Articles

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด (Contraceptive Pill)

ยาเม็ดคุมกำเนิด….เป็นยาที่มีอัตราการใช้มากที่สุดในโลก 

 

ยาคุมกำเนิด

ถ้ามีใครสักคนถามว่า “ยาอะไรที่มีมนุษย์ใช้มากที่สุดในโลก” ก็จะได้คำตอบว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิด” ทั้งนี้เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และจะต้องใช้ติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 เม็ด นาน 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์ แล้วเริ่มแผงใหม่ วนเวียนแบบนี้ตลอดระยะวัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยทอง

ถ้าประมาณว่ามีการใช้ยาเป็นระยะเวลานาน 20 ปี แล้วจะต้องใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดถึงกว่า 5,500 เม็ด จะเห็นได้ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดมีความสำคัญอย่างมากกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

ดังนั้น จึงต้องรู้ถึงข้อดีและข้อเสีย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด ที่แต่ละคนได้ใช้อยู่ ก่อนที่จะกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด ขอตกลงร่วมกันก่อนว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดที่กล่าว ถึงนี้ หมายถึงยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผงทั้งแบบ 21 และ 28 เม็ด และแต่ละเม็ดจะประกอบด้วยตัวยา 2 ชนิดคือโพรเจสเทอโรน และเอสโทรเจน ซึ่งเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่ที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะไม่ได้หมายรวมถึง ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน หรือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีโพรเจนเทอโรนอย่างเดียว หรือยาฉีดคุมกำเนิด

ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิด 

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผงที่ประกอบด้วยตัวยา 2 ชนิด มีข้อดี ดังนี้

  • 1. ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดสูง
  • 2. มีประวัติการใช้มาเป็นระยะเวลานาน
  • 3. วิธีการใช้ยาที่สะดวกและง่าย
  • 4. เมื่อหยุดยาแล้ว สามารถกลับมามีบุตรได้ตามเดิม
  • 5. ประโยชน์อื่นๆ

1.  ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดสูง 
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้ผลดีในระดับเดียวกันกับการใช้ห่วงอนามัย ยาฉีดคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพการคุมกำเนิดได้สูงหรือดีกว่าวิธีการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ถุงยางอนามัย และการนับวันปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ใช้ยามีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ด้วยการใช้ยาติดต่อกันทุกวัน วันละ 1 เม็ด ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน และไม่มีการลืมกินยาติดต่อกันหลายวัน

2. มีประวัติการใช้มาเป็นระยะเวลานาน 

นับตั้งแต่มีการคิดค้นวิจัยยาเม็ดคุมกำเนิดและ นำมาใช้ในมนุษย์เมื่อปี พ.ศ.2503 ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมานี้ ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ผลดีและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนส่งผลต่ออัตราการเกิดของทารก การเพิ่มจำนวน และการกระจายตัวของอายุของประชากรบนโลก ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้อัตราการเกิดของทารกลดน้อยลงกว่าในอดีตอย่างมาก ทำให้เด็กวัยรุ่น และคนวัยทำงานมีอัตราส่วนลดน้อยลง ขณะเดียวกันอัตราส่วนของผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้นๆ จนทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร   ด้วยประวัติอันยาวนานของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแสดงถึงความมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการยอมรับของผู้หญิงในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบกับการคิดค้นและพัฒนายาคุมกำเนิดชนิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมียาเม็ดคุมกำเนิดให้เลือกใช้หลากหลายชนิดตามลักษณะทางสรีรวิทยาและความต้องการของผู้หญิงทั่วโลก และมีประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากฤทธิ์ในการคุมกำเนิด ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

3. เป็นวิธีการใช้ยาที่สะดวกและง่าย 

ขนาดของยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่ถูกออก แบบมาให้มีขนาดเล็ก และอาจเคลือบผิวด้วยน้ำตาล ทำให้กินได้ง่าย และมีการบรรจุลงแผง แผงละ 1 รอบประจำเดือน มีการจัดเรียงเม็ดยาเป็นกลุ่มพร้อมทั้งมีลูกศรบนแผง หรือระบุวันที่จะต้องกินยา จึงช่วยเตือนให้ผู้ใช้ยาไม่ลืมและสะดวกในการใช้มากยิ่งขึ้น

