Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) ในผู้ชาย หมายถึงการที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพการแข็งตัว ได้เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ บางคนอาจจะหลั่งเร็ว บางคนอาจจะมีอาการปวดเวลาหลั่ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไม่พอ

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปกติทางเพศที่พบในเพศชาย ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ความจืดชืดของลีลารักระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โรคประจำตัวหรืออาการเจ็บป่วย การรับประทานยาบางอย่างเช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจมีผลทำให้เกิดการเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

การแข็งตัวขององคชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

อวัยวะเพศของผู้ชายประกอบไปด้วยท่อสามท่อเหมือนพองน้ำเรียกว่า corpus carvernosum สองท่อวิ่งขนานกับท่อปัสสาวะ อยู่ด้านบน และ corpus spongiosum 1 ท่อวิ่งอยู่ด้านล่าง เมื่ออ่อนตัวความยาวอยู่ประมาณ 8.8 ซม.เมื่อได้รับการกระตุ้นเลือดจะเข้าท่อฟองน้ำทำให้มันสามารถขยายได้มากถึง 7 เท่าทำให้อวัยวะเพศใหญ่ขึ้นและแข็งตัวขึ้นและมีความยาว 12.9 ซม.ตราบเท่าที่ยังมีการตื่นเต้นทางเพศอวัยวะเพศก็ยังแข็งตัว แต่เมื่อมีการหลั่งเลือดออกจากอวัยวะเพศทำให้มีการอ่อนตัว

และการที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวได้ ผู้ชายต้องมีความรู้สึกต้องการทางเพศซึ่งเกิดจากการที่สมองได้รับการกระตุ้นซึ่งอาจจะเกิดจากรูป กลิ่น เสียง สัมผัส และจากความคิด ส่งผ่านความรู้สึกต้องการทางเพศนั้นไปยังประสาทไขสันหลังและไปกระตุ้นอวัยวะเพศทำให้เลือดไหลเข้าอวัยวะเพศ หลอดเลือดที่อวัยวะเพศต้องมีการขยายตัวเลือดจึงจะเข้าในอวัยวะเพศได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหากมีปัจจัยมากระทบกลไกทั้งสามก็จะทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

การที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศต้องไม่ตีบ เพราะการที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวต้องมีเลือดไปคั่ง หากมีหลอดเลือดแดงแข็งเลือดก็ไม่สามารถไปเลี้ยงได้อย่างเต็มที่ ภาวะที่ทำให้หลอดเลือดแข็งได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ระบบประสาทส่วนปลายซึ่งเป็นระบบที่จะรับความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสทางร่างกาย ระบบไขสันหลังซึ่งเป็นระบบที่จะเชื่อมโยงการรับความรู้สึกจากประสาทส่วนปลายไปยังประสาทส่วนกลางและถ่ายทอดคำสั่งมายังองคชาติ ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งประกอบด้วยสิ่งเร้าทั้งหลาย เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น รวมทั้งจิตนาการณ์และประสบการณ์ในอดีต จิตก็เป็นเรื่องสำคัญ ใครที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

สาเหตุที่พบบ่อยของการเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ผู้ชายหลายคนคิดเอาเองว่าการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นเป็นไปตามอายุที่มากขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมักเกิดจากสาเหตุทางสุขภาพอื่นๆ จากยา หรือ นิสัยกิจวัตรที่ทำให้รบกวนการไหลของกระแสโลหิต สาเหตุทางสุขภาพบางอย่างข้างต้นเกิดได้บ่อยในผู้ชายที่สูงอายุก็จริง แต่อายุที่มากขึ้นอย่างเดียวนั้นไม่ใช่สาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ไม่ว่าสาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของคุณมาจากอะไร สิ่งที่ต้องตระหนักคือว่าไม่ได้มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่มีอาการเช่นนี้ ยังมีผู้ชายทั่วโลกอีกมากกว่า 152 ล้านคนที่ประสบกับอาการดังกล่าว และประสบกับความทุกข์ทรมานที่คุณและคู่ครองประสบอยู่จากภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ข่าวดีก็คือว่า การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมีทางรักษาได้ และวิธีการต่างๆ ที่ใช้รักษานั้นนับวันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงวิธีการใหม่ ที่หลายคนพบว่ามีประสิทธิภาพสูงและใช้ง่าย ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพของท่าน เพื่อศึกษาถึงวิธีการรักษาใหม่ๆ เหล่านี้

