Articles

ป้องกันสมองเสื่อมด้วยการ “ออกกำลังสมอง”

 

สมองของมนุษย์เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ที่สุดที่ธรรมชาติมี 

สมองสามารถทำงานพร้อมๆ กันทุกระบบ เฉพาะสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับภาพอย่างเดียวมีมากกว่า ๓๐ ศูนย์การทำงาน แต่ละศูนย์มีเครือข่ายเฉพาะของตนเอง แต่ละเครือข่ายมีเส้นใยประสาทมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ นิวรอนเป็นองค์ประกอบ สมองสามารถจะรับรู้ภาพได้มากกว่า ๓๖,๐๐๐ ภาพต่อชั่วโมง

ปัจจุบันคนเราหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสมองกันมากขึ้น โดยพยายามหาวิธีการต่างๆ มาบำรุงสมอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินที่แปลกพิสดาร เช่น ความเชื่อที่ว่ากินมันสมองลิงแล้วจะทำให้ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ได้โรคภัยไข้เจ็บไปแทน หรือการกินอาหารเสริมมากๆ โดยไม่ศึกษาให้ดีว่าอาหารเสริมแต่ละชนิดมีส่วนผสมหรือทำมาจากอะไรและสารอาหารนั้นให้คุณค่ากับสมองหรือไม่

นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวอีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจเรื่องสมองของตนเองเลยและคิดแต่แสวงหาอาหารมาบำรุงสมองแต่ไม่หาวิธีการดูแลหรือป้องกันที่จะทำให้สมองไม่เสื่อม ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาทำความเข้าใจและดูแลสมองของเราไม่ให้เสื่อมไปก่อนเวลาอันควร แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าทำไมสมองเราจึงเสื่อมลงได้

 

สมองเสื่อมโทรมได้อย่างไร   

สมองมนุษย์เป็นระบบที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุด การทำงานของสมองจึงปรากฏให้เห็นจากการเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะพฤติกรรมต่างๆ เช่น การทำงาน การใช้ความคิด การเล่นกีฬา การเต้นรำ การร้องเพลง เล่นดนตรี การแก้ปัญหาต่างๆ การรับรู้ที่ก่อเกิดเป็นอารมณ์และความรู้สึก ได้ตามความต้องการของเจ้าของสมอง
ถ้าหากการทำงานของสมองนั้นปกติก็สามารถที่จะสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ถ้ามีความผิดปกติหรือสมองเสื่อมจะส่งผลทำให้ไม่สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวร่างกายให้เป็นไปตามที่ต้องการหรืออาการกระตุกเกร็งขณะขยับเขยื้อนร่างกาย

ความเสื่อมของสมองนั้นอายุเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยเสริมให้การเสื่อมโทรมของสมองบ้าง แต่หากมีการกระทบกระเทือนจากสาเหตุต่างๆ หรือการเลิกใช้ความคิดก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น

 

 
โรคสมองเสื่อมมีได้หลายแบบโดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป

อัลไซเมอร์ (Alzheimer) เป็นสมาชิกของโรคสมองเสื่อม แต่โรคสมองเสื่อมไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป อาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ โรคพันธุกรรม หรือแม้แต่จากยาบางชนิดก็ได้
ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำลายสมองได้โดยตรงและเร่งให้สมองคนหนุ่มสาวเสื่อมลงได้จนกลายเป็นเนื้อสมองฝ่อๆ ของผู้สูงวัยได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

สำหรับผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่ต้องใช้สมองมากรับผิดชอบสูงและใช้สมองแบบไม่หยุดหย่อน ปล่อยปละละเลยไม่ผ่อนคลาย สร้างสารก่อความเครียดให้กับตัวเองทุกๆ วัน ความเสื่อมและความชราของสมองก็จะเร่งเข้ามาหาได้เร็วขึ้น ดังนั้น สมองเสื่อมอาจแบ่งได้เป็นชนิดที่มีสาเหตุกับชนิดที่ยังหาสาเหตุไม่ได้

อัลไซเมอร์เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย มีอาการหลงๆ ลืมๆ จำความไม่ได้ เรื่องที่เพิ่งพูดไปได้ไม่นานก็ลืม ชอบเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทักษะต่างๆ ที่เคยทำได้หรือฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็ลืมทำไม่ได้ เดินหลงทิศทาง การแก้ปัญหาง่ายๆ ทำไม่ได้  จำชื่อคนไม่ได้ ซึ่งเกิดจากสารหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจำลดลง และมีการตายของเซลล์สมอง

พบว่ามีสารผิดปกติของอมัยลอยด์ในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย

ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

โรคอัลไซเมอร์นี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ตรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

การดูแลรักษาประคับประคอง เช่น การรักษาด้วยยา การฟื้นฟูความจำ การกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี ๑ และบี ๑๒ ที่ช่วยบำรุงสมอง น้ำมันปลาหรือปลา และควรกินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ดื่มน้ำสะอาด ผัก (ผักใบเขียวจัด) ผลไม้ (หลากสี) และถั่วต่างๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และรักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด เข้าร่วมสังคมสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือ ออกกำลังสมอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานไม่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

 

การออกกำลังสมองคืออะไร

การออกกำลังสมองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้สมองเสื่อมเร็วก่อนวัยอันควร สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการฝึกทักษะการใช้มือ เท้าและประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้รับรู้ข้อมูลและเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ ทั้งรูปแบบอยู่กับที่ แบบเคลื่อนที่หรือแบบใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว โดยทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเชื่อมโยงของระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมองส่วนต่างๆ ทำงานประสานสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

ผลโดยตรงจากการออกกำลังสมอง คือ โครงสร้างของสมองเกิดการพัฒนา
ส่วนผลโดยอ้อมจากการออกกำลังสมอง คือ ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพลัง จิตใจสดชื่นแจ่มใส เกิดความสุข อารมณ์ดี สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินส์ส่งผลดีต่อสมอง

 

การทำงานของสมอง

 

 
ดังนั้น การบริหารสมองจึงเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งที่กระตุ้นสมองได้ออกกำลัง เพราะเมื่อฝึกออกกำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ เปรียบเสมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เดนไดรต์” ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง

เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง ก็จะทำให้เกิดความจำ การรับรู้ และการทำงานของสมองระดับสูง คือ การคิดคำนวณ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ แก้ปัญหา การตัดสินใจ และการวางแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม เรียกง่ายๆ ว่า “สมองแข็งแรง” เหมือนการออกกำลังให้ร่างกายนั่นเอง สมองจึงเปรียบเสมือนกองบัญชาการที่จัดการควบคุมการทำงานของร่างกายทุกส่วน

สมองส่วนที่ใหญ่ที่สุดที่เรียกว่าซีรีเบรล คอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) จะประกอบด้วยสมองที่มีสีเทา คือ ซีรีบรัม (cerebrum) หรือสมองใหญ่กับสมองส่วนที่เรียกว่า สมองน้อยหรือซีรีเบรลลัม (cerebellum) เกาะอยู่ใต้สมองใหญ่ ทำหน้าที่ควบคุม ประสานการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยสมองน้อยทำงานประสานกับสมองใหญ่ ทั้ง ๒ ส่วนนี้จึงมีเซลล์ประสาทอยู่มากที่สุด

สมองส่วนซีรีบรัม (cerebrum) หรือสมองใหญ่ มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมมีรอยหยักเป็นร่องและมีลอนนูนทั่วไป มีร่องใหญ่มากที่ด้านบนตรงกลางกระหม่อม ตรงกลางนี้จะมีร่อง แบ่งครึ่งออกเป็น ๒ ซีกจากด้านหน้าไปหลัง ทำให้สมองแยกออกเป็นสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา

สมองซีกซ้ายและซีกขวาไม่ได้แยกออกจากกันแต่มีกล้ามเนื้อเชื่อมอยู่ตอนกลางเรียกว่าคอร์พัส คอลลอสซัม (corpus collosum) จะเชื่อมโยงการทำงานของสมองด้านซ้ายและด้านขวาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นเสมือนทางจราจรทำให้เกิดความถนัดหรือความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง   ซึ่งเป็นแผนที่ในสมองซีกใดซีกหนึ่งข้ามไปสู่การรับรู้ของสมองซีกตรงข้าม

 

ภาพสมอง,แผนผังสมอง

 

 

การบริหารสมองเกิดการเชื่อมสายใยสมองอย่างไร

เมื่อสมองเกิดจากการเรียนรู้เรื่องใดเซลล์สมองจะรับข้อมูลผ่านเดนไดรต์เป็นจำนวนมากแล้วส่งข้อมูลผ่านออกทางปลายแอกซอนที่มีจุดเชื่อมต่อของเซลล์ที่เรียกว่า ซีนแนปส์ (synapses) ด้วยการกระตุ้นตุ่มปลายแอกซอนให้หลั่งสารสื่อประสาท เพื่อส่งต่อสัญญาณและเกิดการเปลี่ยนถ่ายประจุที่ผนังเซลล์จำนวนมากจนเกิดสัญญาณไฟฟ้าแรงพอแผ่ไปถึงบนตัวเซลล์สมอง แล้วส่งต่อสัญญาณให้เซลล์สมองตัวอื่นทำงานพร้อมกันจนเป็นร่างแหวงจรของเซลล์สมอง(neural networks) ทำให้เรารับรู้ จดจำและตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กระทำ หรืออารมณ์

กิจกรรมที่ทำให้สมองทั้ง ๒ ซีกทำงานเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กัน เช่น การเต้นรำ เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมองทั้ง ๒ ซีกให้ทำงานประสานกันทั้งระบบ

สมองซีกซ้ายจะต้องทำความเข้าใจในทำนอง เนื้อร้องและคิดท่าที่ใช้เต้นรำ ส่วนสมองซีกขวาต้องเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกในเพลง

ขณะที่เต้นรำอยู่ ในสมองเกิดวงจรการทำงานของประสาทส่วนการเคลื่อนไหวร่างกาย การได้ยิน การมองเห็น การคิด และมีกลุ่มของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเรียกว่า Basal ganglia ที่เข้าไปช่วยเขียนโปรแกรมควบคุมการเคลื่อนไหวและมีสมองน้อย หรือซีรีเบลลรัม (cerebellum) ทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการเคลื่อนไหวในการเต้นรำ ประสานการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย รักษาสมดุลของท่าทาง การทรงตัว การเคลื่อนไหวที่แม่นยำ การกะระยะ จดจำแบบแผนการประสานงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวในท่าเต้นรำต่างๆ ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนเรียนรู้โดยสมองน้อยทำงานประสานกับสมองใหญ่ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย ความคิดทางคณิตศาสตร์และภาษาที่ ๒ เนื่องจากจังหวะของห้องเสียงเป็นตัวเลขทางคณิตศาสตร์ จึงทำให้สามารถแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ดีมีสมาธิทำให้ความจำดี เกิดสุนทรียภาพ มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์

การฝึกทักษะการเต้นรำท่าเต้นต่างๆ จะใช้สมองซีรีเบรล คอร์เท็กซ์ แต่เมื่อฝึกจนชำนาญสามารถที่จะเต้นได้โดยไม่ต้องนึกถึงท่าต่างๆ ขณะเดียวกันก็สามารถคิดเรื่องอื่นๆ ไปในขณะเต้นอยู่ได้ นั่นก็เพราะ basal ganglia เป็นตัวสั่งการให้ทำโดยอัตโนมัติ

สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารสมองด้วยวิธีอื่นที่ไม่ถนัดเต้นรำ ก็สามารถทำกิจกรรมง่ายๆ ได้ เช่น การเล่นหมากรุก หมากฮอส เกมโกะ cross word โยคะ รำมวยจีน ก็สามารถกระตุ้นสมองให้เกิดผลทางตรงได้คือ สมองส่วนต่างๆ ต้องคิดและวางแผน การตัดสินใจ สมาธิ  เกิดการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อมือกับตาส่วนการเชื่อมโยง

กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการเชื่อมโยงถึงสมองส่วนการคิดแบบมีเหตุผล คณิตศาสตร์และมิติสัมพันธ์

 

ถ้าจะเล่นต่อจิ๊กซอว์จะเกิดประโยชน์ต่อสมองหรือไม่

การเล่นต่อจิ๊กซอว์ก็ใช้กระบวนการเชื่อมโยงทางสมองเหมือนกันแต่จะได้ทักษะคนละอย่าง กล่าวคือในกระบวนการต่อจิ๊กซอว์จะต้องใช้จินตนาการตามโจทก์กว้างๆ ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของผู้เล่น ทำให้จำนวนชิ้นที่จะต่อมีจำนวนไม่เท่ากัน ในภาพแต่ละภาพก็จะมีรายละเอียดความยากง่ายที่เป็นตัววางเงื่อนไขที่จะกระตุ้นให้เกิดกลไกการคิด การวางแผนและจินตนาการภาพอย่างมีทิศทาง

ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสมองคือ การทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อมือและตา  การกะระยะ การตัดสินใจ ทำให้เกิดสมาธิ ผลของการเชื่อมโยงของสมองด้านมิติสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ เรื่องรูปทรงเรขาคณิต ความจำดี เกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และสุนทรียภาพ ซึ่งพื้นฐานทางทฤษฎีของการใช้ประสาทรับรู้ร่วมกันนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง และการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์

การทำงานบ้านหรืองานอดิเรกก็สามารถบริหารสมองได้เช่นกัน ด้วยการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง ๒ ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น การใช้มือทั้ง ๒ ข้างจับไม้กวาด ๒ ด้ามกวาดบ้านพร้อมกัน การล้างและเช็ดรถด้วย ๒ มือ หรือฝึกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทำงานด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้ง ๒ ซีกได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

การฟังเพลงอาจหลับตา เพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น

การปั้นตุ๊กตาด้วยดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดมุมมองการทำงานของสมองที่มองว่าสามารถพัฒนาได้โดยเฉพาะความชำนาญในการใช้อวัยวะของร่างกายซึ่งนอกเหนือจากการควบคุมของความคิด  และมีงานวิจัยพบว่า มีสมองบางส่วน เช่น สมองฮิปโพแคมพัส สามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นใหม่ได้และมีความเป็นไปได้ว่าสมองส่วนอื่นอาจทำได้โดยที่เซลล์สมองในฮิปโพแคมพัสได้รับการกระตุ้นใช้งานอย่างเหมาะสมในด้านการคิด อารมณ์ ทำให้เซลล์เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕-๔๐ นั้นหมายความว่ามนุษย์มีการเรียนรู้และสร้างเซลล์สมองขึ้นมาได้ การเชื่อมโยงของเซลล์สมองกับการทำงานของร่างกายจึงเป็นกระบวนการสำคัญของการเรียนรู้

 

หลักการออกกำลังสมอง

การออกกำลังสมอง มีแนวทางดังนี้

1. การฝึกให้สมองส่วนต่างๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน

2. ฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้กระบวนการทำงานของสมองอย่างเป็นระบบและผ่อนคลาย

3. ฝึกออกกำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ทำให้เซลล์”เดนไดรต์” เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง

4. ส่งเสริมให้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้แก่ การได้ยิน มองเห็น การได้กลิ่น ลิ้มรส และการสัมผัส ได้ทำงานประสานเชื่อมโยงกับความพึงพอใจ หรือที่เกี่ยวข้องกับ “อารมณ์” (emotional sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน

5. การทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง ๒ ข้างทำงานประสานกัน หรือฝึกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทำงานเข้าด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้ง ๒ ซีกได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

 

ประโยชน์ของการออกกำลังสมองด้วย Brain Activation

1. ช่วยให้ทักษะการอ่าน การเขียน การพูดดีขึ้น

2. ช่วยทำให้สมองแข็งแรงและทำงานอย่างสมดุลของสมอง ๒ ซีกทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

3. ช่วยให้การทำงานของร่างกายประสานสัมพันธ์กันและสร้างสมดุล

4. ช่วยพัฒนาการจำทำให้ความจำมีประสิทธิภาพดีขึ้น

5. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด

6. ช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบของร่างกายและจิตใจพร้อมทั้งเกิดความมั่นใจในตนเอง

7. ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกาย และเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้สมบูรณ์แข็งแรง

8. ทำให้เกิดความคิดที่จดจ่อและมีความจำแม่นยำ

9. ทำให้ทักษะทางด้านการติดต่อสื่อสารและภาษามีการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น

10. ทำให้บรรลุเป้าหมายเป็นบุคคลมืออาชีพ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาสตรี 2000
บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

ทานยาระบายเพื่อลดความอ้วน ดีจริงหรือ

 

ลดความอ้วน

ยาระบายหรือยาถ่าย คือ กลุ่มยาที่มีฤทธิ์ช่วยระบาย หรือถ่ายท้อง หรือถ่ายอุจจาระ หรือถ่ายหนัก ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการท้องผูก และมีบางคนใช้เพื่อลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน

 
ชนิดของยาระบาย

ยาระบายมีหลายชนิดตามกลไกการออกฤทธิ์ เช่น ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) ยาเพิ่มความเหลวของอุจจาระ (saline laxatives) ยาเพิ่มกากใยไฟเบอร์ของอุจจาระ (bulk forming   laxatives) ยาสวนทวารหนัก (fleet enema) ยาเหน็บ ทวารหนัก (suppositories) เป็นต้น ยาเหล่านี้ล้วนมีผลให้เกิดการระบายบรรเทาอาการท้องผูกได้ผลดี แต่แตกต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์ วิธีใช้ และระยะเวลาการออกฤทธิ์

 

ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่

ในบรรดายาระบายที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ ยาระบายชนิดที่ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องผูก และใช้เพื่อลดความอ้วน ตัวอย่างยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ เช่น ยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ ที่มีชื่อสามัญ ทางยา “บิสโคดิล” (bisacodyl) ยาระบายที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขกที่มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดชง เป็นต้น

 

ยาระบายช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือไม่?

ปกติแล้วเราจะสามารถลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก หรือลดไขมันหน้าท้องได้ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ การลดการกินอาหาร และการเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย เมื่อใดก็ตามถ้าการรับเข้าร่างกายมากกว่าการใช้ออกไป ร่างกายก็จะมีปริมาณสารอาหารหลงเหลือเกินการใช้ และถูกนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะที่เอวหรือหน้าท้อง ทำให้ท้องดูโป่งไป ร่างกายก็จะไปนำไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมาใช้เป็นพลังงานทดแทนการกิน ทำให้ความอ้วนลดลง ร่างกายก็จะดูผอมลง

นอกจากนี้ อาหารที่เรากินเข้าไปส่วนใหญ่จะถูกย่อยและดูดซึมจากสำไส้เล็กส่วนต้นแล้วเหลือแต่กากใย อาหารส่งต่อมาสะสมที่ลำไส้ใหญ่ รอการระบายหรือถ่ายออกจากร่างกายไป ส่วนลำไส้ใหญ่นี้จะมีการดูดซึมน้ำออกจากกากอาหารจนเป็นก้อนอุจจาระ ดังนั้น ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่บีบตัวไล่อุจจาระที่สะสมอยู่ออกทิ้งไป จึงมีฤทธิ์ช่วยการระบายอุจจาระเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการลดการดูดซึมอาหารหรือลดความอ้วนหรือลดไขมันที่สะสมบริเวณท้องหรือพุงของเราเลย แต่อาจจะส่งผลบ้างเล็กน้อยต่อน้ำหนักตัวที่ลดลงตามน้ำหนักของอุจจาระที่ถ่ายทิ้งออกไปจากร่างกายเราเท่านั้น

 

ข้อควรระวังในการใช้ยาระบาย

1. ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสม


ในการใช้ยาระบายประเภทนี้ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละคนมีความต้องการขนาดของยาที่แตกต่างกันตามความรุนแรงของอาการท้องผูกและความคุ้นเคยหรือความเคยชินที่ผู้ใช้ยาที่ชาวบ้านเรียกว่า ธาตุแข็ง ธาตุหนัก หรือธาตุเบา เพราะถ้าธาตุเบาก็ควรเริ่มต้น ด้วยขนาดต่ำ คือ ครั้งละ ๑ เม็ด ก่อนนอนก็เพียงพอ แต่ถ้าธาตุหนัก อาจต้องใช้วันละ ๒-๔ เม็ด จึงจะออกฤทธิ์ได้ดี ในบางรายที่มีการใช้ยาในขนาดที่น้อยเกินไป ยาก็จะไม่แสดงฤทธิ์หรือถ่ายไม่ออก แต่ถ้ามีการใช้ยานี้มากเกินไปหรือเกินขนาด ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่มากเกินไป จนทำให้เกิดปวดมวนท้อง และอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียน้ำและเกลือแร่ออกมากับอุจจาระมากเกินไปได้

ขนาดปกติสำหรับยาบิสโคดิลคือ ครั้งละ ๑-๒ เม็ด ก่อนนอน ยานี้จะมีระยะเวลาการออกฤทธิ์หลังจากกินไปแล้ว ๘ ชั่วโมง ถ้ากินก่อนนอน ก็พอดีกับเวลาที่เราพักผ่อนตอนกลางคืน พอตื่นนอนขึ้นมา ยาก็เริ่มแสดงฤทธิ์เริ่มปวดท้องถ่ายอุจจาระพอดี นอกจากนี้ ในการใช้ยานี้ “ห้ามเคี้ยว” ทั้งนี้เพราะยาบิสโคดิลเป็นยาเม็ดที่ถูกออกแบบให้ภายนอกเคลือบน้ำตาลเป็นเกราะป้องกันกรดของกระเพาะอาหาร ยาชนิดนี้จึงไม่แตกตัวและออกฤทธิ์ในลำไส้ส่วนต้น และจะเริ่มแตกตัวไปออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วนปลายเท่านั้น

 

2. ควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น


เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันนานๆ ร่างกายของเราจะเริ่มทนต่อยา และจะทนต่อยามากขึ้นๆ เรื่อยๆ ตามความถี่และปริมาณการใช้ยา การทนต่อยา คือ การใช้ยาในขนาดเท่าเดิมแต่จะให้ผลในการรักษาลดน้อยลงกว่าเดิม ถ้าต้องการให้ยาออกฤทธิ์ให้ผลเช่นเดิม ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น จากประสบการณ์ของผู้เขียนเคยพบผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาระบายบิสโคดิลนี้ถึงครั้งละ ๒๕ เม็ด จึงจะระบายได้ ครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้ารายนี้ยังใช้ยาอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้เขียนยังสงสัยอยู่ว่าจะต้องใช้ยานี้มากถึงเพียงใดจึงจะเพียงพอให้ระบายสักครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่ควรกินยาระบายติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำ เพราะจะทำให้ร่างกายเราทนต่อยาต้องเพิ่มขนาดของยาจึงจะได้ผลดีเท่าเดิม

 

3. ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน


อีกประเด็นที่ควรคำนึงถึงในการใช้ยาระบาย คือ ควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ใช้เมื่อมีข้อบ่งใช้หรือเมื่อท้องผูกและต้องการระบายอุจจาระจริงๆ ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน เพราะไม่มีผลต่อการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักเลย และถ้าใช้พร่ำเพรื่ออาจทนต่อยาเพิ่มขนาดของยา เกิดผลเสียทั้งต่อสุขภาพและทรัพย์สินเงินทอง

 

การลดความอ้วนอย่างง่ายๆ


เป็นความจริงที่ในปัจจุบัน ความอ้วนจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เป็นปัญหาของสังคมโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มีประชากรจำนวนมากที่เป็นคนอ้วนหรือมี น้ำหนักตัวเกิน ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรช่วยกันรณรงค์ลดความอ้วน ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่สำคัญ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • ลดปริมาณอาหารและการเลือกชนิดอาหาร

การลดปริมาณอาหารที่เหลือใช้ คือ การลดปริมาณอาหารลงให้ใกล้เคียงกับความต้องการในการใช้พลังงานของร่างกาย โดยเฉพาะขนมหวาน ของขบเคี้ยว น้ำหวาน ของทอด การกินเฉพาะอาหารมื้อหลักเท่านั้น และลดอาหารหรือของขบเคี้ยวระหว่างมื้อลง การเลือกชนิดของอาหาร ควรเลือกอาหารที่มีกากเส้นใย เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ เป็นต้น และลดอาหารที่มีไขมัน ของทอด และแป้ง เพราะเป็นสารที่ปริมาณพลังงานสูง และสะสมได้ง่าย

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการลดความอ้วน พร้อมกับการสร้างเสริมคุณภาพของสุขภาพกายและใจ เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยลด ความอ้วนแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง ทั้งช่วยลดความตึงเครียด เป็นการผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่ง หลายคนออกกำลังกายแล้วมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตและการทำงานให้ผลงานดียิ่งขึ้น

  • ใช้ยาลดความอ้วน

การใช้ยาลดความอ้วน ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้า ได้ผลระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วมักไม่ได้ผล ทั้งยาบางชนิดที่นำมาใช้ในการลดความอ้วนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอาการอันไม่พึงประสงค์มากมาย ทั้งชนิดที่รุนแรง เฉียบพลัน และเรื้อรัง บางคนอาจเกิดอาการผิดปกติจากการใช้ยาลดความอ้วนที่ออกฤทธิ์ต่อศูนย์หิวในสมอง เป็นต้น

สุดท้ายนี้คงได้คำตอบแล้วว่า ยาระบายไม่มีผลต่อการลดความอ้วนโดยตรง จึงไม่ควรใช้เพื่อการนี้ จึงควรใช้ยาระบายเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกเท่านั้น และควรใช้ให้ถูกขนาดและเมื่อจำเป็นเท่านั้น ส่วนวิธีการในการลดความอ้วนที่ได้ผลดีปลอดภัยและประหยัด คือ ลดปริมาณการกินอาหารและเลือกชนิดของอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งให้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของพวกเรา

หากมีข้อสงสัยในเรื่องเหล่านี้ อาจปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร โดยเฉพาะเภสัชกรชุมชนหรือเภสัชกรร้านยาที่พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของคุณค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

ยาทิพย์ลีลา
เป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูก

Anti-aging food สุดยอดอาหารต้านแก่

เวชศาสตร์อายุวัฒน์

 

เรื่องของความแก่นั้นเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย โดยเฉพาะผู้หญิงนั้น คำว่า แก่ เป็นอะไรที่ทำให้เกิดโมหะจริตยากที่จะระงับได้หากใครมาพูดให้ได้ยินใกล้ๆ ในวารสารฉบับนี้จึงจะนำเรื่องชะลอความแก่มาลงให้ท่านสมาชิกได้อ่านกัน เพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง

แนวทางการแพทย์เวชศาสตร์อายุวัฒน์ กำลังได้รับความนิยมเพราะใครๆ ก็อยากอยู่อย่างมีคุณภาพด้วยอายุขัยที่มากขึ้น และอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญของการชะลอความแก่ของวัย

คำว่า เวชศาสตร์อายุวัฒน์ โดย นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช บัญญัติจาก ภาษาสันสกฤตสองคำนำมาสมานกันโดยให้ความหมายตรงกับคำว่า Anti aging คือการมีชีวิตที่ยืนยาวและเจริญรุ่งเรือง หรือ มีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นเอง (อายุ (Ayu)=ชีวิต,วัฒนะ=เจริญรุ่งเรือง)

จากการบรรยายของนายแพทย์ กฤษดา ศิรามพุช เจ้าของหนังสือขายดี ถอดรหัสความชรา ตอนชีวิตเริ่มต้นที่ หกสิบปี ในหัวข้อ Anti aging medicine and Nano Era ให้กับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่สนใจแนวทางการมีชีวิตยืนยาว โดยไม่เจ็บป่วย ป่วยไข้ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา แนวทางการแพทย์ที่นับว่าเป็นแนวทางใหม่ล่าสุดที่ได้รับการคาดหมายว่า จะกลายเป็นการแพทย์ศตวรรษใหม่ คือ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ซึ่งเป็นคำจำกัดความของคุณหมอในการแปลหนังสือเล่มแรก อายุยืนควรกำหนดได้ หรือ Life Extension Revolution ของนายแพทย์ฟิลลิป มิลเลอร์ กูรู ด้าน Anti aging medicine

ซึ่งหากจะให้คำจำกัดความง่ายๆ ศาสตร์การแพทย์แผนใหม่นี้ คือ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของความแก่ชรา หาจุดอ่อนในร่างกายของแต่ละบุคคลที่ทำให้ความชรามาเยือน แล้วจึงแก้ไขให้ตรงจุดโดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เมื่อรวมกับความคาดหมายถึงความสำเร็จของ Nanomedicine หรือยานาโน ซึ่งจะเข้าไปทำงานในร่างกายระดับเซลล์ จึงทำให้ศาสตร์นี้เป็นความหวังใหม่ของมนุษยชาติ

สูตรยอดอาหารต้านความแก่

เมื่อหัวใจของสุขภาพร่างกายคืออาหาร ซึ่งเวชศาสตร์อายุวัฒน์ก็เน้นเรื่องของอาหารมากเช่นกัน มีความพยายามมากมายที่จะหาทางต้านความแก่ จนกลายเป็นการทดลองใช้ยาหลายๆชนิดรวมกัน ซึ่งก็พบว่าสามารถชะลอความแก่ได้ อันเรียกว่า ทฤษฎี poli-pill

ในขณะเดียวกันมีแนวความคิดใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากคงไม่มีใครอยากกินยาวันละมากๆเพียงเพื่อการมีชีวิตอยู่ แต่หากเปลี่ยนเป็นอาหาร ก็ดูท่าว่าจะมีความเป็นไปได้สูงและผลของการทดลองก็ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น เมื่อพบว่าเมื่อกินอาหาร 6 อย่างนี้ ในปริมาณที่กำหนดให้ ผลการต้านความชราได้เท่ากับการกินยาหลากหลายเม็ด เรียกแนวคิดนี้ว่า poly-meal

 

1. ดื่มไวน์วันละ 150 มล. เนื่องจากเรสเวอราทรอลจากไวน์เป็นยอดยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ

2. ปลาจากน้ำทะเลลึกวันละ 118 กรัม เพิ่มปริมาณ Omega 3 ให้กับร่างกาย

3. ช็อคโกแลตดำวันละ 100 (ซึ่งช็อกโกแลตชนิดนี้จะไม่หวานมันเหมือนช็อกโกแลตอื่นๆ)

4.ผักและผลไม้ วันละ 400 กรัม

5. กระเทียม วันละ 2.7 กรัม

 

