุดหงิด รำคาญใจ จนทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย เมื่อมีใครมาขัดใจ หรือไม่ตามใจในสิ่งที่ต้องการ
ด้านรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปก็เช่นกัน สร้างความไม่พอใจ และความไม่มั่นใจให้กับว่าที่คุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากกลัวว่า สามีจะไม่รัก หรือไม่อยากเข้าใกล้ เพราะด้วยสรีระที่อ้วน ผิวหมองคล้ำ และมีขี้ไคลตามรอยพับในจุดต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งบางรายอาจมีสิวร่วมด้วย
แต่ในเรื่องดังกล่าวนี้ “นพ.วรชัย ชื่นชมพูนุท” สูตินรีแพทย์ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลับมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ เพราะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งถ้ารู้จักดูแลและเอาใจใส่ ความสวยขณะตั้งครรภ์ก็สามารถทำได้ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น มีฝ้า และผิวคล้ำ มีขี้ไคลตามคอ หรือข้อพับ และหน้ามันเป็นสิว ก็จะหายไปเองหลังการคลอดผ่านไปสักประมาณ 1 – 2 เดือน
ถึงร่างกายจะเปลี่ยนไป แต่คุณแม่ก็สวยได้
“นพ.วรชัย” อธิบายกับทีมงานว่า ช่วงตั้งครรภ์จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งช่วงนี้จะมีอาการเสี่ยงต่อการแท้งได้สูง จึงต้องระวังให้มากที่สุด รวมทั้งจะมีอาการแพ้ท้อง แต่ในบางคนอาจจะไม่มีอาการ หากคุณแม่ที่มีอาการดังกล่าว คุณหมอแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารมากเกินไป แต่ต้องกระจายการกิน ไม่ควรกินมื้อใหญ่
นอกจากนี้การกินขิงจะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดี หรืออาหารที่ย่อยง่าย อย่างเช่น ขนมปังปิ้ง น้ำเต้าหู้ ส่วนอารมณ์ในช่วงนี้จะมีความแปรปรวน หงุดหงิด โมโหง่าย และขี้ใจน้อย จึงอยากได้รับความใส่ใจจากสามี และครอบครัว รวมไปถึงญาติพี่น้อง ทั้งนี้ยังมีภาวะของสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้า ทางที่ดี ไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้หน้ามันเร็ว นำไปสู่การเกิดสิวได้ ควรล้างวันละ 1-2 ครั้งก็พอ
ช่วงต่อมาคือ ระยะ 3 เดือนที่สอง ช่วงนี้คุณแม่จะมีความกังวลเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น คุณหมอแนะว่า ต้องควบคุมการกิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผิวจะคล้ำขึ้น ดังนั้น ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกปิด และทาซันบล็อกเมื่อต้องออกแดด สำหรับผม ช่วงนี้จะมีลักษณะเป็นลอนๆ มันๆ (ในบางคนเท่านั้น) ควรใช้ครีมนวดผม และกินอาหารที่มีสังกะสี เพราะเป็นแร่ธาตุที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเส้นผมเพื่อให้เส้นผมแข็งแรง ซึ่งพบได้ในนม และผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเล นอกจากนี้คุณแม่มักจะมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ควรทานน้ำ และผักผลไม้ให้มาก เพราะจะมีเส้นใยช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น ลดการกินชา กาแฟ เนื่องจากทำให้ท้องผูก และเกิดเป็นริดสีดวงทวารได้ ถ้าเป็นแล้วจะหายยาก