ปัญหาด้านสุขภาพที่ก่อให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เบาหวาน
เบาหวานถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และคนไข้ชายที่เป็นเบาหวานจำนวนมากมายก็ประสบปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (คนไข้เหล่านี้มักจะมีแนวโน้มในการเกิดปัญหานี้ในขณะอายุน้อยกว่าผู้ชายทั่ว ๆ ไปด้วย) นอกจากนี้ ผู้ชายที่มีโรคเบาหวานจะมีโอกาสเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมากกว่าผู้ชายทั่วไปถึง 4 เท่า

ความดันโลหิตสูง
การมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่หลอดเลือดเกิดการแข็งและตีบตันได้ ทำให้โลหิตที่ไหลไปสู่องคชาติลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมา นอกจากนี้ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง อาจมีส่วนทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

โรคหัวใจและการมีไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง
เช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและการมีโคเลสเตอรอลสูงอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิตไปที่องคชาติ ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ผู้ชายที่มีโรคหัวใจจะมีโอกาสเกิดภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมากกว่าผู้ช่วยทั่วไปถึง 2 เท่า

ภาวะซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า ร่วมกับภาวะความเครียด กังวล กลัวความล้มเหลว อาจมีส่วนทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในขณะเดียวกันผู้ชายที่มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสาเหตุทางกายภาพอาจรู้สึกซึมเศร้า เครียด และวิตกกังวล

การผ่าตัดต่อมลูกหมาก
การผ่าตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจเป็นสาเหตุของการเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ได้โดยไม่ตั้งใจ โดยการทำให้เส้นประสาท และหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณใกล้ๆ ต่อมลูกหมากเสียหายส่งผลต่อการแข็งตัวขององคชาติ

ภาวะทางสุขภาพอื่นๆ
สภาวะทางสุขภาพอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุหรือมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ED คือ
– โรคไต
– พิษสุราเรื้อรัง
– multiple sclerosis

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ในผู้ชายแต่ละคน โดยทั่วไป การแบ่งประเภทของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศทางการแพทย์มีดังนี้

  • ไม่มีความผิดปกติของการแข็งตัวขององคชาติ ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติ ไม่มีความผิดปกติจากภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • มีอาการไม่รุนแรง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงเล็กน้อย ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้จะบ่นเพียงว่าไม่พอใจในสมรรถภาพทางเพศของตนเองเป็นครั้งคราว
  • อาการปานกลาง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงปานกลาง ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้จะบ่นว่า ไม่พอใจในสมรรถภาพทางเพศของตนเองไม่บ่อยเท่าไรนัก ผู้ชายส่วนใหญ่ที่มี ภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้
  • อาการรุนแรง ความสามารถของการแข็งตัว และคงการแข็งตัวอยู่ได้ขององคชาติลดลงอย่างมาก ผู้ชายที่จัดอยู่ในจำพวกนี้ จะบ่นว่าไม่มีความสุขเลย หรือนานมากๆ ที่จะรู้สึกพอใจกับสมรรถภาพทางเพศของตนเอง สักครั้งหนึ่ง

เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ประการสำคัญที่ต้องพึงตระหนักก็คือว่า แม้แต่ภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศที่ไม่รุนแรงนั้นอาจทำให้คุณหรือคู่นอนต้องประสบปัญหาทางอารมณ์ของการสูญเสียที่รุนแรงได้เช่นกัน การที่จะเปิดใจให้กว้างและพูดคุยถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา อาจจะทำได้ยากลำบากสำหรับบางคน แต่มันจะช่วยให้คู่ครองทั้ง 2 คนได้ใกล้ชนิดกันมากขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการรักษา จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่คุณและคู่ครองจะพบว่าทำใจลำบากในการที่จะพูดเรื่องการไม่แข็งตัวขององคชาติกับคนอื่นๆ

