Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

ระวังอาหารเป็นพิษช่วงปีใหม่

 

อาหารเป็นพิษ

 

รมช.สธ. เผยช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับบ้านและมีการเลี้ยงสังสรรค์กันบ่อยในทุกพื้นที่ ขอประชาสัมพันธ์ เตือนประชาชนให้ระวังการเกิดอันตรายจากเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ รวมถึงแนะกินอาหารปรุงสุก สะอาด และวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการ ส่วนพ่อค้าแม่ค้าอย่าหยิบจับอาหารโดยตรงด้วยมือเปล่า และไม่ใช้อุปกรณ์สัมผัสอาหารดิบและสุกร่วมกัน

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีจะมีประชาชนจำนวนมากที่ทำงานเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในจังหวัดต่าง ๆ เดินทางกลับภูมิลำเนา ประชาชนจำนวนมากต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและสถานีรถไฟ ในระหว่างรอรถโดยสารจะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าไปรับประทานอาหารในศูนย์อาหารหรือร้านอาหารที่มีอยู่ในทุกสถานีหรือซื้ออาหารไปรับประทานในระหว่างเดินทาง ซึ่งถ้าอาหารนั้นไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้บริโภคอาหารนั้นจะมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง ท้องเสีย หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ ประจำปี 2555 เพื่อแจ้งเตือนภัยและให้ข้อมูลในการประกอบอาหารหรือเลือกรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการตรวจวิเคราะห์หาจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในอาหารพร้อมบริโภค รวมจำนวน 76 ตัวอย่าง โดยตรวจหาเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella spp.) เชื้อวิบริโอ คอเลอเรีย (Vibrio cholerae non01/non0139) และเชื้อวิบริโอ พาราฮิโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) ผลการตรวจวิเคราะห์พบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ เชื้อซัลโมเนลลา 4 ตัวอย่าง และเชื้อเชื้อวิบริโอ คอเลอเรีย จำนวน 3 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 5.3 และ 3.9 ตามลำดับ ส่วนเชื้ออื่นๆ ตรวจไม่พบ

รมช.สาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า จากข้อมูลกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเรื่องการเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารพร้อมบริโภคที่วางจำหน่ายตามสถานที่ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ายังมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื้อเหล่านี้ส่วนใหญ่จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นไข้ บางรายอาจเกิดอาการช็อก หมดสติและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทั้งนี้การรักษาอาการเบื้องต้นทำได้โดยให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือโออาร์เอส เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำของร่างกายเป็นระยะ โดยหลังดื่มแล้ว 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นให้นำส่งโรงพยาบาลทันที

อย่างไรก็ตามผู้บริโภคสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคได้ โดยเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หรืออาหารที่มีการอุ่นให้ร้อนเสมอ และบรรจุภาชนะสะอาดมีฝาปิด ขณะเดียวกันผู้ขาย ควรมีการอุ่นอาหารให้ร้อนอยู่เสมอหรืออุ่นทุก 2 ชั่วโมง ไม่หยิบจับอาหารโดยตรงด้วยมือเปล่า ไม่ใช้อุปกรณ์สัมผัสอาหารดิบและอาหารสุกร่วมกัน และอาหารที่ปรุงสุกแล้วให้ใส่ในภาชนะมีฝาปิด รวมทั้งแต่งกายสะอาด สวมผ้า/หมวกคลุมผม ใส่ผ้ากันเปื้อนที่สะอาดไม่ไอหรือจามขณะหยิบจับหรือตักอาหาร เท่านี้ผู้ประกอบการจะมีส่วนช่วยลด หรือป้องกันการเปิดโรคอาหารเป็นพิษไปสู่ผู้บริโภคได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

ASTV newspaper 

การกินดื่มที่ถูกต้องก่อนออกกำลังกาย

 

 

ถ้าไม่อยากร้องไห้กับหมอนจดไว้เลยว่า เมื่อต้องกินอาหารก่อนออกกำลังกาย คุณควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เช่น อาหารประเภทผลไม้ กล้วย แอปเปิ้ล ขนมปังปิ้ง ขนมปังโฮลวีต แครกเกอร์ หรือน้ำผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะก็คือควรได้พลังงานคาร์โบไฮเดรต 200-300 กรัมในช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมงก่อนการออกกำลังกาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายทำให้ไกลโคลเจนที่สะสมไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อถูกใช้ไปจึงต้องมีการสะสมขึ้นมาใหม่ทดแทน หลังการออกกำลังกายประมาณ 30 นาที ร่างกายจึงควรได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 50 กรัม และโปรตีนอีก 15-20 กรัม เพื่อทำให้สะสมไกลโคลเจนได้เร็วขึ้น และซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น อาหารหลังออกกำลังกายจึงควรเป็นประเภทย่อยง่าย เช่น นม ช็อกโกแลตไขมันต่ำ ขนมปังโฮลวีต น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย น้ำผลไม้ปั่น เป็นต้น

ในคนปกติอาจจะดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร แต่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้ว คุณอาจจะต้องดื่มน้ำให้ได้ถึงวันละ 3 ลิตรเลยทีเดียว เพราะในขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา ร่างกายจะใช้พลังงานที่เกิดจากการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ผลจากกระบวนการเผาผลาญดังกล่าว ทำให้ร่างกายถ่ายเทความร้อนออกนอกร่างกาย โดยการขับเหงื่อออกมาทางรูขุมขนบนผิวหนัง ถ้าหากร่างกายสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายไปมาก ร่างกายก็จะขาดน้ำมาก ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายแปรปรวนได้

ข้อสำคัญที่เราควรใส่ใจเรื่องการดื่มเป็นพิเศษก็คือ ก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยประมาณ 2 แก้ว แต่ไม่ควรเกิน 6 แก้ว ทำไมนะหรือ ก็เพราะกระเพาะอาหารของคนเรามีความสามารถในการดูดซึมน้ำ ได้ไม่เกิน 6 แก้ว ในเวลา 1 ชั่วโมง ส่วนช่วงเวลาระหว่างออกกำลังกายนั้น เราไม่ควรดื่มในปริมาณที่มากจนเกิดปัญหาแน่นจุกท้อง ผู้เชี่ยวชาญแนะให้จิบน้ำไม่เกินครึ่งแก้ว เพื่อแก้กระหายระหว่างออกกำลังกาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เท่านั้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

สสส

 

มะเร็งกล่องเสียง..คุณก็มีโอกาสเป็นได้

 

มะเร็งกล่องเสียง

ชื่อภาษาอังกฤษ  

Laryngeal cancer

สาเหตุ 
ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่และจะพบมากขึ้นในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี (human papilloma virus : HPV) การสัมผัสสารใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ สี และสารเคมีบางชนิด (เช่น กรดกำมะถัน) การระคายเคืองเรื้อรังจากโรคกรดไหลย้อน ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะขาดสารอาหารซึ่งมักพบร่วมกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด

อาการ 
ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเสียงแหบติดต่อกันนานเกิน ๓ สัปดาห์ โดยไม่มีอาการเจ็บคอหรือเป็นไข้
บางครั้งอาจมีอาการกลืนลำบากหรือสำลักร่วมด้วย ระยะต่อมาอาจพบมีเลือดออกปนกับเสมหะ หายใจลำบาก มีก้อนแข็ง (ต่อมน้ำเหลืองโต มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๑ ซม.) ที่ข้างคอข้างหนึ่ง

การแยกโรค
อาการเสียงแหบ อาจเกิดจากความผิดปกติของกล่องเสียงด้วยสาเหตุอื่น เช่น
•    กล่องเสียงอักเสบ (laryngitis) จากการติดเชื้อ มักมีอาการไข้หวัด เจ็บคอ ไอร่วมกับอาการเสียงแหบ ซึ่งมักจะหายได้ภายใน ๑-๒ สัปดาห์
•    กล่องเสียงอักเสบ จากการระคายเคือง เช่น การใช้เสียงมาก (เช่น ร้องเพลง สอนหนังสือ บรรยาย เทศนา) การสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา มักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เวลาหยุดใช้เสียงหรือหยุดเสพบุหรี่หรือสุรา อาการเสียงแหบจะดีขึ้นได้เอง
•    โรคกรดไหลย้อน มักมีอาการเสียงแหบช่วงหลังตื่นนอน ตอนสายๆ ก็จะทุเลา ซึ่งจะเป็นทุกวันติดต่อกันเป็นแรมเดือน จนกว่าจะได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบท้อง เรอเปรี้ยวขึ้นลำคอร่วมด้วย แม้จะเป็นเรื้อรังแต่ก็มักจะไม่มีอาการเลือดออกปนเสมหะ หรือมีก้อนแข็งข้างคอตามมา
•    ติ่งเนื้อหรือปุ่มเนื้อที่สายเสียง ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง อาจหายได้เองหรือรักษาด้วยการตัดออก ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบเรื้อรัง เกิน ๓ สัปดาห์ขึ้นไป คล้ายกับมะเร็งกล่องเสียง
•    ภาวะขาดไทรอยด์ (hypothyroidism) ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบ ร่วมกับอาการหน้าและหนังตาบวมฉุ ผมบางและหยาบ ผิวหนังหยาบแห้งและเย็น ทำอะไรเชื่องช้า คิดช้า เฉื่อยเนือย รู้สึกขี้หนาว ท้องผูก

