Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร

 

oil-pulling, ออยล์พูลลิ่ง, coconut-oil-cold-pressed, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันงา

 

ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านาน เป็นศาสตร์อายุรเวชโบราณที่รู้จักกันในชื่อ Kavala Graham นิยมปฏิบัติกันในสายแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัด ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535

Oil pulling ได้รับการยอมรับว่าสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกโดยเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคภัย การอมน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (10 ml.) ไว้ในปากและเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ทั้งดูด ดึง และดันประมาณ 15-20นาที และบ้วนทิ้งไป จะลดจำนวนแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัวที่อยู่ในปากเรา

อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคให้น้อยลงหรือหมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

Oil pulling ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมัน (ซึ่งเซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันกับน้ำมันเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นน้ำมันที่คุณเอาเข้าปากเพื่อทำออยล์พูลลิ่งจึงสามารถดูดแบคทีเรียในปากของคุณได้ และนี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

ส่วนน้ำมันที่ใช้ในการทำ Oil pulling นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (cold-pressed coconut oil) อย่างเดียว คุณสามารถนำน้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงามาใช้แทนก็ได้ และเวลาที่ดีที่สุดในการทำ Oil pulling คือตอนเช้าหลังตื่นนอนแต่ก่อนแปรงฟัน

โรคที่ออยล์พูลลิ่งสามารถรักษาให้หายได้

  • โรคปวดหัว
  • โรคปวดฟันหรือโรคเกี่ยวกับช่องปาก
  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • โรคเรื้อนกวาง
  • โรคผิวหนัง
  • โรคกระเพาะและโรคเกี่ยวกับลำไส้
  • โรคหัวใจ
  • โรคไต โรคตับ โรคปอด

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาสตรี 2000
บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

ยาเยนเยน
แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

ดื่มน้ำเยอะแต่ดื่มไม่ถูกเวลา นำมาซึ่งโรคภัย

ดื่มน้ำ

คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงมีปัญหาสุขภาพมากมาย พอโรคนี้หาย โรคนั้นก็ถามหา หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายคุณรวนและนำไปสู่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยคือ ระบบย่อยทำงานบกพร่อง เนื่องมาจากการดื่มน้ำไม่ถูกวิธี เรามีเคล็ดลับการดื่มน้ำง่ายๆที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติได้มาฝากค่ะ

1. ดื่มน้ำให้พอเพียงกับน้ำหนักตัว โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้
น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร 2 คูณ 2.2 คูณ 30 = ปริมาณน้ำเป็นซีซี (cc.)
นำผลลัพธ์หารด้วย 200 เพราะน้ำหนึ่งแก้วเทียบเท่าปริมาณ 200 ซีซี

ทีนี้คุณก็พอทราบแล้วใช่ไหมคะว่าควรดื่มนำ้กี่แก้วในหนึ่งวัน

2. ตื่นเช้า (ก่อนแปรงฟัน) ควรดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง 1-2 แก้ว เพื่อเป็นการชำระของเสียในร่างกาย

3. หลังจากนั้นให้ใช้การจิบบ่อยตลอดทั้งวัน ไม่ใช่รอให้กระหายก่อนแล้วจึงตะบี้ตะบันดื่ม
ถ้าดื่มรวดเดียวหมด 1-2 แก้ว คุณจะหายกระหายน้ำ ณ เวลานั้นแต่ร่างกายคุณจะอยู่ในสภาวะขาดน้ำ เพราะน้ำที่ร่างกายได้รับในปริมาณมากๆในคราวเดียวจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่ต้องถูกขับทิ้งออกมาในรูปของปัสสาวะ ผลก็คือไตจะทำงานหนัก คุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตในอนาคต

ดื่มน้ำ

4. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม กาแฟ สุรา เบียร์

5. งดดื่มน้ำ 15 นาที ก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร หรือหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ หรือถ้าจะดื่มก็สามารถดื่มได้ แต่ทั้งสามเวลานี้ ดื่มน้ำรวมไม่ควรเกิน ครึ่งแก้ว และหลังจากทานอาหารแล้ว 40 นาที จึงจะดื่มน้ำได้ตามปกติ เพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเข้มข้นพอที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ง่ายๆแค่นี้ ลองปฏิบัติกันดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าสุขภาพคุณดีขึ้นได้จริงๆค่ะ

 