อาหารต่างๆ เหล่านี้เรารู้จักกันดี แต่อาจไม่ได้มีโอกาสรับประทานบ่อยนัก หรือเป็น อาหาร ยี้ สำหรับคนบางคนเลยทีเดียว แต่หากดูจากผลการวิจัยพบว่าอาหารต่างๆเหล่านี้ ช่วยชะลอความชราให้คุณได้จริงๆ ซึ่งเปรียบเทียบกับอีกแนวทางที่นำเสนอ คือ การกินยาให้หลากหลาย หรือ poly-meal เป็นสิ่งที่น่าพิสมัยกว่ากันเยอะ

ฮอร์โมน…การควบคุมจิตใจ

จุดที่เป็นความต่างของศาสตร์นี้อีกประการ คือ การทำความเข้าใจกับฮอร์โมนร่างกาย ซึ่งเปรียบเหมือนตัวควบคุมร่างกายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของระบบประสาท ของเหลวที่ผลิตขึ้นจากต่อมไร้ท่อที่เรียกว่าฮอร์โมนนั้น จะมีระดับการผลิตมากหรือน้อยแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ฮอร์โมนนับสิบชนิดที่ทำหน้าที่ต่างกัน กับเชื่อมโยงร้อยเรียงกัน จุดเดียวกับการบรรเลงบทเพลงซิมโฟนีและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความรู้สึก อาจกล่าวได้ว่าสมองควบคุมร่างกายด้วยเส้นประสาท ส่วนจิตใจควบคุมด้วยร่างกายด้วยฮอร์โมนก็ว่าได้

ศาสตร์แห่งฮอร์โมนจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ให้ความสำคัญ โดยการตรวจวัดความสมดุลฮอร์โมนและเติมฮอร์โมนที่ขาดลงไปซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนเนื่องจากปริมาณฮอร์โมนกระแสเลือดนั้นมีน้อยมาก เช่น ฮอร์โมนเสตียรอยด์ และไทรอยด์ฮอร์โมน ในพลาสมามีเพียง 10-6 และ 10-9 เท่านั้น การให้ฮอร์โมนเสริมจึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังและละเอียด ถึงขนาดที่คุณหมอกฤษดา เรียกว่า การจูลฮอร์โมนกันหลายที่ทีเดียว เพราะฮอร์โมนทุกตัวสัมพันธ์กันหมด

หากใช้รูปแบบของศาสตร์อายุรวัฒน์ จากตะวันตกคงไม่สามารถนำประโยชน์ของศาสตร์นี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ คุณหมอจึงให้ประยุกต์เข้ากับวิถีคนไทย โดยอิงหลักการพื้นฐานของการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย คือ อารมณ์และจิตใจ ที่มีความสัมพันธ์กับ ระดับฮอร์โมน โดยผสมเข้ากับแนวทางของพุทธศาสนา จนพบว่าการนั่งสมาธิและการทำจิตใจว่าง เป็นเครื่องมือชั้นดีในการคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล กลายเป็นศาสตร์แห่งการผสมผสานที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ชะลอวัยด้วยเซ็กซ์ที่สุขสม

– ความรู้สึกทางเพศทำให้คุณมีอายุยืนยาวได้จริง

– เซ็กซ์ทำให้คุณเป็นเด็กลง

– ลองเปลี่ยนสถานที่หรือท่าทางเพื่อเพิ่มความสุขในเซ็กซ์

– ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มพลังทางเพศ

– พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หัวใจสำคัญของการไม่ยอมแก่

คุณหมอกฤษดา ได้กำหนดแนวทางง่ายๆสำหรับการชะลอวัยที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง เอาไว้เป็นสามแนวทางคือ

1. จำกัดปริมาณที่ได้รับจากอาหาร แต่ต้องถูกต้องตามหลักโภชนาการ

2. ใช้ชีวิตด้วยวิถีสุขภาพ

3. ดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรง

โดยจะเน้นไปที่การจำกัดพลังงานที่ได้รับหรือกินอาหารให้น้อยลง แต่ยังคงคุณค่าของสารตามที่ร่างกายต้องการไว้ ถือ ได้ว่าเป็นหัวใจของการชะลอวัยเลยทีเดียว เพราะหากสาเหตุของความแก่ตัวลงของเซลล์มาจากการเผาผลาญอาหาร หรือกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้เกิดของเสียจากการเผาผลาญพลังงาน นั่นคือ อนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้านี่เองที่ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และอาการแสดงออกของความแก่ต่างๆ

วิถีสุขภาพ

– ดูแลหุ่นให้เพรียวไว้ จะเรียกได้ว่า ยิ่งผอมยิ่งอยู่ได้นานก็ไม่ผิด

– อย่าพยามยามให้เกิดแผลในร่างกาย เพราะการติดเชื้อเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเสื่อม

– เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นตัวการของความแก่ของผิวพรรณ และโรคร้ายต่างๆ

– อย่าปฏิเสธวิตามินและเกลือแร่เสริม หากคุณไม่สามารถกินอาหารได้ครบ 5 หมู่

– เลือกอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

– ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ ใส่เสื้อผ้าป้องกันแสงแดด เพื่อมิให้ผิวพรรณเหี่ยว หรือ มีรอยด่างดำ รวมทั้งฝ้า กระ

– ลดเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือ

– หัวเราะให้กับชีวิต

– ชะลอความเร่งรีบในชีวิตลงบ้าง

 

หากคุณอยากมีอายุยืนยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เดินข้ามสะพานเข้าสู่ความเป็นอมตะ แน่นอนว่าคุณต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และนี่คือ สิ่งที่เวชศาสตร์อายุรวัฒน์แนะนำว่าคุณควรทำ เพื่อเดินทางต่อไปจนถึงอายุขัย 120 ปี โดยมีหัวใจอยู่ที่การลดปริมาณอาหารลงประมาณร้อยละ 40 แต่ยังได้โภชนาการครบถ้วน จะทำให้กลไกของร่างกายสับไกไปใช้โหมดทำงานแบบการชะลอการเผาผลาญ ส่งผลให้อนุมูลอิสระลดลง เหมือนการหลอกร่างกายว่าอยู่ในสถานการณ์ขาดแคลนอาหาร ร่างกายก็จะปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอดนานขึ้น

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวทางดังกล่าวตรงกับวัตรปฏิบัติของพระ คือ ฉันอาหารเพียง 2 มื้อ งดอาหารเย็นมื้อหนึ่ง ซึ่งเท่ากับปริมาณร้อยละ 40 เช่นกัน เราจึงเห็นพระสงฆ์ผู้มั่นในวัตรปฏิบัติมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี โดยไม่เจ็บป่วย

นอกจากการจำกัดปริมาณอาหารแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตด้วยวิถีสุขภาพ และการมีจิตใจที่แข็งแกร่ง และนี่คือข้อปฏิบัติเพื่อการมีอายุยืนยาว

สิ่งจำเป็นพื้นฐานของการก้าวสู่การมีอายุยืนยาวแนวอายุรวัฒน์

– ตรวจเช็คร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถค้นเจอจุดอ่อนในร่างกายได้เร็วที่สุด

– เชื่อมั่นอย่างจริงจังว่าทุกคนจะต้องมีสุขภาพที่ดีที่สุด

– เปิดใจรับข่าวสารวิทยาการใหม่ ด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์

– ให้ครอบครัวรับรู้ข่าวสารใหม่ๆ พร้อมกับคุณ หากคุณเคยได้ยินมาว่าเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ คือ การใช้ฮอร์โมนเสริมเพียงอย่างเดียวนั้นคือสิ่งผิด

ยืดอายุด้วยกิจวัตรประจำวัน

– เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ด้วยการทำตัวให้กระฉับกระเฉง งานบ้านไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับคุณ แต่ช่วยให้อายุยืนขึ้นต่างหาก