การเปลี่ยนแปลงร่างกายทุกๆ 3 เดือนขณะตั้งครรภ์ และระยะ 3 เดือนสุดท้าย คุณแม่จะมีความกังวลเรื่องรอยแตกลายบริเวณท้อง ทางแก้ก็คือ ต้องควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้มากจนเกินไป และใช้ Moisturizer ทาเป็นประจำ อย่างไรก็ดี คุณหมอให้เคล็ดว่าสิ่งที่จะช่วยลดรอยแตกลายบริเวณหน้าท้องได้นั้น ต้องเริ่มจากการออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะจะช่วยดันทรงของท้องได้ดีขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น สังเกตได้จากผู้หญิงต่างประเทศ มักจะออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เวลาตั้งครรภ์ ท้องจึงไม่ค่อยแตกลาย เพราะกล้ามเนื้อท้องขยายตัว และยืดหยุ่นได้ดี
ที่สำคัญ ช่วงนี้คุณแม่จะเกิดความกังวลในการคลอด เช่น กลัวคลอดยาก กลัวตกเลือด กลัวว่าลูกจะพิการ เป็นต้น ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์ จะทำให้สบายใจขึ้น อย่าไปเชื่อข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว รวมถึงจะมีอาการบวมของท้องมากขึ้น ถ้ามีอาการบวมมากเกินปกติ รวมทั้งมีโปรตีน หรือไข่ขาวออกจากช่องปัสสาวะ คุณหมอแนะว่าให้กินมะนาว และแตงกวา จะช่วยขับปัสสาวะ ลดการบวมได้ ขณะเดียวกันไม่ควรทานอาหารที่เค็มเกินไป ลดการยืนนานๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และไม่หักโหม
น้ำหนักตัวแค่ไหนถึงจะดี
น้ำหนักถือเป็นเรื่องสำคัญของคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก่อนตั้งครรภ์ ต้องควบคุมน้ำหนักให้ดี ไม่ผอม หรืออ้วนจนเกินไป คุณหมอจึงให้คำแนะนำว่า การจะดูว่าน้ำหนักเหมาะสมหรือไม่นั้น คำนวณได้จาก ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) หรือ BMI เพื่อประเมินว่าร่างกายอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ โดยใช้สูตรคำนวณดังนี้
เช่น ถ้าคุณหนัก 55 กก. สูง 160 ซม. ต้องคิดเป็น 1.60 เมตรก่อน แล้วจึงจะเอาไปคำนวณ โดยเอา 1.60 x 1.60 คิดได้เป็น 2.56 จากนั้นเอาน้ำหนักคือ 55 ตั้ง แล้วหารด้วยค่าที่ได้จากส่วนสูงคือ 2.56 ดังนั้น BMI ก็จะเท่ากับ21.5 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สมส่วน เพราะมีค่าตามเกณฑ์ปกติคือ 20 – 25.9 แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าผอม เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย แต่ถ้าน้ำหนักมากเกินไป อาจเสี่ยงต่อความดันเลือดสูง เบาหวาน รกผิดปกติ และส่งผลต่อลูกในท้องได้
อย่างไรก็ดีเมื่อตั้งครรภ์น้ำหนักตัวของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 12 กก. และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และคุมน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม คุณหมอจึงได้แสดงตารางเปรียบเทียบน้ำหนักที่ควรเพิ่มขณะตั้งครรภ์ โดยใช้เกณฑ์คำนวณจากดัชนีมวลกาย ดังนี้
รู้จักกิน – สร้างสุขภาพครรภ์ดี
นอกจากการดูแลน้ำหนักตัวแล้ว คุณหมอบอกต่อว่า คุณแม่ต้องมีโภชนาการด้านการกินที่ดี และเหมาะสมด้วย ซึ่งเรื่องของสารอาหารถือเป็นเรื่องสำคัญ และจะขาดไม่ได้เลย เพราะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกในท้องให้มีสุขภาพดี และแข็งแรง โดยคุณแม่ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น โปรตีน ช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อย ไอโอดีน ช่วยพัฒนาสมอง และกล้ามเนื้อของลูกให้เป็นไปตามปกติ พบได้จากอาหารทะเล และเกลือเสริมไอโอดีน
“คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องกินธาตุเหล็กเพิ่มเป็น 2 เท่า เพราะเมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายจะสร้างปริมาณน้ำในร่างกายเพิ่มขึ้น และพยายามสร้างเม็ดเลือดตามมา เพื่อรับรองกับการเสียเลือดขณะคลอด ดังนั้นเหล็กจะช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างพอเพียง ถ้าเกิดเหล็กน้อยเกินไป ร่างกายจะซีด เวลาคลอดทำให้ตกเลือดได้ง่าย ซึ่งหาพบได้ในผักใบเขียว โดยเฉพาะมะเขือพวงจะมีเหล็กเยอะมาก หรือพบในเนื้อสัตว์ เป็นต้น” คุณหมออธิบาย
ขณะที่กรดโฟลิก คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับเพิ่มเป็น 2 เท่าเช่นกัน โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก หรือก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งมีผลวิจัยออกมาชัดเจนว่า กรดโฟลิกจะช่วยลดความพิการของสมอง หรือกะโหลกศีรษะของลูกน้อยได้ ซึ่งถ้าครอบครัวใดมีประวัติการเป็นโรคดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับสารอาหารตัวนี้อย่างเพียงพอ ส่วนบ้านไหนที่ไม่มีประวัติ จะช่วยลดการเป็นโรคได้ถึง 70 เปอร์เซ็น ซึ่งกรดตัวนี้พบได้ในผักใบเขียว ตับ เป็ด ไข่แดง ซึ่งมีความจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์สมองของลูกน้อย ทางที่ดีควรกินตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
ส่วนคาร์โบไฮเดรทต้องกินอย่างน้อย 20 ส่วนต่อวัน ถ้าคุณแม่ที่เป็นเบาหวาน จะต้องลดลงเหลือ16 ส่วนต่อวัน วิธีการนับคือ ข้าว 1 ทัพพี เท่ากับ 2 ส่วน ปกติคนเรากินข้าว 2 ทัพพี 1 มื้อจึงเท่ากับ 4 ส่วน 3 มื้อ 12ส่วน เหลือของว่างให้กินอีก 8 ส่วน ไม่ว่าจะเป็น นม 1 กล่องคือ 1 ส่วน ไข่ 1 ฟอง 1 ส่วน ขนมปัง 1 แผ่น 1 ส่วน ส่วนผลไม้ เช่น ทุเรียน 1 เม็ดเท่ากับ 1 ส่วน ส้ม 1 ลูกเท่ากับ 1 ส่วน มะม่วงครึ่งลูกเท่ากับ 1 ส่วน ลิ้นจี่/ลำไย 4 ลูกเท่ากับ 4ส่วน หรือส้ม 1 ลูกเท่ากับ 1 ส่วน เป็นต้น
“การกินที่ไม่ทำให้น้ำตาลขึ้นเร็วเกินไปนั้น ต้องเคี้ยวช้าๆ เนื่องจากสมองจะตอบสนองความอิ่มจากน้ำตาล ถ้ากินเร็วจะรู้สึกอิ่มช้า เพราะสมองตอบรับสภาพน้ำตาลไม่ทัน สำหรับการกินช้าๆ จะช่วยให้การย่อยดี ลูกในครรภ์ก็จะแข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีจากการคุมอาหารของคุณแม่เองด้วย” คุณหมออธิบาย
กินแล้วอย่านอน ออกกำลังกายกันดีกว่า
กับเรื่องนี้ คุณหมอบอกว่า คนไทยส่วนใหญ่ออกกำลังกายน้อยมาก หรือบางคนบอกว่าออกแล้ว ออกเต็มที่เลย แต่แค่วันละ 5 นาทีแล้วหยุด ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย ส่วนคนท้องก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่ควรออกกำลังในลักษณะเบา อย่าออกแรงหนัก และอย่าออกแรงเร็ว ควรให้เวลากับการออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เช่น เดินเบาๆ การยืด การเหยียดร่างกาย เล่นโยคะ การออกกำลังกายในน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังในการเบ่งคลอดได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานบ่อยๆเพราะการออกกำลังกายในส่วนนี้จะช่วยให้ช่องคลอดขยายตัวได้ง่ายขึ้น ลดการฉีกขาดของฝีเย็บ ลดอาการปัสสาวะเล็ด ซึ่งกล้ามเนื้อในส่วนนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่มคือ มัดใหญ่ และมัดเล็ก โดยกลุ่มมัดใหญ่ทำได้ง่ายด้วยการขมิบยาวๆ ครั้งละ 5 – 10 วินาที ส่วนมัดเล็กขมิบสั้นๆ ครั้งละ 2 วินาที ทำวันละหลายๆ ครั้ง จะช่วยผ่อนคลายได้ดีมาก
“คุณแม่สามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เลย และทำต่อเนื่องจนหลังคลอด จะช่วยป้องกันการหย่อนของอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูกหย่อน กระบังลมหย่อน หรือท้องผูกเนื่องจากการหย่อนของช่องคลอด ดังนั้นเวลานั่งว่างๆ ก็หาเวลาทำ ซึ่งคุณแม่ทั้งหลายก็ทำได้” คุณหมอแนะนำ
ทั้งหมดนี้ คือการดูแลสุขภาพของว่าที่คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ เพื่อระหว่างการตั้งครรภ์ และหลังคลอดจะได้มีสุขภาพดี และกลับมาสวยปิ้ง มีความมั่นใจเหมือนเดิม ซึ่งกลับคืนสู่สภาพได้เร็ว เพราะได้เตรียมพร้อม และดูแลสุขภาพร่างกายมาเป็นอย่างดี
ถึงแม้จะอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ก็ไม่เป็นอุปสรรคในเรื่องความสวยอีกต่อไป ซึ่งคุณหมอบอกว่า อยากแต่งก็แต่งไปเลย เปิดโอกาสให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเสน่ห์มัดใจสามีได้อย่างเรียกได้ว่า “ถึงท้อง ฉันก็สวย และสุขภาพดีได้” ขอเป็นกำลังใจให้กับว่าที่คุณแม่ทุกคนนะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบีเอ็นเอช หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม ยาสตรี 2000
October 17th, 2012 | Tags: BMI, pregnancy BMI, คุณแม่ท้อง, ตั้งครรรภ์, อาหารคุณแม่ท้อง | Category: ข่าวสารสุขภาพ | Comments are closed
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการปวดส้นเท้า มีอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกปวดส้นเท้าใน ๒-๓ ก้าวแรกที่ลุกขึ้นเดินหลังตื่นนอนตอนเช้า และหลังจากเดินต่อไป ๒-๓ นาทีก็จะทุเลาไปเอง บางครั้งอาจรู้สึกปวดเวลาเดินขึ้นบันได ยืนหรือเดินบนปลายเท้า หลังจากยืนนานๆ หรือหลังจากลุขึ้นยืนจากท่านั่ง โรคนี้อาจเป็นเรื้อรัง แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด อาการปวดอาจเป็นเพียงเล็กน้อยน่ารำคาญหรือปวดรุนแรงก็ได้ มักจะปวดเพียงข้างเดียว อาการอาจค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย หรือเกิดขึ้นฉับพลันรุนแรงก็ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะบอกไม่ถูกว่าอะไรเป็นเหตุกระตุ้นให้ปวด เนื่องจากเพราะอาการมักจะเกิดหลังจากการเกิดปัจจัยกระตุ้น (เช่น วิ่งออกกำลังกาย ยืน หรือเดินบนปลายเท้า เปลี่ยนรองเท้าใหม่) ๑๒-๓๖ ชั่วโมงไปแล้ว ส่วนมากจะเป็นอยู่นาน ๒-๓ เดือน ก็ทุเลาไปเอง บางรายอาจเป็นๆ หายๆ หรือเป็นต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ
สาเหตุพังผืดที่ส้นเท้าทำหน้าที่คล้ายตัวกันกระแทกของกระดูกเท้า ถ้าหากมีแรงกดดันต่อพังผืดนานๆ หรือซ้ำๆ ก็ทำให้เกิดการอักเสบได้ แรงกดดันอาจเกิดจากการมีน้ำหนักถ่วง (เช่น คนอ้วน ยกของหนัก) หรือเกิดจากการวิ่ง เต้นรำ เดินขึ้น บันได หรือยืนนานๆ นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อน่องหรือเอ็นร้อยหวายขาดความยืดหยุ่น โครงสร้างเท้าผิดปกติ (ส้นเท้าแบน หรือมีความโค้งสูง) ใช้รองเท้าไม่เหมาะ (เช่น พื้นรองเท้าบาง ส้นสูง ส้นเเข็งขาดความยืดหยุ่น) โรคนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน (ซึ่งอธิบายสาเหตุไม่ได้) และโรคข้ออักเสบ เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์ พบได้บ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และมักพบในคนอ้วน นักกีฬา ผู้ที่ทำงานหนักหรือสวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
อาการปวดบริเวณส้นเท้าอาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่นข้อเท้าอักเสบ มักมีอาการปวดที่ข้อเท้า อาจมีอาการบวมแดงร้อนที่บริเวณข้อเท้าร่วมด้วย ข้อเท้าแพลง หรือกระดูกส้นเท้าแตก มักมีประวัติเดินเท้าพลิกมาก่อน หากขยับข้อเท้าจะรู้สึกปวดมาก กระดูกส้นเท้างอก เกิดจากผลึกหินปูนงอกออกมาจากกระดูกส้นเท้า มักจะเจ็บที่ส้นเท้าเวลาเดินลงน้ำหนักทุกครั้งตลอดทั้งวัน
การวินัจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการแสดงเป็นหลัก ได้แก่อาการปวดส้นเท้า ๒-๓ ก้าวแรกที่เดินหลังตื่นนอนตอนเช้า โดยไม่มีบวมแดงร้อนที่ส้นเท้า ในรายที่เป็นเรื้อรังหรือปวดรุนแรง แพทย์จะทำการเอกซเรย์หรือตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน
การดูแลตนเองถ้ามีอาการปวดส้นเท้า โดยไม่มีอาการข้ออักเสบ หรือข้อบวมแดงร้อน ควรปฏิบัติตัวดังนี้ -หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า และกิจกรรมที่ทำให้อาการปวดกำเริบ เช่น ยกของหนัก วิ่ง เดิน หรือยืนนานๆ หรือใส่รองเท้าส้นสูง -ประคบด้วยน้ำเเข็งวันละ ๓-๔ ครั้งๆละ ๑๕-๒๐ นาที -บริหารส้นเท้า
ควรพบแพทย์ ถ้าไม่ทุเลาภายใน ๒ สัปดาห์หรือปวดรุนแรง มีอาการบวมแดงร้อนที่ข้อเท้า หรือโครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น ส้นเท้าแบนหรือมีความโค้งสูง
การรักษานอกจากแนะนำข้อปฏิบัติตัว (ดังกล่าวไว้ในหัวข้อ “การดูแลตนเอง”) แล้ว แพทย์อาจให้กินยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน) และอาจต้องให้ยาป้องกันโรคกระเพาะ (เช่น ยาเม็ดโอเมพราโซล) กินร่วมด้วยถ้าได้ผลอาจต้องให้นาน ๖-๘ สัปดาห์ หากไม่ได้ผลอาจต้องใช้ยาสตีรอยด์ฉีดเข้าพังผืดส้นเท้า บางรายอาจต้องทำกายภาพบำบัด หรือใช้อุปกรณ์แก้ไขภาวะผิดปกติของเท้า (เช่น รองเท้า เทปพันเท้า) บางรายอาจใช้เฝือกใส่เวลาเข้านอนเพื่อยึดกล้ามเนื้อน่องและพังผืดส้นเท้า ส่วนน้อยที่อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง นอกจากอาการปวดเรื้อรัง ทำให้รู้สึกรำคาญหรือทรมาน
ระยะเวลาป่วยส่วนมากจะเป็นอยู่นาน ๒-๓ เดือน ก็ทุเลาไปเองบางรายอาจเป็นๆ หายๆ หรือเป็นเรื้อรังอยู่เรื่อยๆ
การป้องกันโรคโรคนี้อาจป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตัวดังนี้ -ลดน้ำหนัก (ถ้าน้ำหนักเกิน) -อย่าเดินเท้าเปล่าบนพื้นที่แข็ง -เลือกสวมใส่รองเท้าที่พื้นหนาเเต่มีความยืดหยุ่นหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง -เวลาเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ควรทำการอบอุ่นร่างกายก่อน และอย่าใส่รองเท้ากีฬาที่เสื่อมสาภาพ -ก่อนลุกจากเตียงหลังตื่นนอน ควรทำการบริหารยืดพังผืดส้นเท้า โดยการจับนิ้วเท้าเหยียดขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน
September 7th, 2012 | Tags: Plantar fasciitis, ข้อเท้าอักเสบ, พังผืด, พังผืดส้นเท้าอักเสบ | Category: ข่าวสารสุขภาพ | Comments are closed |
Pages |
||||
|
Copyright © 2026 Tiger Dragon Dispensary & Manufacturer - All Rights Reserved Powered by WordPress & Atahualpa |
||||||