ยาเยนเยน
แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

โรคไข้เลือดออก

ยุงลาย

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ยุงลายจะได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่จากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและแพร่ไปสู่ผู้ป่วยคนอื่นๆ ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ ส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โรคนี้จะระบาดทุกปีในช่วงฤดูฝน หรือช่วงเดือนพฤษภาคมถึง เดือนกันยายน ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น เชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotype) คือ DEN1, DEN2, DEN3, DEN4 การติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในครั้งแรก เรียกว่า การติดเชื้อปฐมภูมิ (Primary infection) อาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง อีกทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ที่เป็น คือประมาณ 6-12 เดือน ส่วนการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่เหลือในครั้งต่อไป เรียกว่าการติดเชื้อทุติยภูมิ (Secondary infection) มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนสูง

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย Aedes Aegypti ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกี Dengue Virus จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและ ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ยุงลายจะออกหากินในตอนกลางวัน มักหลบซ่อนตัวในที่มืด อาศัยและวางไข่ทั่วไปในชุมชน แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะอยู่ตามโอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรองกระถางต้นไม้ ยาง รถยนต์เก่า กระป๋อง กะลา เป็นต้น

การวินิจฉัย

ส่วนใหญ่มักวินิจฉัยจากอาการ อาการที่เป็นรูปแบบเฉพาะคือการมีไข้สูงโดยไม่ปรากฏตำแหน่งที่ทำให้เกิดไข้ชัดเจน มีผื่นขึ้น มีเกล็ดเลือดต่ำ และเม็ดเลือดขาวต่ำ ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อแยกจากโรคตับระยะสุดท้ายเนื่องจากมีลักษณะคล้ายกัน

นิยามของโรคไข้เลือดออกโดยองค์การอนามัยโลกนั้นใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 โดยต้องมีลักษณะครบทั้ง 4 ประการ

  • มีไข้ มีปัญหาทางกระเพาะปัสสาวะ ปวดศีรษะเรื้อรัง มึนงงอย่างมาก และเบื่ออาหาร
  • มีแนวโน้มจะมีเลือดออก (ทูนิเกต์เทสท์ให้ผลบวก มีจ้ำขึ้นเอง มีเลือดออกทางเยื่อบุ เหงือก แผลเจาะ ฯลฯ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือด)
  • เกล็ดเลือดต่ำ (น้อยกว่า 100,000 ตัวต่อหนึ่งไมโครลิตร หรือประมาณน้อยกว่า 3 ตัว ต่อหนึ่งมุมมองกล้องกำลังขยายสูง)
  • ปรากฏหลักฐานของการเสียพลาสมาจากหลอดเลือด (ความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงสูงกว่าที่ประมาณไว้มากกว่าร้อยละ 20 หรือลดลงเกินกว่าร้อยละ 20 ปรากฏมีของเหลวในเยื่อหุ้มปอด มีของเหลวในช่องท้อง หรือมีโปรตีนต่ำในกระแสเลือด)
  • มีภาวะสมองอักเสบ

อาการของไข้เลือดออกไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่รีบรักษา ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อคและอาจเสียชีวิต

ระยะไข้สูง
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส อย่างเฉียบพลัน เป็นเวลา 2-7 วัน บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง ไม่มีน้ำมูกหรือไอ เบื่ออาหาร อาเจียน ตับโต กดเจ็บ มีผื่นตามตัว มีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามผิวหนัง ลำตัว แขน ขา รักแร้ เนื่องจากเส้นเลือดเปราะหรือการทำ Tourniquet test จะพบจุดเลือดออก และให้ผลบวก อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ

ระยะวิกฤติ (ระยะช็อคและเลือดออก)
อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อคเมื่อไข้ลดลงกระทันหัน (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) ผู้ป่วยจะมีมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ้าให้การรักษาไม่ทัน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 12-24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนและได้รับการรักษาทันและถูกต้องระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชัวโมง แล้วเข้าสู่ระยะฟื้นตัวของร่างกาย จะเริ่มรู้สึกอยากอาหาร ซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผู้ป่วยพ้นระยะอันตราย

ระยะฟื้น
อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันโลหิตและชีพจรกลับเป็นปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขา ปลายมือปลายเท้าและมีอาการคัน