– สมองหากไม่คิดก็จะฝ่อ คุณจึงควรใช้ความคิดตลอดเวลา

– พยายามให้เหงื่อออกให้มากหน่อย เพราะหมายถึงการขับเคลื่อนของของเหลวในร่างกาย

– กำจัดน้ำหนักส่วนเกินอันเป็นที่มาของความเสื่อมทั้งหลาย

– สุนัข นอกจากเป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงาแล้ว ยังช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายอีกด้วย

– วงไพ่แบบสนุกสนานที่ไม่มีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง ช่วยฝึกสมองของคุณได้

– ทำงานและทำงานใช้ทั้งสมองและร่างกายของคุณให้คุ้ม

 

จากแนวทางทั้งหมดที่เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ แนะนำอาจสรุปได้ว่า หากอยากมีอายุยืนก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม อย่าคิดว่าตัวเองแก่แล้วทำโน่นทำนี่ไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้คุณแก่จริงๆ กิจวัตรประจำวันช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉงและกล้ามเนื้อของคุณ ได้รับการกระตุ้นให้ทำงานเมื่อรวมกันกับการดูแลตัวเองมาแล้วอย่างดี ตั้งแต่อายุน้อยๆ การจะเดินทางสู่ความแก่อย่างไม่แก่ก็เป็นไปได้สูง

ลองนึกภาพคนแก่สมัยก่อน ที่ยังคงทำนา ทำไร่ ปลูกผัก ดายหญ้า หรือคนจีนที่ใช้สมองแทนเครื่องคิดเลข คนเหล่านั้นกลับห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคที่มาจากความชราอื่นๆ กลับกันเมื่อคนเราสบายขึ้น คนแก่ไม่ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ซ้ำไม่ต้องทำงานเพราะเกษียณแล้ว งานบ้านก็มีผู้ช่วยทำงาน ชีวิตอย่างนั้นอาจมองว่าสบาย แต่กลับเรียกโรคร้ายเข้ามารุมเร้า จึงกล่าวได้ว่า อยากมีชีวิตอยู่ก็ต้องอยู่ในคุ้มนั้นเอง

ออกกำลังกายอีกหนึ่งของหัวใจแข็งแรง

การออกกำลังกายเป็นหัวใจของการมีสุขภาพที่ดีมาช้านาน และนี่คือ เคล็ดลับการออกกำลังกายเพื่อต้านความชนา

เคล็ดลับการออกกำลังกายสำหรับผู้ชาย

– เพิ่มการออกกำลังกายขึ้นอีกเพื่อให้ร่างกายผลิตเทสโทสเตอโรน ตามธรรมชาติ

– กินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายได้รับโปรตีนอย่างพอเพียง

– ลองพิจารณาอาหารเสริมเพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

– ใช้ชีวิตสมบุกสมบันบ้าง เพื่อสร้างสีสันให้ชีวิต

เคล็ดลับการออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง

– ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนควรออกกำลังกายเป็นประจำ

– รับมือความเครียดจากการหมดประจำเดือน

– เมื่อถึงวัยทองคุณมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ก่อนออกกำลังกายต้องเช็คร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ วัยทองมักมาพร้อมกับกระดูกพรุน เลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เสริมสร้างกระดูก

– อย่าหยุด ช็อปปิ้ง อย่าลืมว่าการ ช็อปปิ้งกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เพราะอย่างน้อยคุณก็ได้เดิน

 

ทำไมเราจึงแก่?

เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ เชื่อในทฤษฎีที่ว่า อนุมูลอิสระทำให้เกิดความชรา โดยอนุมูลอิสระ คือ อิเล็กตรอนที่ไม่ครบคู่ จึงพยายามวิ่งพล่านไปจับกับโมเลกุลของร่างกายทำให้เกิดผลเสียตามมาคือ เซลล์เสื่อมเร็วผิดปกติ และจะเสื่อมตามกันไปเป็นโดมิโน ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์โดยภาพรวม และเกิดโรคจากการเสื่อมตามมา อนุมูลอิสระนั้น เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญ เพื่อให้ได้พลังงานกับร่างกาย เมื่อคุณกินอาหารเข้าไปก็เหมือนการส่งวัตถุดิบเข้าโรงงานแปรรูปหรือเถ้าถ่านซึ่งหากไม่มากเกินไป ร่างกายก็จำกัดได้ แต่หากมากเกินไป ก็จะเหลือค้างสะสมเป็นของเสียในร่างกาย

นั่นจึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการจำกัดอาหารในปริมาณที่เหมาะสม จึงช่วยให้เราชะลอความแก่ได้ เป็นเพราะร่างกายไม่ต้องเผาผลาญมากเกินไป หน่วยทุกหน่วยต้องทำงานมากเพื่อสลายอาหาร ย่อมเกิดเถ้าถ่านจำนวนมาก เพื่อย่อยอาหารเหลือใช้สะสมเป็นไขมันสำรองไว้ตามร่างกาย แต่อาจไม่ได้นำกลับมาใช้เลยตลอดชีวิต เพราะคุณยังส่งพลังงานเข้าไปในร่างกายอย่างต่อเนื่องด้วยความสุขจากกการรับประทานอาหารนั่นเอง

– ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูง และเข้าสังคมเป็นประจำ

– ไม่เครียด จำไว้ว่าเมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนทุกฮอร์โมนออกมา

– นอนให้หลับสบายทุกคืนเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

– เป็นตัวของตัวเองเพราะคุณจะมีความสุขมากที่สุด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือใกล้หมอ ฉบับที่ 12  เดือนธันวาคม 2549 พ.ท.นิวัติ รัตนอุบล

 

Related posts:

Anti-aging เรื่องจริงหรือแค่แฟชั่น

โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6

บำรุงหัวใจด้วย วิตามิน

โรคอ้วนและดัชนีมวลกาย

 

วิธีแก้โรคนอนไม่หลับ

 

 

 

อ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นด้วยอาการอิดโรยในตอนเช้า ต่อไปนี้คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกำจัดความทุกข์ตอนนอนให้หายไป แล้วคืนนี้จะได้นอนหลับสบาย

 

1. งดเครื่องดื่มกาแฟ

เป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ แต่รู้ไหมว่าสารดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย? ดังนั้นทางที่ดี คือ กำจัดมันออกไปจากอาหารที่คุณกินหรืองดดื่มคาเฟอีนตั้งแต่มื้อเที่ยงเป็นต้นไป อย่าลืมคาเฟอีนที่ซ่อนอยู่ในน้ำอัดลม และของว่างต่าง ๆ เช่น โค้ก ช็อกโกแลต เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ อ่านฉลากข้างกระป๋อง และข้างถุงผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมาย์ล หรือชาดอกมะนาว ที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแทนชาหรือกาแฟ เนื่องจากในชาทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น และปลอดคาเฟอีน

 

2. อาบน้ำก่อนนอน

การแช่ตัวในน้ำอุ่นก่อนนอน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะแทนที่จะหายเครียดกลับเครียดหนักขึ้น เนื่องจากการแช่ตัวในน้ำร้อนนานเกิน จะทำให้ผิวสูบเสียความชุ่มชื่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยให้หลับสบาย อย่าลืมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ลงในน้ำที่อาบ หรือจะใช้น้ำนมอาบน้ำ

 