การวินิจฉัย

ประวัติการเจ็บป่วย โรคที่เป็นอยู่ ยาที่ใช้เป็นประจำ ความถี่ของความต้องการทางเพศ ความถี่ของการแข็งตัว ความถี่ของการหลั่ง ข้อมูลเหล่านี้คุณต้องเตรียมไว้สำหรับตอบคำถามแพทย์ การตรวจร่างกาย ลองจับอวัยวะเพศว่ามีการแข็งตัวหรือไม่หากไม่มีการแข็งตัวอาจจะหมายถึงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท มีการร่วงของขนอวัยวะเพศหรือไม่หากมีสาเหตุก็อาจจะเกิดจากต่อมไร้ท่อ การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการณ์ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ น้ำตาล ไต ไขมันผลเลือดทั่วไป สำหรับผู้ที่มีความต้องการทางเพศต่ำอาจจะต้องเจาะหาระดับฮอร์โมน testosterone นอกจากนั้นยังต้องสังเกตการแข็งตัวของอวัยวะเพศระหว่างที่หลับหากสามารถแข็งตัวตอนกลางคืนหรือตอนเช้ามืดแสดงสาเหตุน่าจะเกิดจากจิตใจ

การรักษา

การรักษาเบื้องต้นต้องกำจัดหรือลดปัจจัยเสี่ยงให้น้อยที่สุด คือจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่มีกากอาหาร อาหารที่มีไขมันต่ำ ลดเกลือ งดสุรา งดบุหรี่ การรักษาทางด้านจิตใจหากปัญหากามตายด้านเกิดจากทางด้านจิตใจแพทย์จะช่วยลดความกังวล การใช้ยาในการรักษา Drug Therapy มีทั้งยารับประทาน ยาฉีดหรือยาสอด

แพทย์ทางเลือกก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรนำมาพิจารณา เช่นการฝังเข็ม (Acupuncture) การนวด ไม่ว่าจะเป็นการนวดตัว (Body Massage) หรือนวดกดจูดสะท้อนเท้า (Reflexology) และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Therapies) ปัจจุบันการรักษาแบบแพทย์แผนจีนได้รับการนิยมเป็นอย่างมาก โดยจะเน้นที่การรักษาและปรับสมดุลพลังงานไต เพราะไตเป็นบ่อเกิดของพลังงานในร่างกายมนุษย์และควบคุมการทำงานของอวัยวะเพศ เมื่อพลังไตพร่องอวัยเพศของผู้ชายก็จะไม่แข็งแรง ไม่สามารถแข็งตัวได้นานตามที่ต้องการ และสำหรับหญิง ถ้าไตอ่อนแอ ก็จะทำให้มีบุตรยาก ต้องเน้นที่การบำรุงไต รักษาที่ต้นตอของสาเหตุ

อ้างอิงข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ Bayer Healthcare

ยาบุรุษ 2000
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ผด ผื่น คัน เรื้อรัง

ผด ผื่น คัน, ลมพิษ, โรคผิวหนัง

อาการผด ผื่น คันตามผิวหนัง เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนมากอาการผื่นคันมักจะเกิดจากการระคายเคืองที่ผิวหนัง ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ อาจเกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เป็นปัจจัยภายนอก เช่นการเสียดสี การถูกเสื้อผ้ากดทับ อากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด แมลงกัด สารเคมี สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ละอองฝุ่น ยาง พืชมีพิษ น้ำหอม โลชั่น เครื่องสำอาง สิ่งทอ เครื่องประดับ และอื่นๆ หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารทะเล ถั่ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ และการรับประทานยา ซึ่งแต่ละคนจะมีความไวในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแตกต่างกันไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงแตกต่างกัน การตอบสนองต่อการแพ้บางอย่างอาจรุนแรงมากจนทำให้เสียชีวิตได้ เช่น การแพ้ยาหรือสารเคมี

อาการผื่นคันที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ถ้าเป็นไม่มากสามารถรักษาให้หายได้้ด้วยการรับประทานยา การทายาบนบริเวณที่เป็น หรือการประคบเย็น ก็สามารถทำให้อาการทุเลาลงได้บ้าง แต่ถ้าเป็นมากและรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด จากผื่นคันธรรมดากลายมาเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังหรือลมพิษ คนไข้สามารถสันนิษฐานได้เลยว่าเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายของตัวเอง คือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมากเกินไปที่ทำให้ร่างกายไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าคนทั่วไป

“น้ำเหลืองเสีย”

เป็นอีกสาเหตุสำคัญจากปัจจัยภายในในการทำให้เกิดอาการผื่นคันตามผิวหนัง น้ำเหลืองเสียหรือความผิดปกติของน้ำเหลืองทำให้เกิดอาการบวม บวมคัน แผลเปื่อยและผุพอง