4. เมื่อหยุดยาแล้ว สามารถกลับมามีบุตรได้ตามเดิม
ประเด็นข้อนี้ ถือว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะหลายคนเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็เพื่อจะเลื่อนระยะเวลาของการมีบุตรของตน ไปจนกว่าครอบครัว จะพร้อมที่จะมีสมาชิกตัวน้อยๆ และยาเม็ดคุมกำเนิดก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดียิ่ง คือเมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงที่ใช้ยาอยู่ต้องการมีบุตรก็สามารถจะหยุดยาได้ทันที แล้วหลังจากนั้นอีก 1-3 เดือน ก็จะเริ่มมีรอบเดือนตามปกติเหมือนเดิม และสามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งเมื่อคลอดบุตรมาแล้ว ทารกที่เกิดหลังจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น แสดงว่ายาเม็ดคุมกำเนิด ปลอดภัยกับทั้งแม่และลูกที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

5.  ประโยชน์อื่นๆ
ปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดยังทำให้เกิดประโยชน์ อื่นๆ ทางการแพทย์ นอกเหนือจากฤทธิ์การคุมกำเนิดแล้ว เช่น ทำให้รอบประจำเดือนมาเป็นปกติ ช่วยลดโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของรังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใหม่ๆ บางชนิด ยังช่วยลดการเกิดสิว ลดความมันบนใบหน้า ลดอาการขนดก ลดอาการไม่สบายตัวก่อนการมีรอบประจำเดือน และลดอาการบวมน้ำระหว่างรอบประจำเดือนได้ดีอีกด้วย

นับว่าเป็นข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิดในปัจจุบัน ที่มีการนำไปใช้ลดหรือควบคุมสิว ลดผิวมัน ลดขนดกได้ ซึ่งถ้าสนใจรายละเอียดเรื่องนี้สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้คำแนะนำสำหรับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับผู้หญิงแต่ละคนเป็นรายๆ ไป

ข้อเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด 

ยาเม็ดคุมกำเนิดก็เสมือนยาทั่วไป ต้องใช้ยาอย่าง พอเพียง ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และก็มีข้อเสียเหมือนยาอื่นๆ ที่ผู้หญิงที่ใช้ยาจะต้องรู้ ซึ่งผลเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่
1. ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาเม็ดคุมกำเนิด
2. ผลข้างเคียงระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาเม็ดคุมกำเนิด 
ผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดที่พบบ่อยๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เจ็บคัดตึงเต้านม มีเลือดออกกะปริดกะปรอย หน้าเป็นฝ้า การสะสมน้ำในร่างกายระหว่างรอบประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เลือดระดูน้อยลง ประจำเดือนขาด เป็นต้น

ผลข้างเคียงเหล่านี้จะพบได้บ้างในผู้ใช้ยาบางรายและจะพบได้ช่วงแรกๆ ของการใช้ยา และส่วนดือน และบางกรณีถ้าปรับเปลี่ยนชนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ใช้ยา ก็จะช่วยให้อาการข้างเคียงเหล่านี้ลดน้อยลงหรือหายไปได้ ยกเว้นบางรายเท่านั้นที่เกิดอาการข้างเคียงอย่างรุนแรง และเปลี่ยนชนิดของยาแล้วก็ไม่ดีขึ้น จนอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ แทน แต่พบได้น้อยมาก

2. ผลข้างเคียงระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด 
ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่ใช้ยา หรือทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคบางชนิด กับผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ ตัวอย่างเช่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น จึงควรระวังหรือห้ามใช้ในผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้

นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีข้อเสียกับผู้ป่วยบางโรค และจัดเป็นข้อห้ามใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด โรคไต โรคของถุงน้ำดี โรคตับ โรคปวดหัวชนิดไมเกรน ภาวะเลือดออกในช่องคลอด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น โรคเหล่านี้ล้วนเป็นข้อห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดทั้งสิ้น แต่ก็สามารถไปปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรเรื่องวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นๆ แทนได้

ก่อนจบฉบับนี้ขอฝากความเชื่อเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดที่เข้าใจกันผิดๆ ทำให้เกิดความกังวลในการใช้ยาได้ ดังนี้