3. จัดห้องให้น่านอน

แปลงโฉมห้องนอนให้เป็นที่ที่คุณอยากใช้เวลาอยู่นานๆ จัดข้าวของที่ระเกะระกะให้เข้าที่ ทำห้องให้มีกลิ่นหอมด้วยการวางถุงกลิ่นลาเวนเดอร์ และแจกันดอกไม้สด จัดห้องนอนให้มีแสงสลัว ๆ โปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี หาอะไรปิดส่วนที่เรืองแสงของนาฬิกาปลุก ซึ่งนอกจากจะให้แสงสว่างเป็นพิเศษแล้ว ยังทำให้เราหันความสนใจไปที่นาฬิกาตลอดทั้งคืน ตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิพอเหมาะ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ห้องเย็นสบายกำลังดี

 

4. สมุนไพรพึ่งได้

มีสมุนไพรหลายตัว โดยเฉพาะสมุนไพรจีนช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ มีสีเหลืองเป็นมันเงา ประกอบด้วยวิตามินบี 12 โปรตีน กรดไขมัน ทั้งอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท พุทราจีน เป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดีของคนจีน สามารถกินได้ทั้งสดและแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ เนื้อในเมล็ดช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้นอนหลับสบาย โสม จัดเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้รักษาโรคมากกว่า 2,000 ปี สารไบโอแอคทีฟ (bioactive) ในโสมช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดความเครียด ดอกไม้จีนหรือจำฉ่ายเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ เกสรดอกไม้จีนมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย

 

5. ยืดเส้นยืดสาย

คนที่เคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานในระหว่างวัน จะมีปัญหาในการนอนน้อยกว่าคนที่นั่งปักหลักอยู่กับโต๊ะทำงาน การออกกำลังกายแค่วันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น ระหว่างวันควรออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินยืดเส้นยืดสายหลังอาหารเย็น หลังเดินออกกำลังแล้ว ให้พักประมาณครึ่งชั่วโมง จึงค่อยเข้านอน ทั้งนี้เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจและร่างกายทำงานช้าลงก่อนถึงจะสามารถเข้านอนได้

 

6. กินอย่างถูกต้อง

การเข้านอนขณะท้องหิว หรืออิ่มแปล้จะไปรบกวนการนอน ซึ่งรวมถึงการกินอาหารก่อนนอนด้วย ไม่ควรกินอาหารเย็นหลัง 2 ทุ่ม และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเหลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะจะเป็นเหมือนยาชูกำลังที่ไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายเกิดความคึกคัก กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อาหารเย็นควรเป็นข้าว มันฝรั่ง พาสต้า ผัก ที่มีรากเป็นลำต้นใต้ดิน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ

 

7. เอนตัวลง และทำจิตใจให้ผ่อนคลาย

เปิดเพลงทำนองเบาๆ ฟังสบายๆ ขณะนอน หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เช่น เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ปิดไฟในห้องนอน นอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม ปล่อยให้เสียงนั้นขับกล่อมคุณ จากนั้นหายใจลึกๆ ช้าๆ เพ่งสมาธิไปที่แขนขาแต่ละข้าง โดยเริ่มจากที่เท้า จินตนาการว่าแขนขานั้นจมหายลงไปในเตียง ควรใช้เครื่องเล่นเทป หรือซีดีที่ปิดเองอัตโนมัติ เพราะจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาปิดเวลาเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ

 

8. ลุกขึ้นเดิน

หากตื่นขึ้นกลางดึก และไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ภายใน 30 นาที จงลุกขึ้น อย่านอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา รอเวลาจนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพราะนั่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อย่าเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือนั่งบนเตียงคิดเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในสมอง แม้นั่นจะเป็นวิธีฆ่าเวลายามนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรทำ คุณจำเป็นต้องฝึกให้ร่างกายรับรู้ว่าเตียงนอนใช้เป็นที่สำหรับนอน แม้ว่าสิ่งที่คุณทำบนเตียงจะเป็นกิจกรรมสบายๆ ประเภทดูหรือฟังก็ตาม เพราะนั่นสามารถเข้าไปกระตุ้น หรือรบกวนจิตใจได้ หากตื่นขึ้นกลางดึก ให้ลุกจากเตียงไปเอนหลังบนโซฟา หรือเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งสบายๆ หลับตาลง ทำจิตใจให้สบายจนรู้สึกง่วงแล้วจึงค่อยลับไปนอนที่เตียง

 

9. มหัศจรรย์แห่งนม ตอนเด็กๆ แม่จะให้เราดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพราะในนมมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า ทรัยป์โตฟาน ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังมีแคลเซียมสูง ช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้จิตใจสบาย บางคนบอกว่าการดื่มนมอุ่นๆ ช่วยคลายเครียด และหายอ่อนเพลีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (melatonin) ช่วยให้นอนหลับ โดยเฉพาะนมที่รีดจากแม่วัวตอนเช้ามืด เพราะเป็นช่วงเวลาที่นมวัวมีเมลาโทนินสูงสุด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
HealthPlus

โรคฮิตของคนกรุง…โรคแพ้อากาศ


โรคแพ้อากาศ,ภูมิแพ้
โรคแพ้อากาศ…นับวันยิ่งเป็นกันมากขึ้น

ท่ามกลางความศิวิไลซ์ของโลกยุคปัจจุบัน มีมลพิษ และสิ่งตกค้างต่างๆ ทั้งบนบก ในน้ำ และอากาศที่คนเราหายใจเข้าไปทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุนี้จึงพบผู้ป่วย “โรคแพ้อากาศ” มากขึ้น

โรคแพ้อากาศหรือทางการแพทย์เรียก “โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้” มาจากภาษาอังกฤษ “Allergic Rhinitis” ซึ่งมีความหมายว่า การอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกจากการแพ้ เป็นโรคที่นับวันจะพบได้บ่อยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นละออง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การใช้สารเคมีทางการเกษตรและมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

จาม น้ำมูกใส คัดจมูก แต่ไม่มีไข้ตัวร้อน (อาการสำคัญของโรคแพ้อากาศ)

โรคแพ้อากาศ หรือโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ หรือเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้แล้วตอบสนองออกเป็นอาการของการแพ้มากเกินไป

คนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้จะมีการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เช่นกัน แต่การตอบสนองของคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีการตอบสนองที่มากเกินไปเหมือนคนที่เป็นโรคภูมิแพ้  ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าทางโพรงจมูกแล้วมีการตอบสนองมากเกินไป ร่างกายจะแสดงออกด้วยอาการจาม น้ำมูกใส คัดจมูก และ/หรือคันจมูก ซึ่งบางคนอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย แต่จะไม่มีอาการไข้ตัวร้อน เหมือนดั่งที่พบในโรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

โรคนี้มักเป็นกันมากตอนอากาศหรือฤดูกาลเปลี่ยนแปลง จึงเรียกกันสั้นๆ ว่า “โรคแพ้อากาศ” เพราะเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเป็นโรคนี้ขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วขณะที่อากาศเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เกิดการฟุ้งกระจายสารก่อภูมิแพ้ และไปก่อโรคให้กับผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ให้กลับมามีอาการอีกครั้งหนึ่ง

โรคแพ้อากาศ… บางคนเรียกว่า “หวัด” แต่ไม่ใช่โรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

บางครั้งอาจเรียกโรคแพ้อากาศสั้นๆ ว่า “หวัด” ซึ่งหมายถึงอาการของจมูก อันได้แก่ “จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก” ซึ่งต่างจากโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เพราะโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และมีอาการไข้ ตัวร้อน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ และปวดเมื่อยเนื้อตัวร่วมด้วย แต่โรคแพ้อากาศมีสาเหตุจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้ และเกิดการตอบสนองมากเกินไป จึงมีอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก และ/หรือคันจมูก แต่ไม่มีไข้ ตัวร้อน และปวดหัว