คุณภาพของน้ำเหลืองในร่างกายมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะในน้ำเหลืองจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวปะปนอยู่ คนไข้ที่มีน้ำเหลืองไม่ดีมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง อยู่เสมอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ และรักษาตามอาการเท่านั้น จะต้องทรมานและหงุดหงิดกับอาการผื่นคันที่เป็นๆหายๆ ไม่หายขาดซักที บางรายอาจต้องทานยากดอาการเป็นหลายสิบปีเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้อาการแย่ลงไปอีก

ลักษณะอาการผื่นคัน สามารถจำแนกได้หลักๆ 5 แบบ คือ
  • แบบที่ 1 เป็นแค่ตุ่มแดงๆเล็กๆ อาจจะมีอาการคันเล็กน้อย
  • แบบที่ 2 ขึ้นเป็นทางตามตัวคล้ายลมพิษ
  • แบบที่ 3 เป็นผื่นเม็ดเล็ก สีค่อนข้างขาว
  • แบบที่ 4 เป็นตุ่มน้ำใสๆ ตื้นๆ
  • แบบที่ 5 เป็นตุ่มหนอง
การรักษาผด ผื่น หรืออาการคัน

ในรายที่มีอาการเกิดขึ้นแล้วและให้การรักษาเบื้องต้นแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ เนื่องอาจจะต้องใช้ยาทาและยารับประทานช่วย ยาทาก็จะเป็นยาในกลุ่มของยาลดอาการอักเสบ ส่วนยารับประทานก็จะเป็นยาในกลุ่มลดอาการคัน แต่ถ้าสาเหตุมาจากน้ำเหลืองเสีย การใช้ยาภายนอกทาหรือการรับประทานยาที่กดอาการจึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการก็จะกลับมาอีก

หมายเหตุ

“โรคประดง” คือโรคผื่นคันตามผิวหนังที่นิยมเรียกกันตามภาษาชาวบ้านนั้นมีด้วยกันหลายชนิด ซึ่งจะเรียกต่างกันตามลักษณะของผื่น เช่น ประดงเลือด ประดงไฟ ประดงลม ประดงข้อเป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ ห้างขายยาตราเสือมังกร

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

บทความที่เกี่ยวข้อง
ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้

ปวดประจำเดือน..ทรมานจัง

Premenstrual-pain

สิ่งที่คุณผู้หญิงต้องประสบทุกเดือนคือการมีประจำเดือนนั้นเอง แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความรู้ เรามาทบทวนกันว่าประจำเดือนมาได้อย่างไร อวัยวะสืบพันธ์ของคุณผู้หญิงประกอบไปด้วยมดลูก [uterus] มดลูกจะอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ ภายในมดลูกจะมีเยื่อบุมดลูกซึ่งจะหนาตัวเพื่อให้ทารกฝังตัว แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อบุจะสลายออกมาซึ่งมีส่วนประกอบคือเลือดและเมือกเป็นประจำเดือนออกทางส่วนปลายของมดลูกเรียกปากมดลูก [cervix ] ซึ่งจะเปิดสู่ช่องคลอด [vagina] มดลูกจะมีท่อที่เรียกว่าท่อรังไข่ [fallopian tube] โดยมีรังไข่ [ovary] อยู่ปลายท่อรังไข่ การมีประจำเดือนจะแบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่

Follicular (Proliferative) Phase เมื่อประจำเดือนมาเราเรียกวันแรกหรือวันที่หนึ่งของรอบเดือน ปกติประจำเดือนจะมาเฉลี่ย 6 วัน ระยะนี้จะเริ่มตั้งแต่มีประจำเดือนจนกระทั้งวันที่ 14 ของรอบเดือน ระยะที่ประจำเดือนกำลังมาเป็นช่วงที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตเจน และโปรเจสเตอโรน ต่ำสุด จะมีฮอร์โมน Follicular stimulating hormone [FSH] สูงขึ้นทำให้ไข่ในรังไข่สุก ขณะเดียวกันเยื่อบุก็จะหนาตัวเพื่อเตรียมการฝังตัว Ovulation and Secretory (Luteal) Phase ระยะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 เป็นต้นไปเมื่อระดับ FSH สูงขึ้นทำให้มีการสร้างฮอร์โมน luteinizing hormone (LH) ฮอร์โมน LH จะทำให้เกิดการตกไข่ Ovulation เนื่อเยื่อรอบๆไข่ที่ตกเรียก corpus luteum จะสร้างฮอร์โมน โปรเจสเตอโรน ระยะนี้เยื่อบุจะหนาตัวขึ้นอีกเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น เนื่องจากระยะนี้มีระดับฮอร์โมนของโปรเจสเตอโรนสูงทำให้เกิดอาการของ premenstrual period ถ้าไข่ไม่มีการปฏิสนธิเลือดและเมือกในมดลูกก็ถูกขับออกมาเป็นประจำเดือน

ผู้หญิงจะมีประจำเดือนเมื่อใด

ปกติผู้หญิงจะมีประจำเดือนอายุ 12-13 ปีแต่ก็มีรายงานว่าเด็กมีประจำเดือนเร็วขึ้นบางรายงานอายุ 8 ปีก็มีประจำเดือนและมีขนที่อวัยวะเพศ ปัจจัยที่ทำให้ประจำเดือนมาเร็วคือโรคอ้วน

หนึ่งรอบเดือนมีกี่วัน

ประจำเดือนในช่วงสองปีแรกจะไม่สม่ำเสมอหลังจากนั้นประจำเดือนก็จะสม่ำเสมอ หนึ่งรอบเดือนจะมีประมาณ 20-40 วัน โดยเฉลี่ยของคนปกติรอบเดือนจะมี 28 วัน จำนวนวันขึ้นกับอายุของผู้ที่มีประจำเดือน กล่าวคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปีจะมีรอบเดือนประมาณ 33 วัน หลังจากอายุ 21 ปีจะมี 28 วัน อายุ 40 ปีจะมีประมาณ 26 วัน

ประจำเดือนจะมากี่วัน

คนปกติจะมีประจำเดือน 6 วันจนกระทั่งเข้าสู่วัยทอง แต่ก็มีผู้หญิงร้อยละ5ที่ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน ร้อยละ4 มีประจำเดือนมากกว่า 8 วัน

อาการทางกาย

อาการทางกายมักเกิดก่อนมีประจำเดือน 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นท้อง คัดเต้านม บวมน้ำเล็นน้อย บางคนอาจจะเจ็บเต้านมขณะไข่ตกเมื่อมีประจำเดือนอาการเจ็บเต้านมก็หายไป จุกเสียดแน่นท้อง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ร้อนตามตัว นอนไม่หลับ ไวต่อเสียงและกลิ่น

อาการทางอารมณ์

อารมณ์ของผู้ป่วยจะผันผวนมากโกรธง่าย เครียด จะสูญเสียสมาธิ บางคนความจำไม่ดี มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจะมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก โกรธง่าย บางคนอาจจะร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล และปวดศีรษะจากความเครียดก่อนมีประจำเดือนเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Premenstrual dysphoric disorder (PMDD)ซึ่งเป็นโรค premenstrual syndrome ที่มีอาการรุนแรง โดยต้องมีอาการทางซึมเศร้าอย่างน้อย 5 อาการตามการวินิจฉัย

การวินิจฉัย Premenstrual dysphoric disorder (PMDD)

ผู้ป่วยจะเกิดอาการก่อนมีประจำเดือนและหายไปหลังประจำเดือนมาโดยจะต้องมีอาการดังต่อไปนี้ 5 อาการเป็นอย่างน้อย

1. รู้สึกซึมเศร้าหมดหวัง อาจจะมีความคิดทำร้ายตัวเอง
2. มีความวิตกกังวลและเครียด
3. อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และอาจจะร้องไห้
4. อารมณ์ไม่มั่นคงโกรธคนอื่นง่าย
5. ไม่สนใจชีวิตประจำวันและไม่สนใจคนอื่น
6. ไม่มีสมาธิในการทำงาน
7. อ่อนเพลียขาดพลังงานในการทำงาน
8. นอนไม่หลับ
9. ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง
10. อาการทางกายได้แก่ แน่นท้อง เจ็บเต้านม ปวดศีรษะ ปวดข้อ