ความเชื่อผิดๆ กับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดส่งผลต่อตัวอ่อนในครรภ์ของมารดา..จริงหรือ? 
มีความเชื่อว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดส่งผลต่อ ตัวอ่อนในครรภ์ของมารดา ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะยาเม็ดคุมกำเนิดออกฤทธิ์ยับยั้งการตกของไข่ และยับยั้งการเคลื่อนของเชื้ออสุจิเข้าไปในมดลูก  ดังนั้น เมื่อใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็จะไม่มีไข่ที่สุกตกมาในมดลูก ก็ย่อมไม่มีการปฏิสนธิ เมื่อไม่มีการปฏิสนธิ ก็ย่อมไม่เกิดตัวอ่อน และยาเม็ดคุมกำเนิดก็ไม่ได้ส่งผลในการทำลายตัวอ่อนโดยตรงตามความเชื่อที่ผิดๆ นี้… คำตอบก็คือ “ไม่ใช่”Ž

2. การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นหมัน ใช่หรือไม่? 
คำตอบของคำถามนี้ ก็คือ “ไม่ใช่” เช่นกัน
สำหรับผู้หญิงทั่วไปสามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันได้นานเท่านานเท่าที่ต้องการ จนอายุเข้าสู่วัยทอง ประมาณ 40-49 ปี และเมื่อใดที่ต้องการหยุดยาเม็ดคุมกำเนิด ก็สามารถหยุดได้ทันที แล้วหลังจากนั้นอีก 1-3 เดือน ก็จะเริ่มมีรอบเดือนตามปกติเหมือนเดิม และสามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งทารกที่เกิดหลังจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ

ดังนั้นการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ จึงไม่ทำให้ผู้หญิงเป็นหมันได้
สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเรื่อง สำคัญอย่างมากสำหรับผู้หญิง ควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสีย และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้หญิงแต่ละคน และยาคุมกำเนิดที่เพื่อนของเราใช้แล้วเหมาะสม หรือถูกกัน อาจจะใช้ได้ดีกับตัวเราเองหรือไม่ก็ได้

ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด จึงขอเชิญไปปรึกษาเภสัชกรชุมชนที่ประจำอยู่ที่ร้านยา หรือจะไปปรึกษาเภสัชกรโรงพยาบาลหรือแพทย์เรื่องยาชนิดนั้นก็ได้ จะได้ความกระจ่างชัดเจนในการใช้ยา ตามความสะดวกเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสม ได้ผลดี และปลอดภัย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน

อีโคไล…แบคทีเรียสายพันธ์ุใหม่ที่ควรระวัง

แบคทีเรียชนิดที่มีในร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล หรือ Escherichia ซึ่งพบได้ในลำไล้ของมนุษย์และสัตว์ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และอาการท้องร่วง เป็นต้น แบคทีเรียชนิด อีโคไลจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์

หลักจากพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ระบาดในประเทศอังกฤษ วันนี้นำข้อมูลเกี่ยวกับแบคทีเรียชนิดนี้มาให้ได้รู้จักกันเพื่อเป็นการป้องกันและรับมือหากได้รับเชื้อชนิดนี้

อีโคไล

 

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร

เชื้อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

 

การระบาดของเชื้ออีโคไล

การแพร่ระบาดของเชื้อ อีโคไลเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 20 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่รับประทานอาหารขณะร่วมพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่งในปี 2539-2540

 

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล

จะพบอาการแต่เริ่ม ท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ

 

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล

ระยะฟักตัวของเชื้อ อยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

 

ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล

เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่า คนทั่วไป

 

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.sanook

 

มะเร็งต่อมลูกหมาก

Prostate Cancer

มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง และอาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพกับแพทย์ บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบากแบบเดียวกับอาการของต่อมลูกหมากโต

มะเร็งชนิดนี้มักลุกลามช้า และสามารถมีชีวิตเป็นปกติสุขและยืนยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ไม่มีอาการแสดง

ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่มีอาการแสดงไปตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยการตรวจหาระดับสารพีเอสเอในเลือด เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์เท่าที่ควร

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) ได้แก่ เทสโทสเทอโรน (testosterone) ร่วมกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ (พบว่าผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นโรคนี้ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป) อาหาร (มะเร็งชนิดนี้พบมากในคนอ้วน ผู้ที่กินเนื้อแดงหรือไขมันมาก กินผักผลไม้น้อย) การทำหมัน (พบว่าผู้ชายที่ทำหมันเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำหมัน) และการมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเลือดสูง (เช่น การใช้ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นเวลานานๆ)

อาการ

มะเร็งชนิดนี้มักมีการลุกลามช้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพ

มะเร็งต่อมลูกหมาก

ในรายที่มะเร็งลุกลามเป็นก้อนโตจนเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ก็จะมีอาการแบบเดียวกับต่อมลูกหมากโต กล่าวคือจะเกิดอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งหรือรอนานกว่าจะถ่ายปัสสาวะออกมาได้ ทำให้ใช้เวลาในการถ่ายปัสสาวะนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด และปัสสาวะบ่อย หลังเข้านอนตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นปัสสาวะบ่อย
บางรายอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดออกปนมากับน้ำอสุจิ
ในรายที่มะเร็งแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ถ้ามะเร็งแพร่ไปกระดูกสันหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน จะมีอาการปวดหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน

ถ้าแพร่ไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต้นขาจะมีอาการขาบวม

ถ้าแพร่ไปที่ประสาทสันหลังจะมีอาการขาชาและอ่อนแรง

ถ้าแพร่ไปที่สมองจะมีอาการปวดศีรษะ เดินเซ แขนขาอ่อนแรง

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งนานหรือปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง อาจต้องแยกออกจากโรคต่อมลูกหมากโต โดยการตรวจเลือดดูระดับสารพีเอสเอ (มักพบว่าสูงในมะเร็งต่อมลูกหมาก) และการตรวจชิ้นเนื้อ

ในรายที่ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด อาจเกิดจากเนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก คลำพบว่าต่อมลูกหมากเป็นก้อนแข็งหรือขรุขระ ตรวจพบสารพีเอสเอ (prostate specific antigen-PSA) ในเลือดสูง และทำการตรวจอัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก (transrectal ultrasound-TRUS) และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์

ในรายที่สงสัยว่ามะเร็งมีการแพร่กระจาย แพทย์อาจทำการตรวจสแกนกระดูก (bone scan) ถ่ายภาพด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แพทย์จะกำหนดระยะของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไว้ ดังนี้

ระยะที่ ๑. เป็นระยะเริ่มแรกสุด ที่เริ่มมีการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถคลำพบด้วยนิ้วมือ

ระยะที่ ๒. ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นจนคลำพบได้ด้วยนิ้วมือ แต่ยังจำกัดขอบเขตอยู่ภายในต่อมลูกหมาก

ระยะที่ ๓. มะเร็งลุกลามออกนอกต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง

ระยะที่ ๔. มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือผ่านกระแสเลือดไปยังกระดูก ประสาทไขสันหลัง สมอง หรืออวัยวะอื่นๆ

การดูแลตนเอง

เมื่อสังเกตพบว่ามีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายลำบาก เบ่งนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะลำเล็กหรือลำเบี้ยว กลางคืนต้องลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนในปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์

ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรติดตามรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (มักจะเป็นศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือหมอยูโร หรือ urologist และแพทย์โรคมะเร็ง) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะมีการลุกลามช้า และการบำบัดรักษาสามารถควบคุมโรคได้ค่อนข้างดี ทำให้มีชีวิตได้ยืนยาว ผู้ป่วยจึงควรดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และควรดูแลสุขภาพของตนเองดังนี้

♦ ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
♦ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
♦ กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ให้มากๆ กินโปรตีนจากปลา ถั่วเหลือง และเต้าหู้ ลดเนื้อแดง ไขมัน และน้ำตาล
♦ ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำงานอดิเรกที่ชอบ (เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ วาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ) เจริญสมาธิและสติ พูดคุยปรับทุกข์กับญาติมิตรสนิท เข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้คนต่างๆ รวมทั้งทำงานจิตอาสา หรือสาธารณกุศล
♦ หากมีโอกาสควรเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มมิตรภาพบำบัดโรคมะเร็ง

การรักษา

แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาตามความรุนแรง (มะเร็งลุกลามเร็วหรือช้า) ระยะของโรคที่เป็น อายุของผู้ป่วย รวมทั้งคำนึงถึงผลดีผลเสียของวิธีการรักษา

♦ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ ๑) ไม่มีอาการแสดง (ตรวจพบโดยบังเอิญ) แพทย์จะไม่ให้การรักษาใดๆ แต่จะเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงโดยการตรวจระดับสารพีเอสเอและการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักเป็นระยะๆ ถ้าจำเป็นอาจทำการตรวจชิ้นเนื้อ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีชีวิตที่เป็นปกติสุขอยู่ได้เป็นเวลานาน เนื่องจากมะเร็งมีการลุกลามช้า ไม่คุ้มกับความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากวิธีบำบัดรักษา เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
แต่ถ้าติดตามแล้วพบว่ามะเร็งมีการลุกลามมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัด หรือรังสีบำบัด

♦  ผู้ที่มีสุขภาพทรุดโทรม หรือมีโรคประจำตัวร้ายแรง (เช่น โรคหัวใจ) หรือคาดว่าอยู่นานไม่ถึง ๑๐ ปี หรือมีอายุมากเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดหรือฉายรังสี แพทย์ก็อาจไม่ให้การรักษาใดๆ และเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ในทำนองเดียวกัน

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก และมีอายุต่ำกว่า ๖๕ ปี หรือคาดว่าสามารถอยู่ได้นานเกิน ๑๐ ปี มักจะทำการผ่าตัดต่อมลูกหมาก ซึ่งมีอยู่หลายวิธี รวมทั้งวิธีใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
การผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ นกเขาไม่ขัน (องคชาตไม่แข็งตัว)

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก แต่มีอายุมาก หรือสุขภาพทรุดโทรม หรือปฏิเสธการผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่มะเร็งเริ่มลุกลามออกไปที่บริเวณรอบๆ ต่อมลูกหมาก แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยรังสีบำบัด ซึ่งมีทั้งวิธีฉายรังสีจากภายนอกเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก หรือการฝังเม็ดรังสี (radioactive seeds) ไว้ในเนื้อมะเร็ง
รังสีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการเจ็บปวดขณะถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ปัสสาวะบ่อยหรือต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระเหลว นกเขาไม่ขัน

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วแล้วหรือค่าพีเอสเอเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง แพทย์มักจะให้ฮอร์โมนบำบัด โดยการให้ยาต้านแอนโดรเจนชนิดเม็ด (เช่น bicaltumide, nilutamide, flutamide) หรือฉีดยายับยั้งฮอร์โมน luteinizing hormone-releasing hormone (LH-RH) ทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (เช่น leuprorelin, goserelin)

บางรายแพทย์อาจทำการผ่าตัดอัณฑะออกทั้ง ๒ ข้าง เพื่อไม่ให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเทอโรน)

มะเร็งต่อมลูกหมาก,prostate cancer

 

 

การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา

ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้

หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก

ภาวะแทรกซ้อน

มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้

การดำเนินของโรค

ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว

การป้องกัน

ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
♦ ลดอาหารมัน

♦ กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ

♦ กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง

♦ ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน

♦ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

♦ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน

นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้

แนวโน้ม

โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน

ขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน

 

Detox…มาล้างพิษกันเถอะ

detox,ล้างพิษ

คุณเคยบ้างไหม…รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นระยะเวลายาวนานจนรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไม ตัวฉันถึงไร้พลังกายพลังใจขนาดนี้ แล้วยังไม่สามารถรวบรวมสมาธิทำงานได้นาน ๆ ซึมเศร้าขาดชีวิตชีวา มีปัญหาผิวหนัง ปวดหัว หรือเป็นไข้บ่อย ๆ

ชวนกันไปล้างพิษ (Detoxification)

อาจเป็นไปได้ว่า ร่างกายของคุณกำลังทุกข์ระทมเพราะสะสมพิษไว้ในตัวมากเกินไปแล้ว ใครไม่มีพิษสะสมไว้คงไม่ใช่คนร่วมสมัย เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของเรา

อากาศที่เราหายใจ หรืออาหารที่เรากินเข้าไป ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสำคัญในการสะสมทั้งนั้น ซึ่งเราจะต่อต้านมันได้ด้วยการขจัดพิษเพื่อให้ร่างกายสะอาด สดชื่น มีพลังเพิ่มขึ้นและช่วยให้ระบบอิมมูนซิสเต็ม ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองร่างกายเราได้เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าระบบการดูแลและขจัดพิษ และของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ของเสียที่ยังตกค้าจะไหลเวียนกลับไปในกระแสเลือด ทั่วร่างกาย แล้วก่อตัวอยู่บริเวณอวัยวะที่อ่อนแอที่สุด

เราจะสังเกตอาการต่าง ๆว่ามีพิษไปสะสมอยู่แถวไหนบ้าง ถ้าเป็นบริเวณลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก มักจะท้องผูก ท้องอืด ท้องเสีย บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเพราะเรากินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่ถูกส่วน มีความเครียด ใช้ยาพวกแอนตี้ไบโอติกบ่อย จิบน้ำสีอำพันเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อยไป อาหารที่จะช่วยได้ คือผักใบเขียวที่มีคลอโรฟีลล์มาก ๆ หรือนมเปรี้ยวที่มีแล็กโตบาซิลลัส

ถ้ามีปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เป็นผื่นแพ้บ่อย ๆ ลิ้นขม ปวดศีรษะ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าตับกับไตทำงานหนักเกินไปแล้ว เพราะกรองของเสียเก็บไว้เยอะ องุ่นจะช่วยทำความสะอาดตับไตและผิวหนังได้

พิษที่สะสมในระบบทางเดินหายใจ จะทำให้เป็นหวัดบ่อย ๆ ไอ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ มีเซลลูไลท์ ขาดน้ำ มีปัญหาเรื่องผิวหนัง กระเทียม และวิตามินซีจะช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจของเรา

ขจัดพิษกันเถอะ

การล้างพิษในร่างกาย มีวิธีการต่าง ๆ เช่นสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ หรือการอดอาหาร และการเลือกกินอาหาร รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อการล้างพิษ

คุณกิตติกูล เสารัมณี ผู้ประสบกับโรคมะเร็งตับที่ศึกษาค้นคว้าด้าน macrobiotic มีประสบการณ์ในการล้างพิษภายในร่างกายหลายขนานมาแล้ว พูดถึงการล้างพิษว่า

“สำหรับ คนที่เป็นโรคอย่างผม ผมอดอาหาร หรือดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ 2-3 วัน เช่นดื่มน้ำอ้อยผสมน้ำมะนาว หรือสวนด้วยกาแฟ คนทั่ว ๆ ไปไม่จำเป็นต้องดีทอกซ์ (detox) แบบ สวนกาแฟที่กำลังแพร่หลายกัน เพราะบางคนอาจแพ้กาแฟ หรือไม่มีความรู้จริงเรื่องการทำ การดูแลความสะอาด ปริมาณของกาแฟที่ใช้หรือ ถ้าน้ำกาแฟไม่อยู่ในลำไส้นานถึง 10 นาที ก็เท่ากับเป็นการสวนอุจจาระเฉย ๆ ต้องคำนึงถึงรายละเอียดพอสมควรและลำไส้บางคนอาจเป็นแผล คนที่จะทำได้ต้องไม่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิต หรือไต

“ผมขอแนะนำว่า กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่นข้าวกล้อง ข้าวมันปู ธัญพืช ผัก เต้าหู้ 10 วัน พยายามลดเนื้อสัตว์ นม ไข่ กะทิ ของหวาน ร่างกายเราจะได้อาหารที่บริสุทธิ์ไปสร้างเม็ดเลือดที่บริสุทธิ์ 10 วันที่ถ่ายออกไปก็เท่ากับขับพิษหรือของเสียออกไป”

เราขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการลงมือทำในเวลา 1 เดือน ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรเคร่งครัดมากจนยากเกินจะลองทำ เพื่อเรียกสุขภาพดี ๆ และพลังกลับคืนมา ค่อยเป็นค่อยไปในวันแรก ๆ ไม่ต้องทำเต็มสูตร เพื่อค่อย ๆ ปรับตัวและปรับใจก่อน โดยเริ่มจาก…

เลือกอาหารธรรมชาติ

เลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก ๆ เนื้อสัตว์สีแดง เหล้าเบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล น้ำผึ้ง ชา กาแฟ อาหารกระป๋อง ที่แพ็กมาเป็นห่อ ๆ ฟาสต์ฟู้ด หรือวางอยู่บนชั้นนานแล้ว พวกซอสมะเขือเทศ มายองเนส ลดอาหารพวกไข่ ไก่ ผลไม้ น้ำสลัด และน้ำส้มสายชู ข้าวขัดขาว