ลักษณะสำคัญของไข้เลือดออกคือ

  • ไข้สูงเฉียบพลัน ประมาณ 2-7 วัน
  • เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
  • บางรายอาจมีจุดเลือดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา อาจมีกำเดาออก หรือเลือดออกตามไรฟัน และถ่ายอุจาระดำเนื่องจากเลือดออก และอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้
  • ในรายที่ช็อคจะสังเกตได้จากการที่ไข้ลดแต่ผู้ป่วยซึมลง ตัวเย็น หมดสติและเสียชีวิตได้

การรักษา

  1. ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
  2. เช็ดตัวลดไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการชัก
  3. ให้ยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอล “ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพริน” เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกง่าย
  4. ให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร อาเจียนและอ่อนเพลีย ควรให้ดื่มน้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ โดยดื่มทีละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อยๆ
  5. ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย
  6. เมื่อสงสัยว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก โดยมีไข้สูงลอย เกิน 38.5 องศาเซลเซียส นานเกิน 2 วัน หรือหน้าแดง คอแดง ปวดศีรษะ หรือปวดกระบอกตา ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว จะทำให้ลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้

เมื่อไรจะให้กลับบ้าน

1. ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้  และผู้ป่วยอยากอาหาร
2. ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
3. ความเข้มของเลือดคงที่
4. 3 วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
5. เกร็ดเลือดมากกว่า 100000
6. ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด

วิธีป้องกัน

  • พยายามไม่ให้ยุงกัด
  • ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง
  • ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
  • รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาลหรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้นและควบคุมโรคก่อนที่จะมีการระบาดเพิ่ม

การพัฒนาวัคซีนและยา

ยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัสเดงกี่ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออกจำหน่ายในตลาด เนื่องจากยังอยู่ในขั้นการทดลองและพัฒนาอยู่ การเร่งพัฒนาวัคซีนอย่างจริงจังนั้นเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 สำหรับประเทศไทย ได้มีการทดสอบวัคซีนไวรัสไข้เลือดออกในอาสาสมัครจำนวน 3,000-5,000 คน หลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบในสัตว์และอาสาสมัครกลุ่มเล็ก และขณะนี้วัคซีนที่ถูกเลือกได้เข้าสู่การทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้ว ปัญหาสำคัญของการพัฒนาวัคซีนคือการที่ไวรัสมีจำนวนสายพันธุ์ถึง 4 สายพันธุ์ ทำให้วัคซีนที่พัฒนาออกมาต้องยับยั้งได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ อีกทั้งกลไกการติดเชื้อของไข้เลือดออกนั้นยังมีความซับซ้อน

อ้างอิงข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพโรงพยาบาลปิยเวช โรงพยาบาลพญาไท
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) ในผู้ชาย หมายถึงการที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพการแข็งตัว ได้เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ บางคนอาจจะหลั่งเร็ว บางคนอาจจะมีอาการปวดเวลาหลั่ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไม่พอ

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปกติทางเพศที่พบในเพศชาย ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ความจืดชืดของลีลารักระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โรคประจำตัวหรืออาการเจ็บป่วย การรับประทานยาบางอย่างเช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจมีผลทำให้เกิดการเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

การแข็งตัวขององคชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

อวัยวะเพศของผู้ชายประกอบไปด้วยท่อสามท่อเหมือนพองน้ำเรียกว่า corpus carvernosum สองท่อวิ่งขนานกับท่อปัสสาวะ อยู่ด้านบน และ corpus spongiosum 1 ท่อวิ่งอยู่ด้านล่าง เมื่ออ่อนตัวความยาวอยู่ประมาณ 8.8 ซม.เมื่อได้รับการกระตุ้นเลือดจะเข้าท่อฟองน้ำทำให้มันสามารถขยายได้มากถึง 7 เท่าทำให้อวัยวะเพศใหญ่ขึ้นและแข็งตัวขึ้นและมีความยาว 12.9 ซม.ตราบเท่าที่ยังมีการตื่นเต้นทางเพศอวัยวะเพศก็ยังแข็งตัว แต่เมื่อมีการหลั่งเลือดออกจากอวัยวะเพศทำให้มีการอ่อนตัว

และการที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวได้ ผู้ชายต้องมีความรู้สึกต้องการทางเพศซึ่งเกิดจากการที่สมองได้รับการกระตุ้นซึ่งอาจจะเกิดจากรูป กลิ่น เสียง สัมผัส และจากความคิด ส่งผ่านความรู้สึกต้องการทางเพศนั้นไปยังประสาทไขสันหลังและไปกระตุ้นอวัยวะเพศทำให้เลือดไหลเข้าอวัยวะเพศ หลอดเลือดที่อวัยวะเพศต้องมีการขยายตัวเลือดจึงจะเข้าในอวัยวะเพศได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหากมีปัจจัยมากระทบกลไกทั้งสามก็จะทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