ผลของเสียต่อสุขภาพของ Premenstrual syndrome

ขณะที่มี Premenstrual syndrome จะทำให้โรคหลายโรคกำเริบ เช่นโรคปวดศีรษะไมเกรน โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคลมชัก โรค SLE ผลเสียทางอารมณ์ทำให้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน บางคนอาจจะมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง
ผู้ป่วยมักจะกังวลเรื่องเจ็บเต้านมทำให้ต้องตรวจ mamography ก่อนวัยอันควร

การวินิจฉัย Premenstrual syndrome

ผู้ป่วยควรทำตารางจดอาการต่างๆที่เกิดในรอบเดือน 2-3 เดือนนำไปปรึกษาแพทย์โดยเริ่มจดตั้งแต่วันที่หนึ่งของรอบเดือนจนกระทั่งประจำเดือนมาดังตัวอย่าง หากมีอาการเหมือนกันและเป็นช่วงเดียวกันของรอบเดือนก็ให้การวินิจฉัยว่าเป็น premenstrual syndrome

ปวดประจำเดือน Dysmenorrhea

มดลูกของคุณผู้หญิงเป็นกล้ามเนื้อการทำงานมีทั้งบีบตัวและคลายตัว มดลูกจะบีบตัวเพื่อไล่เลือดที่อยู่ในมดลูกส่วนมากไม่มีอาการ บางคนอาจจะเกิดอาการเหมือนคนปวดท้องถ่าย แต่บางคนปวดท้องประจำเดือนมาก และปวดถี่สาเหตุอาจจะเป็นเพราะมดลูกบีบตัวแรง เกิดจากกระตุ้นของ prostaglandin หรือมีโรคอื่น เช่น endometriosis อาการปวดอาจจะปวดก่อนมีประจำเดือนหลายวันเมื่อประจำเดือนมาอาการปวดจะดีขึ้น ส่วนใหญ่อาการปวดไม่มาก พบร้อยละ10-15 ที่ปวดมากจนต้องหยุดงานผู้ที่มีอาการปวดมากอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

สาเหตุ

สาเหตุจากตัวมดลูกเองเรียก primary dysmenorrhea มักจะร่วมกับประจำเดือนมามากเกิดจาก prostaglandinmeทำให้มดลูกบีบตัวมาก การรักษาให้พัก กระเปาะน้ำร้อนวางที่ท้องน้อยหรือหลัง การออกกำลังกาย และการใช้ยาแก้ปวด aspirin, ibuprofen, naproxen นอกจากนั้นอาจจะใช้ยาคุมกำเนิด รักษาอาการปวดประจำเดือน

ส่วนสาเหตุการปวดประจำเดือนที่มาจากสาเหตุอื่นเรียก secondary dysmenorrhea เช่นโรค premenstrual syndrome (PMS) กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน การใส่ห่วง การหยุดยาคุมกำเนิด ความเครียด การติดเชื้ออุ้งเชิงกราน คือมีเนื้อเยื่อมดลูกไปอยู่ที่อื่น และยังมีสาเหตุอื่นอีกมากที่ไม่ได้กล่าวในที่นี้

การป้องกันและการรักษาโดยไม่ใช้ยา

1. รับประทานอาหารที่มีคุณภาพซึ่งประกอบด้วยธัญพืช ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารสำเร็จรูป การปรับอาหารควรกระทำก่อนมีประจำเดือน 14 วัน หลีกเลี่ยงเนื้อแดง นม และอาหารเค็ม รับประทานอาหารที่ให้วิตามินบี 1 บี 6 และ โอเมก้า 3
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มี carbohydrate สูง
3. หลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่ และสุรา
4. หากรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนให้รับประทานน้ำขิง
5. รักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
7. รับประทาน calcium ทุกวัน (1,500 mg/day), เท่ากับดื่มนมวันละ 3-4 แก้ว
8. ลดความเครียด
9. ฝังเข็มและโยคะ
10. ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ไม่ควรใช้น้ำหอมที่บริเวณจุดซ่อนเร้น ไม่ควรสวนล้างช่องคลอดเนื่องจากจะทำลายสภาพแวดล้อมของช่องคลอด