กินผักดิบสด ๆ ดีกว่า เพราะจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะผักที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคร็อต มะเขือเทศ บีทรูท รวมทั้งผักใบเขียวต่าง ๆ กินเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ปรุงรสชาติและกลิ่นอาหารด้วยกระเทียม ขิง สมุนไพรต่าง ๆ หันมากินเนื้อปลา โดยเฉพาะพวกปลาน้ำลึก ข้าวหรือพวกแป้งไม่ขัดขาว เช่นข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี มันฝรั่ง ลูกเดือย เปลี่ยนเมนูให้หลากหลายเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารเดิมๆอยู่ทุกวี่วัน ถ้านึกอยากกินสลัดผักสักจาน ทำเองที่บ้านน่าจะดีกว่า เพราะเราเลือกได้ว่าจะซื้อผักปลอดสารพิษมาทำ ล้างสะอาดแค่ไหนก็รู้ด้วยตัวเอง

เพิ่มน้ำ

ร่างกายต้องการน้ำด้วย อย่าลืม ถ้ามีน้ำน้อยเกินไป ก็จะไปขอน้ำจากลำไส้มาใช้ ซึ่งทำให้ของเสียที่อยู่ในล้ำไส้แห้งลงไป กระบวนการขับถ่ายออกจากร่างกายช้าลงสารพิษก็จะถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกายอีก

กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร ด้วยการเริ่มจากน้ำอุ่น ๆ ในตอนเช้า อาจจะเป็นน้ำผลไม้เช่นน้ำมะนาว ช่วงกลางวันดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ 6-8 แก้ว เปลี่ยนจากชากาแฟ เป็นชาสมุนไพรแทน

ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเอง น้ำมะเขือเทศมีวิตามินซีสูง น้ำบีทรูท แคร็อต และเซเลอรี่ เป็นน้ำผักที่บำรุงตับ ถ้ารสชาติไม่เอาไหนเติมน้ำสับปะรด หรือน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อปรุงรสสักนิด ไม่ควรเติมน้ำผลไม้รสหวานมากไป หรือดื่มน้ำผลไม้มากกว่าวันละ 1 แก้ว เพราะว่ามีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ ดื่มน้อยๆดีกว่า

ออกกำลังกายบ้าง

การได้เคลื่อนไหวร่างกาย เท่ากับช่วยการไหลเวียนของเลือดให้เลือดขนส่งออกซิเจนและสารอาหารที่มีคุณค่าได้ดีขึ้น และการทำงานของระบบหายใจก็จะดีขึ้นด้วย

เลือกเดินหรือจ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน แอโรบิก โยคะ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาทีต่อวัน อาทิตย์ละ 3-5 วัน

หัดหายใจ

เชื่อไหมว่าเรายังหายใจกันไม่ค่อยถูกต้อง หัดหายใจใหม่ ถ้ายังหายใจตื้น ๆ สั้น ๆ อยู่ พยายามหายใจให้ยาวขึ้น และหายใจช้าๆ นับ 1 ถึง 4 ในการหายใจเข้าออก 1 ครั้ง การหายใจเข้าลึกๆทำให้เราสูดเอาออกซิเจนเข้าไปได้เต็มที่ และหายใจออกยาว ๆ ก็จะช่วยการขับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

ขัดผิวผ่อง

การขัดผิวนอกจากเพื่อบำรุงบำเรอความงามแล้ว ยังช่วยปรับการไหลเวียนและช่วยยักย้ายถ่ายเทพิษที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อ สู่กระแสเลือด เพื่อขับถ่ายออกไป ใช้แปรงด้ามยาวที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ขัดผิวสัก 5 นาทีก่อนอาบน้ำ หรือนานกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้

เริ่มจากการขัดเท้า น่อง ไปสู่ต้นขา ขัดเหนือสะโพก และขึ้นไปกลางหลัง ไล่ไปที่ต้นแขน ไปที่ไหล่ ลงไปที่อก ตรงไปสู่หัวใจ และขัดจากหลังคอลงมา สุดท้ายก็ขัดวนเป็นวงตามเข็มนาฬิกาแถว ๆ ท้อง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้

ล้างใจให้สะอาด

แม้จะไม่เคยมีใจเป็นแม่พระมาก่อน ก็ต้องลองดู เพราะอารมณ์ที่ไม่เบิกบาน ความโกรธ เสียใจ เครียด เศร้าซึม จะทำให้ร่างกายเราหลั่งสารที่มาทำร้ายตัวเราเองมากเกินไป ในระหว่างกระบวนการขจัดพิษ พยายามละลายอารมณ์เสีย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปแล้ว

  • เปลี่ยนวิธีคิดสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดกับจิตใจ เช่นหัดช่วยเหลือคนอื่น ให้อภัย ยอมแพ้ ลองมองโลกในแง่ดี
  • อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก่อนนอนทำใจให้สบายหรือนั่งทำสมาธิ ไม่เก็บเรื่องรกใจไปนอนด้วย ถ้าหัดล้างใจไว้จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ใจไม่ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งเกินไป
  • ปล่อยวางบ้าง ให้คนอื่นเขาไปแบกบ้าง จิตใจจะได้เบาสบาย
  • หายใจลึก ๆ จังหวะยาว ๆ คิดถึงสิ่งดี ๆ ของตัวเอง ตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง
  • ในวันที่ไม่เร่งรีบ หามุมสงบ ๆ ที่สามารถอยู่นิ่ง ๆ สบาย ๆ
  • ทอดสายตามองทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์สักวันละ 15 นาที

อาการระหว่างล้างพิษ

อย่าตกใจถ้ามีอาการเหล่านี้ เช่น ปวดศีรษะ มีเม็ดสิวขึ้น มีผื่นที่ผิวหนัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หงุดหงิด อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ท้องอืด กลิ่นตัวและลมหายใจไม่สะอาด อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายกำลังกำจัดของเสียต่าง ๆ ออกไป

  • อยู่ปกติแล้วอาการจะเป็นราว ๆ 3 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ หายไป
  • เหนื่อยอ่อนล้าเพราะทำงานหนัก หรือกำลังอยู่ในช่วงเครียดจัดเกินไป ไม่สบาย
  • เพิ่งหายไข้หายหวัด หรือมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต
  • โรคเบาหวาน ตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นม หรืออยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรคอยู่
  • ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน

ข้อควรระวัง

  • ถ้าใช้ช่วงเวลาในการขจัดพิษนานเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
  • การดื่มน้ำผักน้ำผลไม้ปริมาณมาก ๆ อาจจะทำให้ถ่ายท้องมากเกินไป
  • ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป จะไปทำร้ายไตได้ นอกจากนี้ยังไปช่วยกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้นไปอีก
  • อย่าวิตกกังวลเกินเหตุว่า ร่างกายเราได้รับพิษอันมหาศาล หรือเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตายกับการขจัดพิษมากเกินไป เพราะแทนที่ผลออกมาจะสบาย กลับให้ผลตรงกันข้าม ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนซีเรียส ท่องไว้เบา ๆ ว่า…”อย่าซีเรียส”

ถ้าสามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองอยู่ในกระบวนการขจัดพิษใน 1 เดือน แล้วจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้น ผิวหนังสะอาดขึ้น ดวงตาสดใส ท้องผูกน้อยลง น้ำหนักลด อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดระดับความวิตกกังวลไปได้ดีเชียวค่ะ ลองดู

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

วิธีดูแลสุขภาพฟันและช่องปาก

แปรงสีฟัน

ง่ายๆนิดเดียวค่ะ..โดยการดูแลแปรงสีฟันของเราให้สะอาด เพราะในช่องปากของคนเรานั้นมักจะสะสมแบคทีเรียไว้มากที่สุด เวลาแปรงฟันแบคทีเรียเหล่านั้นก็จะถูกสะสมอยู่ในแปรงสีฟันจนกลายเป็นเชื้อโรค ฉะนั้นหากว่าใคร ไม่อยากให้แปรงสีฟันของตัวเองเป็นตัวก่อโรคก็มาดูวิธีดูแลแปรงสีฟันกันเลยดีกว่าค่ะ

มาดูรายละเอียดกันค่ะว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

6 วิธีดูแลแปรงสีฟัน

1. เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน

2. อย่าใช้แปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น

3. ลองขอคำแนะนำในการใช้แปรงและแปรงฟันให้ถูกวิธีจากทันตแพทย์

4. อย่าใช้แปรงที่มีขนแปรงแข็งเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดแผลที่เหงือกและทำให้แบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย

5. ถ้าเก็บแปรงสีฟันไว้ในห้องน้ำ ควรเก็บในปลอกให้เรียบร้อยไม่ควรวางทิ้งไว้ หรือเสียบใส่ในแก้วน้ำเฉยๆ

6. ใช้น้ำร้อนทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคให้แปรงสีฟันบ้างและน้ำร้อนยังทำให้ขนแปรงที่แข็งอ่อนนุ่มลงด้วย