การที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศต้องไม่ตีบ เพราะการที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวต้องมีเลือดไปคั่ง หากมีหลอดเลือดแดงแข็งเลือดก็ไม่สามารถไปเลี้ยงได้อย่างเต็มที่ ภาวะที่ทำให้หลอดเลือดแข็งได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ระบบประสาทส่วนปลายซึ่งเป็นระบบที่จะรับความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสทางร่างกาย ระบบไขสันหลังซึ่งเป็นระบบที่จะเชื่อมโยงการรับความรู้สึกจากประสาทส่วนปลายไปยังประสาทส่วนกลางและถ่ายทอดคำสั่งมายังองคชาติ ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งประกอบด้วยสิ่งเร้าทั้งหลาย เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น รวมทั้งจิตนาการณ์และประสบการณ์ในอดีต จิตก็เป็นเรื่องสำคัญ ใครที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

สาเหตุที่พบบ่อยของการเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ผู้ชายหลายคนคิดเอาเองว่าการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นเป็นไปตามอายุที่มากขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมักเกิดจากสาเหตุทางสุขภาพอื่นๆ จากยา หรือ นิสัยกิจวัตรที่ทำให้รบกวนการไหลของกระแสโลหิต สาเหตุทางสุขภาพบางอย่างข้างต้นเกิดได้บ่อยในผู้ชายที่สูงอายุก็จริง แต่อายุที่มากขึ้นอย่างเดียวนั้นไม่ใช่สาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ไม่ว่าสาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของคุณมาจากอะไร สิ่งที่ต้องตระหนักคือว่าไม่ได้มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่มีอาการเช่นนี้ ยังมีผู้ชายทั่วโลกอีกมากกว่า 152 ล้านคนที่ประสบกับอาการดังกล่าว และประสบกับความทุกข์ทรมานที่คุณและคู่ครองประสบอยู่จากภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ข่าวดีก็คือว่า การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมีทางรักษาได้ และวิธีการต่างๆ ที่ใช้รักษานั้นนับวันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงวิธีการใหม่ ที่หลายคนพบว่ามีประสิทธิภาพสูงและใช้ง่าย ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพของท่าน เพื่อศึกษาถึงวิธีการรักษาใหม่ๆ เหล่านี้

 

ปัญหาด้านสุขภาพที่ก่อให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เบาหวาน
เบาหวานถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และคนไข้ชายที่เป็นเบาหวานจำนวนมากมายก็ประสบปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (คนไข้เหล่านี้มักจะมีแนวโน้มในการเกิดปัญหานี้ในขณะอายุน้อยกว่าผู้ชายทั่ว ๆ ไปด้วย) นอกจากนี้ ผู้ชายที่มีโรคเบาหวานจะมีโอกาสเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมากกว่าผู้ชายทั่วไปถึง 4 เท่า

ความดันโลหิตสูง
การมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่หลอดเลือดเกิดการแข็งและตีบตันได้ ทำให้โลหิตที่ไหลไปสู่องคชาติลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมา นอกจากนี้ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง อาจมีส่วนทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

โรคหัวใจและการมีไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง
เช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและการมีโคเลสเตอรอลสูงอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิตไปที่องคชาติ ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ผู้ชายที่มีโรคหัวใจจะมีโอกาสเกิดภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมากกว่าผู้ช่วยทั่วไปถึง 2 เท่า

ภาวะซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า ร่วมกับภาวะความเครียด กังวล กลัวความล้มเหลว อาจมีส่วนทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในขณะเดียวกันผู้ชายที่มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสาเหตุทางกายภาพอาจรู้สึกซึมเศร้า เครียด และวิตกกังวล

การผ่าตัดต่อมลูกหมาก
การผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจเป็นสาเหตุของการเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ได้โดยไม่ตั้งใจ โดยการทำให้เส้นประสาท และหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณใกล้ๆ ต่อมลูกหมากเสียหายส่งผลต่อการแข็งตัวขององคชาติ

ภาวะทางสุขภาพอื่นๆ
สภาวะทางสุขภาพอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุหรือมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ED คือ
– โรคไต
– พิษสุราเรื้อรัง
– multiple sclerosis

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ในผู้ชายแต่ละคน โดยทั่วไป การแบ่งประเภทของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศทางการแพทย์มีดังนี้

  • ไม่มีความผิดปกติของการแข็งตัวขององคชาติ ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติ ไม่มีความผิดปกติจากภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • มีอาการไม่รุนแรง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงเล็กน้อย ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้จะบ่นเพียงว่าไม่พอใจในสมรรถภาพทางเพศของตนเองเป็นครั้งคราว
  • อาการปานกลาง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงปานกลาง ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้จะบ่นว่า ไม่พอใจในสมรรถภาพทางเพศของตนเองไม่บ่อยเท่าไรนัก ผู้ชายส่วนใหญ่ที่มี ภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้
  • อาการรุนแรง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงอย่างมาก ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้ จะบ่นว่าไม่มีความสุขเลย หรือนานมากๆ ที่จะรู้สึกพอใจกับสมรรถภาพทางเพศของตนเอง สักครั้งหนึ่ง

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ประการสำคัญที่ต้องพึงตระหนักก็คือว่า แม้แต่ภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศที่ไม่รุนแรงนั้นอาจทำให้คุณหรือคู่นอนต้องประสบปัญหาทางอารมณ์ของการสูญเสียที่รุนแรงได้เช่นกัน การที่จะเปิดใจให้กว้างและพูดคุยถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา อาจจะทำได้ยากลำบากสำหรับบางคน แต่มันจะช่วยให้คู่ครองทั้ง 2 คนได้ใกล้ชนิดกันมากขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการรักษา จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่คุณและคู่ครองจะพบว่าทำใจลำบากในการที่จะพูดเรื่องการไม่แข็งตัวขององคชาติกับคนอื่นๆ

 

การวินิจฉัย

ประวัติการเจ็บป่วย โรคที่เป็นอยู่ ยาที่ใช้เป็นประจำ ความถี่ของความต้องการทางเพศ ความถี่ของการแข็งตัว ความถี่ของการหลั่ง ข้อมูลเหล่านี้คุณต้องเตรียมไว้สำหรับตอบคำถามแพทย์ การตรวจร่างกาย ลองจับอวัยวะเพศว่ามีการแข็งตัวหรือไม่หากไม่มีการแข็งตัวอาจจะหมายถึงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท มีการร่วงของขนอวัยวะเพศหรือไม่หากมีสาเหตุก็อาจจะเกิดจากต่อมไร้ท่อ การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการณ์ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ น้ำตาล ไต ไขมันผลเลือดทั่วไป สำหรับผู้ที่มีความต้องการทางเพศต่ำอาจจะต้องเจาะหาระดับฮอร์โมน testosterone นอกจากนั้นยังต้องสังเกตการแข็งตัวของอวัยวะเพศระหว่างที่หลับหากสามารถแข็งตัวตอนกลางคืนหรือตอนเช้ามืดแสดงสาเหตุน่าจะเกิดจากจิตใจ

การรักษา

การรักษาเบื้องต้นต้องกำจัดหรือลดปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุด คือจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่มีกากอาหาร อาหารที่มีไขมันต่ำ ลดเกลือ งดสุรา งดบุหรี่ การรักษาทางด้านจิตใจหากปัญหากามตายด้านเกิดจากทางด้านจิตใจแพทย์จะช่วยลดความกังวล การใช้ยาในการรักษา Drug Therapy มีทั้งยารับประทาน ยาฉีดหรือยาสอด

แพทย์ทางเลือกก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรนำมาพิจารณา เช่นการฝังเข็ม (Acupuncture) การนวด ไม่ว่าจะเป็นการนวดตัว (Body Massage) หรือนวดกดจูดสะท้อนเท้า (Reflexology) และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Therapies) ปัจจุบันการรักษาแบบแพทย์แผนจีนได้รับการนิยมเป็นอย่างมาก โดยจะเน้นที่การรักษาและปรับสมดุลพลังงานไต เพราะไตเป็นบ่อเกิดของพลังงานในร่างกายมนุษย์และควบคุมการทำงานของอวัยวะเพศ เมื่อพลังไตพร่องอวัยเพศของผู้ชายก็จะไม่แข็งแรง ไม่สามารถแข็งตัวได้นานตามที่ต้องการ และสำหรับหญิง ถ้าไตอ่อนแอ ก็จะทำให้มีบุตรยาก ต้องเน้นที่การบำรุงไต รักษาที่ต้นตอของสาเหตุ