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยมะเร็งกล่องเสียงเบื้องต้นโดยการใช้กระจกส่องคอตรวจพบเนื้องอกที่กล่องเสียง แล้วใช้กล้องตรวจส่องกล่องเสียง (laryngoscopy) และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์พบว่าเป็นเซลล์มะเร็ง

การดูแลตนเอง
ผู้ที่มีอาการเสียงแหบ ถ้าพักเสียง หยุดสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา หรือให้การรักษาอาการไข้หวัด เจ็บคอ ไอ ที่มีร่วมด้วย หากอาการเสียงแหบไม่ทุเลาภายใน ๑ สัปดาห์ หรือมีอาการเสียงแหบต่อเนื่องทุกวันนานเกิน ๓ สัปดาห์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจากโรคไม่ร้ายแรง (เช่น เนื้องอกธรรมดา โรคกรดไหลย้อน) ส่วนน้อยที่อาจเป็นมะเร็งกล่องเสียง

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง ผู้ป่วยควรรักษาและฝึกพูดตามคำแนะนำของแพทย์
ปัจจุบันตามโรงพยาบาลใหญ่ จะมีสมาคม/ชมรมผู้ไร้กล่องเสียง ที่ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด โดยให้ผู้ป่วยดูแลช่วยเหลือกัน ทั้งด้านกำลังใจ การดูแลสุขภาพ และการฝึกพูด

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกล่องเสียงใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกผ่าตัดกล่องเสียง พูดไม่ได้ สื่อสารลำบาก มักเสียกำลังใจ และรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ญาติๆ ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคม/ชมรมดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ รู้จักดูแลตนเอง จนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

การรักษา 
เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง แพทย์จะให้การรักษาตามแนวทางดังนี้
•    ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม จะรักษาโดยการฉายรังสีเป็นหลัก หรือผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ ทำให้รักษากล่องเสียงไว้ได้ และผู้ป่วยสามารถพูดได้เป็นปกติ
•    ถ้าเป็นระยะลุกลาม ก็จะรักษาด้วยการผ่าตัดกล่องเสียงร่วมกับการฉายรังสี บางรายอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะพูดไม่ได้เป็นปกติ และต้องฝึกพูดด้วยการเปล่งเสียงผ่านหลอดอาหาร (esophageal speech) หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพูด (electrolarynx)

ภาวะแทรกซ้อน
หากปล่อยทิ้งไว้ มะเร็งจะลุกลามไปยังบริเวณรอบข้าง ทำให้กลืนลำบาก หายใจลำบาก ระยะท้ายมะเร็งจะลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่น ที่พบบ่อยคือปอด ตับ และกระดูก

การดำเนินโรค
หากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งก็มักจะลุกลามแพร่กระจาย จนทำให้เสียชีวิตได้
แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถช่วยให้หายขาด และพูดได้เป็นปกติ
ในรายที่เป็นระยะลุกลาม และได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ก็มักจะมีชีวิตยืนยาว และสามารถฝึกพูดจนสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้

การป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ กรดกำมะถัน
3. หากเป็นโรคกรดไหลย้อน ควรรับการรักษาอย่างจริงจัง
4.  กินผักและผลไม้ให้มากๆ และได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและสมดุล

ความบ่อยในการเกิดขึ้น
มะเร็งกล่องเสียงพบได้ประมาณร้อยละ 3 ของมะเร็งทั้งหมด พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 10 เท่า และพบบ่อยในผู้สูงอายุที่มีประวัติสูบบุหรี่จัดมานาน โดยเฉลี่ยอายุผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 60-70 ปี

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย

เรามักได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการกินและข้อควรปฏิบัติ เช่น คนที่ร้อนในง่ายห้ามกินของร้อน (คุณสมบัติหยาง) ของทอดๆ มันๆ ของเผ็ด เช่น

 

  • กินทุเรียนแล้วห้ามกินเหล้า
  • กินทุเรียนแล้วควรกินมังคุดหรือกินน้ำเกลือตาม
  • กินลำไยมากระวังตาจะแฉะ
  • เวลาเริ่มเป็นหวัด เจ็บคอ ควรกินพวกยาขม
  • เวลาร้อนใน ให้กินน้ำจับเลี้ยง หรือกินน้ำเก๊กฮวย
  • หญิงปวดประจำเดือนห้ามกินของเย็น (ลักษณะยิน) เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว
  • คนที่กินยาบำรุงจีน ห้ามกินผักกาดขาว หัวไชเท่า ฯลฯ เพราะจะล้างยา (ทำไมฤทธิ์ของยาน้อยลง) ฯลฯ