โรคแพ้อากาศ… อาจลุกลามเป็นโรคไซนัสอักเสบได้

ถ้าดูแลรักษาโรคแพ้อากาศได้ไม่ดี และเป็นแบบเรื้อรัง อาจทำให้โรคลุกลาม เกิดการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูก ทำให้สีของน้ำมูกจากใสๆ เปลี่ยนไปเป็นสีข้นขาวและ/หรือเหลืองได้ และอาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงโพรงจมูก อันได้แก่ ไซนัส ทำให้ไซนัสติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดเป็น “ไซนัสอักเสบ” ได้
ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคแพ้อากาศจึงควรดูแลรักษาจนสามารถควบคุมโรคนี้ได้ อย่าปล่อยไว้ให้เป็นเรื้อรัง เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้ยากยิ่งขึ้น

หลักการรักษา… โรคแพ้อากาศ

การดูแลรักษาโรคแพ้อากาศ ประกอบด้วย

1. การค้นหาและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

2. การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านฮิสทามีน ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก ยาลดการคั่งของน้ำมูก ฯลฯ

3. การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้

การค้นหาและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ดังนั้นถ้าขจัดสารก่อภูมิแพ้ หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นได้ ก็จะไม่เกิดโรคนี้ ตัวอย่างของสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา และเกสรดอกไม้ เป็นต้น

เริ่มต้นสังเกตด้วยตนเองว่า “สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค” ถ้าพบสารก่อภูมิแพ้และหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีเยี่ยม ตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น ซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กพบได้ในที่นอน ไรฝุ่นจะถ่ายมูลออกมาฟุ้งกระจายในห้องนอน เมื่อใดที่เข้านอนจะพบขี้ของไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ และมีอาการจาม คัดจมูก และน้ำมูกไหล ทุกครั้งที่เข้านอนทุกคืน ถ้ามีการกำจัดไรฝุ่นด้วยการต้มผ้าห่ม ปลอกหมอน และอุปกรณ์การนอน และ/หรือที่นอนปราศจากไรฝุ่น ก็จะช่วยลดไรฝุ่น และลดอาการแพ้อากาศได้ เป็นต้น

แต่ในทางปฏิบัติ การค้นหาสารก่อภูมิแพ้เป็นเรื่องยากมาก จึงอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ซึ่งแพทย์จะนำตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา และเกสรดอกไม้ เป็นต้น มาทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วย ถ้าโชคดีก็อาจจะพบสารก่อภูมิแพ้ได้

ดังนั้น การรักษาผู้ที่ต้องการควบคุมอาการแพ้อากาศ จึงนิยมใช้ยาเป็นทางเลือกแรก ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ (ถ้าค้นหาพบ) ยาที่ใช้ในการรักษาโรคแพ้อากาศ ได้แก่ ยาต้านฮิสทามีน ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก ยาลดการคั่งของน้ำมูก ฯลฯ

ยาต้านฮิสทามีน…ได้ผลดี ราคาย่อมเยา แต่อาจทำให้ง่วงนอนได้

ยาต้านฮิสทามีน (antihistamines) เป็นยาที่ได้ผลดีต่อโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะอาการคัดจมูก จาม และน้ำมูกไหล มีทั้งชนิดเม็ดสำหรับกิน และชนิดพ่นจมูก แต่ในทางปฏิบัติจะนิยมใช้ยาเม็ดมากกว่า ทั้งนี้เพราะยาเม็ดเป็นยาที่ใช้สะดวก ได้ผลดี และมีราคาย่อมเยา แต่ยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงนอนได้ จึงควรระวัง และเลือกใช้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างยาต้านฮิสทามีน ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) เซทิริซีน (cetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เฟกโซฟีนาดีน (fexofenadine) เป็นต้น

ยาคลอร์เฟนิรามีนเป็นยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ สีเหลือง ราคาไม่แพง ได้ผลดี แต่มีข้อเสียคือ จะมีอาการซึมหรือง่วงนอนหลังกินยา จึงเหมาะสำหรับการใช้ยานี้ในเวลาเข้านอน เพราะจะช่วยให้หลับสบาย พักผ่อนได้เต็มที่ ทำให้โรคแพ้อากาศดีขึ้น หรือในรายที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือขับรถ เพราะถ้าง่วงนอนก็ไม่มีอันตรายใดๆ

ส่วนยาเซทิริซีน ลอราทาดีน และเฟกโซฟีนาดีน เป็นยาต้านฮิสทามีนที่ได้ผลดี และไม่ค่อยทำให้ง่วงนอน กินเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ปัจจุบันมีผู้ผลิตยาเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาถูกลงมากขึ้นไม่แพงเหมือนแต่ก่อนที่มีเฉพาะยาต้นตำรับเพียงรายเดียวเท่านั้น ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ไม่มีผลรบกวนการทำงาน เรียนหนังสือ หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก… ได้ผลดีเยี่ยม ปลอดภัย แต่ราคาต่อขวดค่อนข้างสูง

ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูกนี้ (intranasal corticosteroids) เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ได้ผลดี ปลอดภัย แต่ราคาต่อขวดค่อนข้างสูง เป็นหลักร้อยถึงพันบาท ในหนึ่งขวดบรรจุตัวยาให้สามารถใช้ได้ ประมาณ 60-120 ครั้ง (ซึ่งถ้าคำนวณต่อครั้ง จะถูกลงมาก) แต่เนื่องจากราคาต่อขวดค่อนข้างสูง จึงนิยมใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านฮิสทามีนแล้วไม่ได้ผล หรือที่มีอาการเรื้อรังและ/หรือค่อนข้างรุนแรง เช่น เป็นทุกวัน มีอาการมากทั้งวัน เป็นต้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีกว่ายาต้านฮิสทามีน

ยาลดการคั่งของน้ำมูก

ยาลดการคั่งของน้ำมูก (decongestants) หรืออาจเรียกว่า ยาแก้คัดจมูก เพราะยานี้มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้รู้สึกโล่งจมูก หายใจได้สะดวก มีทั้งชนิดพ่นจมูก และชนิดกิน

ยาลดการคั่งของน้ำมูกชนิดพ่นจมูกเป็นยาใช้พ่นจมูก หรือเช็ดจมูก เพื่อช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้รู้สึกโล่งจมูก หายใจได้สะดวก แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ วัน เพราะจะเกิดผลข้างเคียงได้

ยาลดการคั่งของน้ำมูกชนิดกิน เช่น สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) นิยมผสมกับยาต้านฮิสทามีน เพื่อเสริมฤทธิ์แก้คัดจมูกให้กับยาต้านฮิสทามีนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการแพ้อากาศได้อย่างดีด้วยยา ซึ่งเริ่มต้นด้วยยาต้านฮิสทามีน (อาจผสมกับยาลดการคั่งของน้ำมูก) ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็อาจพิจารณาใช้ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูกแทน และมักจะได้ผลดี แต่ในบางรายอาจควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดี หรือไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็ควรแนะนำไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ (immunotherapy)

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วย ถ้าพบสารก่อภูมิแพ้ แพทย์จะเริ่มต้นให้สารละลายของสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วยทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้นี้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งค่อยๆ เพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ให้มากขึ้น จนร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนช่วยควบคุมอาการของโรคได้ดียิ่งขึ้น ในบางรายอาจลดขนาดหรือความถี่ของการใช้ยาได้อีกด้วย

สุขพลานามัยที่ดี… ช่วยลดการเป็นโรคแพ้อากาศ

อย่างไรก็ตาม การรักษาสุขภาพอนามัย หรือ “สุขภาวะ” ของร่างกายให้ดีอยู่เสมอก็จะช่วยลดอาการของโรคแพ้อากาศได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเรามีสุขภาพแข็งแรง พักผ่อนเต็มที่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความถี่และระดับความรุนแรงของโรคแพ้อากาศได้ จนอาจจะไม่มีอาการของโรคเลยได้ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โรคแพ้อากาศก็จะจางหายไปได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน