Articles

โรคปวดข้อรูมาตอยด์

โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มักเกิดกับข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อ ๒ ข้างพร้อมกันทำให้ปวดข้อ ข้อแข็ง กำลำบาก เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง  ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้ข้อพิการรุนแรงได้

 

รูมาตอยด์,ปวดข้อ

ชื่อภาษาไทย

โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ชื่อภาษาอังกฤษ

Rheumatoid arthritis

สาเหตุ

โรคนี้พบว่ามีการอักเสบเรื้อรังของเยื้อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมๆ กันร่วมกับมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) ทำให้มีการสร้างภูมิต้านทาน(แอนติบอดี) ที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื้อในบริเวณข้อของตัวเองเรียกว่า ปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune)

อาการ

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูกนำมาก่อนนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็น ส่วนน้อยอาจมีอาการของข้ออักเสบเกิดขึ้นฉับพลันภายหลังได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคติดเชื้อ หลังผ่านตัด หลังคลอด หรืออารมณ์เครียด ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโตร่วมด้วย 

ข้อที่เริ่มมีอาการอักเสบก่อน ได้แก่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก

ผู้ป่วยจะมีลักษณะจำเพาะ คือมีอาการปวดข้อพร้อมกันและคล้ายคลึงกันทั้ง ๒ ข้าง และข้อจะบวมแดงร้อน นิ้วมือนิ้วเท้าจะบวมเหมือนรูปกระสวย ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปทุกข้อทั่วร่างกาย ตั้งแต่ข้อขากรรไกรลงมาที่ต้นคอ ไหปลาร้า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือลงมาจนถึงข้อเท้าและข้อนิ้วเท้า บางรายอาจมีอาการอักเสบของข้อเพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ และอาจเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย(ไม่เกิดพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างของร่างกาย ก็ได้) 

อาการปวดข้อและข้อเเข็ง (ขยับลำบาก) มักจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนหรือตอนเช้า ทำให้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่อยากตื่นนอน พอสายๆ หรือหลังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายจะทุเลา บางรายอาจมีการปวดข้อตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ

อาการปวดข้อจะเป็นอยู่ทุกวัน และมากขึ้นทุกขณะนานเป็นแรมเดือนแรมปี โดยมีบางระยะอาจทุเลาไปได้เอง แต่จะกลับกำเริบรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะมีความเครียดหรือขณะตั้งครรภ์ ถ้าข้ออักเสบเรื้อรังอยู่หลายปี ข้ออาจจะเเข็งแรงและพิการได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะโลหิตจาง ฝ่ามือแดง มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาการปวดชาปลายมือจากภาวะเส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น อาการนิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’ s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ตาอักเสบ หัวใจอักเสบ หลอดเลือดแดงอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด เป็นต้น

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกนิ้วพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างอาจต้องแยกออกจากโรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรง และพบมากในผู้หญิงอายุ ๒๐-๕๐ ปี เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ นอกจากอาการปวดข้อแล้วผู้ป่วยยังมีอาการไข้เรื้อรังนานเป็นแรมเดือน ผมร่วง มีฝ้าแดงขึ้นที่โหนกแก้ม ๒ ข้างคล้ายรูปปีกผีเสื้อ อาจมีอาการซีด ลมพิษ ผื่นคัน จุดแดง หรือบวมทั้งตัวร่วมด้วย

ในรายที่มีข้ออักเสบ (ปวดบวม แดงร้อน) เพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

  • เกาต์ (gout) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันหลังกินเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือกินอาหารที่ทำให้ยูริกในเลือดสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักหรือพืชหน่ออ่อน หรือเนื้อสัตว์ปริมาณมาก) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • ไข้รูมาติก (rheumatic fever)  ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ร่วมกับอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อใหญ่ๆ (เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก) เพียง ๑ ข้อก่อน แล้วย้ายไปที่ข้ออื่นทีละข้อ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และอาจมีประวัติเป็นไข้และเจ็บคอ (ทอนซิลอักเสบ) นำมาก่อน ๑-๔ สัปดาห์

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างหรืออาการปวดข้อเรื้อรังที่ชวนให้สงสัยเป็นโรคนี้

  • ตรวจเลือด พบค่าอีเอสอาร์ (ESR หมายถึง อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง) สูงกว่าปกติ อาจตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (rheumatoid factor) สารภูมิต้านทานที่มีชื่อว่า anti-cyclic citrullirated peptide (anti-CCP)
  • เอกซเรย์ พบความผิดปกติของข้อและภาวะกระดูกพรุน (asteoporosis)

การดูแลตนเอง

เมื่อมีอาการปวดข้อนานเกิน ๒ สัปดาห์ หรือมีอาการปวดบวม แดงร้อน ที่ข้อ (ไม่ว่าข้อใด หรือจำนวนกี่ข้อก็ตาม) ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • กินยา รักษาทางกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามการรักษากับแพทย์ประจำตามนัดอย่างต่อเนื่อง
  • อย่าซื้อยาชุด ยาลูกกลอนกินเอง เพราะอาจมีส่วนผสมของสารสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้(แม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลาหรือหายดีก็ตาม)
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำมวยจีน ฝึกชี่กง ฝึกกายบริหาร เป็นต้น แต่ว่าถ้าออกกำลังการแล้ว กลับมีอาการปวดข้อมากขึ้น ก็ควรงดและปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังการแบบไหนดี
  • ประคบข้อที่ปวดด้วยน้ำอุ่นจัดๆ อาบหรือเเช่ในน้ำอุ่นนานครั้งละ ๑๕ นาที
  • ถ้ามีความเครียด ให้พักผ่อนโดยหายใจเข้าออกลึกๆ (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) นาน ๑-๒ นาที ทำบ่อยๆ ทุกวัน (อาจทุก ๒-๕ ชั่วโมง) หรือทำสมาธิ หรือ ฝึกเจริญสติ (จิตใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวหรือสมาธิในชีวิตประจำวัน)

การรักษา

แพทย์จะให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เช่น แอสไพริน (ขนาดสูง วันละ ๓-๔ ครั้ง ครั้งละ ๓-๔ เม็ด) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพื่อลดการอักเสบของข้อและบรรเทาปวด อาจต้องกินติดต่อกันนานเป็นแรมเดือนหรือแรมปี ยานี้อาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะลำไส้ แพทย์อาจให้กินยารักษากระเพาะ เช่น โอมีพราโซล (omeprazole) ควบคู่ด้วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะลำไส้

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่นการประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ การฝึกกายบริหารเป็นต้น

ในรายที่กินยาชนิดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลแพทย์ก็อาจใช้ยาลดการอักเสบชนิดอื่นๆ เช่น ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) สารเกลือของทอง (gold salt) ยาสตีรอยด์   เมโทเทรกเซต (methiotrexate) ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ไซโคลสปอริน) เป็นต้น

ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจรับตัวผู้ป่วยไว้นอนพักรักษาในโรงพยาบาลนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนและอาจต้องเข้าเฝือกเพื่อให้ข้อที่ปวดได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ในรายที่มีข้อพิการรุนแรง อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้ข้อพิการผิดรูปผิดร่าง ใช้การไม่ได้ บางรายอาจมีการผุกกร่อนของกระดูก

ในบ้านเราพบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การดำเนินโรค

โรคนี้มักเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อพิการได้ (ในบ้านเราพบว่าเพียงส่วนน้อยที่อาจมีข้อพิการรุนแรงแทรกซ้อน)

ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และปฎิบัติตัวอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาได้ หรืออาจหายขาดได้ มีเพียงร้อยละ ๒๐-๓๐ ที่อาจมีอาการรุนแรงที่ต้องใช้ยานอกเหนือจากยากต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์

การป้องกัน

โรคนี้เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน จึงไม่อาจหาวิธีป้องกันไม่ให้เป็น

แต่เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว ควรรับการรักษาและปฏิบัติตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก และเกิดภาวะข้อพิการรุนแรง

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ ๑-๓ ของคนทั่วไป พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ ๔-๕ เท่าและพบมากในช่วงอายุ ๒๐-๕๐ ปี แต่ก็พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน

ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก

brain, training, diet


การลดน้ำหนักหรืออดอาหารไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ยิ่งสำหรับบางคนมันเป็นความท้าทายที่หนักหนาสาหัสอย่างมากสำหรับร่างกายและ จิตใจของตัวเองในการที่จะลดอาหาร ลดไขมัน รวมไปถึงการควบคุมปริมาณแคลลอรี่ที่บริโภคเข้าไป

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่บ่งชี้ว่า สำหรับการลดความอ้วนของคนที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินนั้น วิธีที่ใช้จะไม่เป็นเพียงแค่การควบคุมเพียงอย่างเดียว ยังจะต้องทำการฝึกสมองให้มีปฏิกริยาตอบสนองต่ออาหารที่จะรับประทานเข้าไปรวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่มีผลต่อความอยากอาหารอีกด้วย

นักจิตวิทยาคลินิกและนักวิจัยโรคอ้วนที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยในชิคาโก กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักด้วยวิธีลดปริมาณและชนิดของอาหาร คือต้องควบคุมสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอก โดยจะต้องพยายามฝึกจิตใจและสมองให้ควบคุมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาหารต่างๆเพื่อควบคุมความอยากที่เกิดขึ้น โดยการสังเกตว่ามีพฤติกรรมหรือปัจจัยใดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำให้สมองเรารับรู้และจำจดว่าสิ่งไหนควรกินเข้าไปหรือไม่ควรในขณะที่กำลังลดน้ำหนัก

ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Journal of the American Dietetic Association หรือวารสารสมาคมโภชนาการของอเมริกาได้กล่าวถึงกระบวนการในสมองที่เชื่อว่ามี ส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนคือ มักจะให้อาหารเป็นรางวัลกับตัวเอง หรือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคือการรับประทานอาหาร ไม่สามารถควบคุมหรือยับยั้งปริมาณอาหารในการบริโภคเข้าไปได้ และอย่างสุดท้ายคือมักจะมีความสุขมากๆ เวลาบริโภคอาหารประเภทไขมันซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าวกับตัวเลือกที่ดี ต่อสุขภาพที่สุด


นักวิจัยได้แนะนำวิธีที่จะช่วยฝึกสมองเพื่อการลดน้ำหนักดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันสูงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

2. กำหนดรายการอาหารเพื่อสุขภาพเวลาที่ไปจับ จ่ายซื้อของ หรือซื้อของเพื่อสุขภาพจากร้านค้าออนไลน์บ้าง เพื่อลดแรงกระตุ้นจากสิ่งอื่นๆเวลาไปเดินเลือกซื้อของเอง

3. จัดการกับปัญหาความเครียดของตัวเอง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการกินที่มากเกินไปได้ 

4. หาแรงจูงใจหรือเหตุผลในการลดน้ำหนักและเตือนตัวเองเป็นระยะ เพื่อให้สมองได้จดจำและเริ่มเรียนรู้เป้าหมายที่จะลดน้ำหนัก

5. หลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบบุฟเฟ่ต์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

Women.thaiza

 

ปวดประจำเดือน..ทรมานจัง

ผด ผื่น คัน เรื้อรัง

โรคมือ เท้า ปาก คือโรคอะไร

 

สมุนไพรแก้โรคเสื่อมสมรรภภาพ

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) ในผู้ชาย หมายถึงการที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพการแข็งตัว ได้เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ บางคนอาจจะหลั่งเร็ว บางคนอาจจะมีอาการปวดเวลาหลั่ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไม่พอ

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปกติทางเพศที่พบในเพศชาย ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ความจืดชืดของลีลารักระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โรคประจำตัวหรืออาการเจ็บป่วย การรับประทานยาบางอย่างเช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจมีผลทำให้เกิดการเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

ในปัจจุบันมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวจนทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง การใช้ยากระตุ้นให้อวัยเพศแข็งตัวเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นการจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือต้องทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุล กล่าวคือสภาวะหยินและหยางเท่ากันจึงจะเกิดคลื่นพลังงานในร่างกายที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ในหลักการแพทย์จีน เราได้คัดเลือกสมุนไพรหลัก 6 ชนิดที่ใช้ในการบำรุงร่างกายและแก้ไขปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศมาให้ การใช้ยาจีนถ้าจะให้ได้ผลดีต้องอย่าใจร้อน ให้ค่อยๆรับประทานไปเรื่อยๆจนร่างกายปรับสภาพได้เองตามกลไกธรรมชาติ คนแต่ละคนทานแล้วเห็นผลช้าเร็วต่างกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของร่างกายแต่ดั้งเดิมด้วย ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าสมุนไพรที่ว่ามีอะไรบ้าง

 

1. โสม (Radix Ginseng)

โสม, red ginsengช่วยการเผาผลาญอาหารในร่างกาย  เสริมภูมิคุ้มกันโรค  ลดน้ำตาลในเลือด  บำรุงร่างกาย  บำรุงกระเพาะอาหาร  กระตุ้นประสาท  เสริมสมรรรถภาพทางเพศ  บำบัดโรคโลหิตจาง  เหมาะสำหรับผู้มีร่างกายอ่อนแอ

 

2. หยิมเยียงขัก (Herba Epimedii)

Herba Epimedii, Ying Yang Huo, หยิมเยี่ยงขัก

บำรุงไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ  ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า  ขับความชื้นในร่างกาย

 

3. ฉ่งย้ง (Herba Cistanches)

ฉ่งย้ง, herba cistanches

เสริมสมรรถภาพทางเพศ  ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

 

4. ปาเก็ก (Radix Morindae Officinalis)

Radix Morindae Officinalis, Morinda Root, Ba Ji Tian, ปาเก็ก

บำรุงเลือดลม เสริมการทำงานของไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ และเสริมกำลังของเส้นเอ็นให้แข็งแรงขึ้น ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

 

5. ต้งเซียม (Radix Codonopsis Pilosulae)

Radix Codonopsis Pilosulae, Pilose Asiabell Root, Dang Shen, ตังเซียม

บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย  บำรุงเลือดลม ม้ามและกระเพาอาหาร  เสริมสมรรถภาพทางเพศ

 

6. ฮกเหล็ง (Poria cocos)

Poria coco, China Root, Fu ling

ช่วยการไหลเวียนของน้ำในร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ เสริมสมรรถภาพทางเพศ เสริมความจำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

ศูนย์สุขภาพห้างขายยาตราเสือมังกร

 

ยาบุรุษ 2000
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

เสี่ยงเนื้องอกในสมอง..เมื่อนอนไม่ปิดมือถือ

มือถือ,cellphone

องค์การอนามัยโลก ย้ำ!ใช้มือถือมากเสี่ยงเป็นเนื้องอกในสมองโดยเฉพาะข้างที่ใช้รับสาย สบท.เผยคนไทยเสี่ยง 24 ชั่วโมงแม้เวลานอนเพราะพฤติกรรมเปิดเครื่องวางไว้หัวเตียง ระบุการใช้บลูทูธและหูฟังช่วยได้


         นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดเผยว่าเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา IARC หรือ International Agency for Research on Cancer ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ให้เหตุผลของการจัดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นปัจจัยก่อมะเร็งประเภท 2B หรือ เป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการยืนยันว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งแล้วยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า การใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีระบบบลูทูธจะทำให้ผู้ใช้ได้รับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่ำกว่าการใช้ผ่านเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยตรงถึง 100 เท่า และการใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีแบบมีสาย หรือหูฟังจะช่วยลดการได้รับพลังงานที่สมองลงประมาณร้อยละ 10 แต่การใช้ทั้งสองประเภทไม่ควรเกี่ยวไว้ที่หูตลอดเวลาเมื่อไม่ได้ใช้งาน และผลการรายงานยังพบว่า เครื่องโทรศัพท์ 3G ปล่อยพลังงานน้อยกว่าโทรศัพท์ GSM เฉลี่ยประมาณ 100 เท่า

       ” รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การถือโทรศัพท์แนบหูทำให้เกิดการดูดซับพลังงานที่สมอง ซึ่งปริมาณการดูดซับขึ้นอยู่กับการออกแบบตัวเครื่องและเสาอากาศ ลักษณะการใช้ และระดับสัญญาณระหว่างตัวเครื่องและสถานีฐาน ที่สำคัญคือ สมองเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 2 เท่า และไขกระดูกของกระโหลกศีรษะเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 10 เท่า นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า กลุ่มที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า 1,640 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเป็นมะเร็งสมองชนิด Glioma หรือเนื้องอกในสมอง ข้างเดียวกับที่ใช้โทรศัพท์ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับคลื่นสูงที่สุด ” ผอ.สบท.กล่าว

นายประวิทย์ กล่าวต่อไปว่า จากรายงานดังกล่าวผนวกกับผลสำรวจของสบท.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญหรือเอแบคโพล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับคลื่นสัญญาณที่นอกจากการใช้งานคือพบว่า ร้อยละ 64.5 นิยมวางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ในเวลานอน ร้อยละ 41.6 ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋ากระโปรง และร้อยละ 23.7 นิยมใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา ดังนั้นจากข้อมูลที่พบ หากไม่ใช้ก็ควรไว้ให้ห่างตัวโดยเฉพาะศีรษะ โดยไม่ควรวางไว้ที่หัวเตียงและเปิดเครื่องทิ้งไว้ เพื่อลดความเสี่ยงของการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น

          ผอ.สบท.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ในปี 2544 ประเด็นเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เคยเป็นกระทู้ในรัฐสภาของไทยและกระทรวงสาธารณสุขโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตอบกระทู้ตอนหนึ่งว่า ได้เคยประชาสัมพันธ์แนะนำเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนระมัดระวังไว้ 3 ประการคือ 


  • ให้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เท่าที่จำเป็น                
  • ไม่ควรใช้โทรศัพท์ในรถยนต์หรือขณะขับรถ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ 



ขอบคุณข้อมูลจาก

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)

 

 

อาหารแสลงโรคเบาหวาน

อาหารแสลงเบาหวาน,อาหารต้องห้ามเบาหวาน,เบาหวาน,diabetes

ประชากรโรคเบาหวานในเมืองไทยเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างน่าเป็นห่วง เฉพาะที่ตรวจคัดกรองแล้วพบว่าเป็นโรคมีมากถึง 21 ล้านคน และเฉพาะคนแก่ที่เป็นโรคก็นับได้อีกเกือบ 3 ล้านคนเลยทีเดียว

ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งสูงขนาดนี้ เห็นทีต้องหันมาใส่ใจดูแลผู้ป่วยใกล้ตัวกันมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่มักถูกลืมนั่นก็คือ อาหารแสลงที่คนเป็นเบาหวานต้องหลีกเลี่ยง อันได้แก่ แครอท มัน เผือก ฟักทอง รวมทั้งพืชหัวอื่นๆ เพราะเป็นแหล่งของแป้ง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกาย จนทำให้คุณได้รับน้ำตาลเกินขนาดนั่นเอง

ส่วนอาหารที่เป็นมิตรกับเบาหวานและควรรับประทานเสมอก็คือ ผักและผลไม้น้ำตาลต่ำ อย่างแอปเปิ้ล มะเขือเทศ รวมทั้งอาหารทะเล และถั่วต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วคงช่วยให้เลือกรับประทานได้ง่ายขึ้นนะคะ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก
Healthy & Cuisine Magazine