อ้างอิงข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ Bayer Healthcare

 

ยาบุรุษ 2000
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ผด ผื่น คัน เรื้อรัง

ผด ผื่น คัน, ลมพิษ, โรคผิวหนัง

อาการผด ผื่น คันตามผิวหนัง เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนมากอาการผื่นคันมักจะเกิดจากการระคายเคืองที่ผิวหนัง ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ อาจเกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เป็นปัจจัยภายนอก เช่นการเสียดสี การถูกเสื้อผ้ากดทับ อากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด แมลงกัด สารเคมี สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ละอองฝุ่น ยาง พืชมีพิษ น้ำหอม โลชั่น เครื่องสำอาง สิ่งทอ เครื่องประดับ และอื่นๆ หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารทะเล ถั่ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ และการรับประทานยา ซึ่งแต่ละคนจะมีความไวในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแตกต่างกันไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงแตกต่างกัน การตอบสนองต่อการแพ้บางอย่างอาจรุนแรงมากจนทำให้เสียชีวิตได้ เช่น การแพ้ยาหรือสารเคมี

อาการผื่นคันที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ถ้าเป็นไม่มากสามารถรักษาให้หายได้้ด้วยการรับประทานยา การทายาบนบริเวณที่เป็น หรือการประคบเย็น ก็สามารถทำให้อาการทุเลาลงได้บ้าง แต่ถ้าเป็นมากและรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด จากผื่นคันธรรมดากลายมาเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังหรือลมพิษ คนไข้สามารถสันนิษฐานได้เลยว่าเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายของตัวเอง คือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมากเกินไปที่ทำให้ร่างกายไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าคนทั่วไป

“น้ำเหลืองเสีย”

เป็นอีกสาเหตุสำคัญจากปัจจัยภายในในการทำให้เกิดอาการผื่นคันตามผิวหนัง น้ำเหลืองเสียหรือความผิดปกติของน้ำเหลืองทำให้เกิดอาการบวม บวมคัน แผลเปื่อยและผุพอง

คุณภาพของน้ำเหลืองในร่างกายมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะในน้ำเหลืองจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวปะปนอยู่ คนไข้ที่มีน้ำเหลืองไม่ดีมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง อยู่เสมอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ และรักษาตามอาการเท่านั้น จะต้องทรมานและหงุดหงิดกับอาการผื่นคันที่เป็นๆหายๆ ไม่หายขาดซักที บางรายอาจต้องทานยากดอาการเป็นหลายสิบปีเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้อาการแย่ลงไปอีก

ลักษณะอาการผื่นคัน สามารถจำแนกได้หลักๆ 5 แบบ คือ
  • แบบที่ 1 เป็นแค่ตุ่มแดงๆเล็กๆ อาจจะมีอาการคันเล็กน้อย
  • แบบที่ 2 ขึ้นเป็นทางตามตัวคล้ายลมพิษ
  • แบบที่ 3 เป็นผื่นเม็ดเล็ก สีค่อนข้างขาว
  • แบบที่ 4 เป็นตุ่มน้ำใสๆ ตื้นๆ
  • แบบที่ 5 เป็นตุ่มหนอง
การรักษาผด ผื่น หรืออาการคัน

ในรายที่มีอาการเกิดขึ้นแล้วและให้การรักษาเบื้องต้นแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ เนื่องอาจจะต้องใช้ยาทาและยารับประทานช่วย ยาทาก็จะเป็นยาในกลุ่มของยาลดอาการอักเสบ ส่วนยารับประทานก็จะเป็นยาในกลุ่มลดอาการคัน แต่ถ้าสาเหตุมาจากน้ำเหลืองเสีย การใช้ยาภายนอกทาหรือการรับประทานยาที่กดอาการจึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการก็จะกลับมาอีก

หมายเหตุ

“โรคประดง” คือโรคผื่นคันตามผิวหนังที่นิยมเรียกกันตามภาษาชาวบ้านนั้นมีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งจะเรียกต่างกันตามลักษณะของผื่น เช่น ประดงเลือด ประดงไฟ ประดงลม ประดงข้อเป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ ห้างขายยาตราเสือมังกร

 

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

บทความที่เกี่ยวข้อง
ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้