 

คำกล่าวเหล่านี้ก็มีในทัศนะทางการแพทย์แผนจีนมาจากพื้นฐานที่ว่า “อาหารคือยา อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน” การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องประยุกต์เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เป็นจริงของบุคคล เงื่อนไขของเวลา และสภาพภูมิประเทศ (สิ่งแวดล้อม) จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ

ในแง่ของคนไข้ การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม จะทำให้โรคร้ายทุเลาลง ช่วยเสริมการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกันการเลือกอาหารไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ย่อมทำให้โรคร้ายรุนแรง กำเริบและบั่นทอนสุขภาพมากขึ้น

หลักการหลีกเลี่ยงอาหารในขณะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือภายหลังการฟื้นจากการเจ็บป่วย

 

1. คนที่เป็นไข้หวัด ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก อาหารที่เย็นมาก หรืออาหารทอด อาหารมัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือน “อาหารเชื้อเพลิง” หรือการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

2. คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายทำให้โรคหายยาก แนะนำให้กินอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง กินอาหารตามเวลา และเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย

3. คนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาหลอดเลือดแข็งตัว (ตามภาวะความเสื่อมของร่างกาย) ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ตับ สมอง ถั่ว น้ำมันหมู ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ น้ำมันเนย รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย(ความชื้นมีผลให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนต่อร่างกายทุกระบบ ความร้อนทำให้ภาวะร่างกายถูกกระตุ้น ทำให้ความดันสูง) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด (ฤทธิ์กระตุ้น) หรืออาหารหวานมาก เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน ฯลฯ (คุณสมบัติร้อน) เราคงได้ยินบ่อยๆว่า มีคนที่เป็นโรคความดันสูง แล้วไปกินทุเรียนร่วมกับเหล้า แล้วหมดสติ เสียชีวิต จากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

4. คนที่เป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอดๆ มันๆ อาหารหวานจัด เพราะแผนแพทย์จีนถือว่าตับ ถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของการรับสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้เกิดเลือด พลัง การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนความชื้น ทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

5. คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะรสเค็มทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า เป็นภาระต่อหัวใจในการทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ขณะเดียวกัน อาหารที่มีรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ต้องสูญพลังงานมาก และหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยสรุปคือ ต้องลดการทำงานของหัวใจและไต โดยไม่เพิ่มปัจจัยต่างๆที่เป็นโทษเข้าไป

6. คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ แนะนำอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด ฯลฯ

7. คนที่นอนหลับไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เพราอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือทำให้หลับไม่สนิท

8. คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือท้องผูก ต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภท กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้มีความร้อนในตัวสะสมมาก ทำให้ท้องผูก ทำให้เส้นเลือดแตกและอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

9. คนที่มีอาการลมพิษ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคหอบหืด ควรเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ ผลิตภัณฑ์นมหรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ รวมทั้งรสเผ็ด เพราะสารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นและทำให้มีอาการผื่น ผิวหนังกำเริบ

10. คนที่เป็นสิว หรือมีการอักเสบของต่อมไขมัน ควรงดอาหารเผ็ดและอาหารมัน เพราะทำให้สะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด (ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย) ทำให้เกิดสิว

 

อาหารดิบ ไม่สุก : ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก ทำให้เสียสมรรถภาพการย่อยดูดซึมอาหารตกค้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ขาดสารอาหาร

อาหารร้อนเกินไป : ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก มีความร้อนความชื้นสะสม เกิดความร้อนในร่างกายมากเกินไป ไปกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ เช่น กระทบปอด ลำไส้ ทำให้ท้องผูก เจ็บคอ ปากเป็นแผล กระทบตับ ทำให้ความดันสูง ตาแฉะ อารมณ์หงุดหงิด กระทบไต ทำให้ปวดเมื่อยเอว ผมร่วง ฯลฯ

อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด : จะได้สารและพลังจากธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเห็นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้กินผักสด ผลไม้สด การเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีการปรุงแต่งที่มากเกินไปจะทำให้อาหารฮ่องเต้กลายเป็นอาหารชั้นเลวในแง่หลักโภชนาการ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้

โรคไข้เลือดออก

ขวดพลาสติก BPA..เสื่ยงสมองเสื่อม

สมุนไพรแก้โรคเสื่อมสมรรภภาพ

ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก

การเตรียมการรับน้ำท่วม

นำ้ท่วม

 

ปัญหาอุทกภัยในปีนี้ก่อให้เกิความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนชาวไทย ดังนั้นเราควรที่จะศึกษาและเตรียมการป้องกันให้ดีก่อนที่เราจะประสบกับปัญหานั้นด้วยตนเอง

เรามีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการเตรียมการรับนำ้ท่วมมาแบ่งปันกันค่ะ

 

 

คลิ๊กที่ลิงค์ 2 ทีนะคะ

คู่มือเตรียมการก่อนน้ำท่วม

เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วม

วิธีกันน้ำเข้าบ้านโดยไม่ใช้กระสอบทราย

วิธีการขับรถลุยน้ำท่วม

17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม

 

ในขณะนี้ หลายบ้าน หลายครอบครัว โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถูกน้ำท่วม ต่างก็เร่งกักตุนอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพ เอาไว้ช่วยเหลือตัวเองในยามที่ต้องรับมือกับสภาพบ้านจมน้ำ

วันนี้ ห้างขายยาตราเสือมังกร จึงนำข้อมูลจากสภากาชาดไทยมาบอกกันว่า ข้าวของที่ควรเตรียมไว้ในถุงยังชีพ ควรมีอะไรบ้าง เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือ หรือจะได้หาซื้อเพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ได้รับความเดือดร้อนจากทุกสารทิศต่อไป

1. อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง พร้อมที่เปิดกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ปลาราดพริก น้ำพริกกระปุก เนื้อเค็ม ไข่เค็ม หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 3 วัน
2. ข้าวหอมมะลิกระป๋อง และข้าวสาร หรือหากเดินทางไปแจกด้วยตนเอง อาจซื้อข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อหรือหมูทอดใส่ถุงเพราะไม่บูดง่าย
3. น้ำดื่ม เครื่องดื่มแพ็คกล่อง และขนมปังกรอบ ขนมถุงต่าง ๆ ที่เด็กชอบ นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ สำหรับถวายพระฉันหลังเพล
4. นมผง และขวดนมสำหรับเด็กเล็ก พร้อมด้วยกระติกน้ำร้อนขนาดเล็ก ชนิดเสียบไฟได้
5. กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน ควรมีถ่านสำรองด้วยหลาย ๆ ชุด เทียนไข และไฟแช็ค
6. ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผลสด ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ไข้แก้หวัด ยาแก้ไอ เจ็บคอ เกลือแร่ซอง ยาแก้ท้องเสีย โลชั่นกันยุง ยาแก้คัน และยารักษาเชื้อรา-น้ำกัดเท้า
7. กระดาษทิชชู และกระดาษชำระแบบเปียก ใช้สำหรับการชำระล้างเพื่อสุขอนามัย
8. ถุงดำสำหรับใส่ขยะ พร้อมเชือกฟางหรือหนังยาง สำหรับมัดปากถุง
9. ผ้าอนามัย และยาคุมสำหรับผู้หญิง ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ กระโถน ถุงก๊อบแก๊บพร้อมที่นั่งถ่ายแบบของคนป่วย
10. เสื้อชูชีพ จำเป็นมากสำหรับคนแก่ คนป่วย และเด็ก ที่ควรมีไว้ประจำตัว
11. รองเท้าแตะยาง เสื้อกันฝน หมวกกันแดด ร่ม เสื้อยืด สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขาวม้า ผ้าถุง กางเกงในกระดาษ หน้ากากกันฝุ่น
12. นกหวีด เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
13. เชือกไนลอนเส้นยาว ๆ สำหรับผูกของ ตากผ้า ฯลฯ
14. กระจกเล็ก ๆ เอาไว้สะท้อนแสงขอความช่วยเหลือ
15. แผ่นพลาสติกและเทปกาว เพื่อใช้ในการทำที่หลบภัยภายในที่พัก 


ทั้งหมดนี้ เป็นรายการสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ซึ่งท่านที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถจัดเตรียมและนำไปมอบให้ได้ด้วยตนเอง หรือผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เปิดรับได้ หรือสำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะถูกน้ำท่วม ก็สามารถจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อยค่ะ

 

วิธีการทำน้ำให้สะอาดเพื่อบริโภค
วิธีทำน้ำดื่มให้สะอาด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ
กระปุกดอทคอม
สภากาชาดไทย