ฝังเข็ม

การรักษาโดยใช้ยา

1. Selective serotonin-reuptake inhibitors (SSRIs) เป็นยาที่เพิ่มระดับ serotonin ในสมองเป็นกลุ่มยาที่รักษาอาการซึมเศร้าได้แก่ fluoxetine , sertraline , paroxitine มีรายงานว่าสามารถอาการซึมเศร้าและอาการปวดศีรษะ GnRH Analogs เป็นยาที่ลดการสร้าง estrogen ทำให้ไม่มีการตกไข่ทำให้อาการ คัดเต้านม อ่อนเพลีย และโกรธง่ายหายไป แต่ต้องระวังหากใช้มากกว่า 6 เดือนอาจจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
2. Danazolเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์เหมือนฮอร์โมนเพศชายใช้ในการรักษา อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea), ประจำเดือนมามาก (menorrhagia), fibroids, และโรค endometriosis
3. ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งจะป้องกันไข่ตกสามารถลดอาการของ premenstrual syndrome
4. ยาฉีดคุมกำเนิดก็นำมาใช้รักษาอาการได้
5. ยาแก้ปวดเช่น Ibuprofen or Naproxen
6. การรักษาโดยใช้ยาสมุนไพรเพื่อปรับระบบการไหลเวียนของเลือด และบำรุงมดลูก

ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน

– ไม่มีประจำเดือน Amenorrhea

– ประจำเดือนมามาก Menorrhagia

ร้อยละ 9-14 ของผู้หญิงจะมีประจำเดือนมามาก บางคนอาจจะมามากกว่า 7 วันหรือเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 8 ชั่วโมง และมีลิ่มเลือดที่ผ้าอนามัย หากมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ Siam Health
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ Vcharkarn

ยาสตรี 2000
บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

เป็น สิว ทำยังไงดี

สิว

สิว (Acne / Pimple / Zits) คือตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน ขึ้นตามหน้า หลัง ไหล่ หน้าอก แขน สิวเกิดจากการที่ฮอร์โมน Androgen ซึ่งพบได้ทั้งหญิงและชาย กระตุ้นให้ต่อมไขมันโตขึ้นและผลิตไขมันมากขึ้น ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมัน ไขมันที่อุดตันนี้เรียกว่า คอมมิโดน (Comedone) ต่อมไขมันที่มีไขมันคั่งค้างเมื่อมีขนาดใหญ่มากจะดันผิวหนังด้านบนให้มองเห็นเป็นเม็ดเล็กๆเรียกสิวหัวขาว หากมีรูเปิดสู่ผิวหนังจะเรียกสิวหัวดำ และหากมีติดเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ซึ่งตัวเชื้อจะสลายไขมันไตรกลีเซอไรด์เป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบซึ่งมีอาการอักเสบ เป็นตุ่มนูนแดง หรือเป็นหนอง

สาเหตุของสิว มีหลายสาเหตุ เป็นที่ถกเถียงกันว่า สิวเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้:

1. ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และ ผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด
2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ความเครียด, ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และ อาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้

วิธีป้องกันและรักษา

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ไม่ให้มันกำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้

1. นอนหลับให้เพียงพอ – การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
2. อารมณ์ขัน – อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
3. อาหารจำพวกผัก – การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
4. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี – หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
5. ล้างหน้าให้สะอาด – การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
6. ใช้กระดาษซับหน้ามัน – หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
7. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด – เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
8. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Olive Oil, Lanolin, Sodium Laury Sulphate หรือการไปรบกวนบริเวณผิวบ่อย ๆ เช่น การขัดหน้าด้วยสครับ หรือการนวดหน้าด้วยครีมที่ส่วนผสมของน้ำมัน
9. ไม่ควรบีบสิวเองเพราะจะทำให้เกิดรอยดำและรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ได้ถ้าเป็นมาก ๆ ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
10. การรับประทานแร่ธาตุสังกะสีจะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนและสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว และยังช่วยให้วิตามินเอในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวมาก ๆ แร่ธาตุเหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยลดการอักเสบของสิวได้
11. ระบบขับถ่ายไม่ดี และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้
12. การรับประทานยาคุมกำเนิดไม่ได้ช่วยในการรักษาสิวโดยตรง ยาคุมกำเนิดเหมาะสำหรับคนที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายในร่างกายสูงกว่าปกติ เช่นเป็นสิวง่าย หน้ามัน ขนดก
13. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน – หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
14. การทาครีมละลายหัวสิวก่อนล้างหน้าจะช่วยให้สิวหลุดออกได้ง่ายจึงทำให้ไม่เป็นสิวอักเสบตามมาภายหลัง
15. ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ – วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A สุดอยู่ สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป
16. ปรึกษาแพทย์ – หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน หรือ ภาวะภายในร่างกายไม่สมดุล เช่นร้อนเกินไป เลยทำให้เกิดสิว ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาเปิดอยู่ทั่วไป
17. หลีกเลียงการทานของมัน ของทอด และอาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เผ็ดจัด เพราะจะทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นหยาง (คือ ร้อน) ซึ่งจะทำให้เกิดสิว จึงควรหาอาหารหรือยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเพือมาสะเทินหยาง

อ้างอิงข้อมูลจาก
สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
กระทรวงสาธาราณสุข

ยาเยนเยน
แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้

ลมพิษ ลมพิษเฉียบพลัน ลมพิษเรื้อรัง

ชนิดของโรคลมพิษ Urticaria แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ลมพิษเฉียบพลัน จะเป็นผื่นลมพิษไม่เกิน 6 สัปดาห์ ส่วนมากจะเกิดจากร่างกายได้รับสารที่แพ้ ผื่นมักจะหายใน 24 ชั่วโมง แต่บางคนผื่นอาจจะอยู่ได้ 2-3 วัน สาเหตุมักจะเกิดจากอาหาร ยา และการติดเชื้อไวรัส

2. ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

สาเหตุของโรคลมพิษ มีหลายประการ คือ

1. อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว เห็ด ไข่ขาว นม ยีสต์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารกันบูด สีผสมอาหาร

2. ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้หวัด ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท วิตามิน ยาระบาย ยาเคลือบกระเพาะ เป็นต้น หากสงสัยว่าเกิดจากยา ควรหยุดยาก่อน แล้วรีบไปพบแพทย์

3. การติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ

4. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์

5. ในผู้ป่วยบางราย ผื่นลมพิษอาจเกิดจากผิวหนังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด และการออกกำลังกาย เป็นต้น

6. การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น ยาง ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น

7. แพ้พิษแมลง เช่น ผึ้ง ต่อ

8. มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย

9. ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ลมพิษในผู้ป่วยบางรายเกิดจากภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น

10. น้ำเหลืองเสีย lymph disorder หรือมีความผิดปกติที่ต่อมน้ำเหลือง malfunction of lymphatic system

11. สาเหตุทางกายภาพ สาเหตุเหล่านี้ ได้แก่ ความเย็น ความร้อน แสงแดด แรงกดรัด

12. การออกกำลังกาย หากลมพิษเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ผู้ป่วยจะเป็นผู้สังเกตได้ดีกว่าแพทย์และอาจทดสอบง่ายๆ โดยทดลองทำกิจกรรมที่สงสัยนั้นซ้ำ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เป็นลมพิษจากความร้อน เมื่อไปเล่นกีฬาจนเหงื่อออกจะเกิดลมพิษขึ้นทุกครั้ง และเมือพักลมพิษจะหายไปเอง เป็นต้น

13. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียด หรือผู้ป่วยโรคลูปัสหรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางราย อาจมีผื่นลมพิษ มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นจะอยู่นาน มักเกิน 24 ชั่วโมง และเวลาหายมักมีรอยดำ

แม้ว่าจะมีผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากที่แพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยลมพิษควรพบแพทย์ เพราะหากตรวจพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค ก็จะสามารถรักษาและหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นได้ ซึ่งจะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้

การรักษาโรคลมพิษ

1. พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

2. ให้ยาแอนตี้ฮีสตามีน ซึ่งมีหลายชนิด หลายกลุ่ม มีทั้งที่ออกฤทธิ์ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง การจะเลือกใช้ยาตัวใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายใช้ยาเพียงตัวเดียวก็ได้ผลดี แต่บางรายแพทย์อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาแอนตี้ฮีสตามีนในกลุ่มอื่น หรือใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพื่อควบคุมอาการ

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแอนตี้ฮีสตามีน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารที่เป็นตัวการก่อให้เกิดผื่นลมพิษในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน ที่หาสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้ใน 1-2 สัปดาห์ มีผู้ป่วยบางรายที่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบ หรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ง่ายๆ โรคมักเป็นเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยาถ้าทำได้ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นโรคเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง

4. หากรักษามาหลายวิธีแล้วแต่ก็ไม่หายขาด ขอแนะนำให้พิจารณาการรักษากับแพทย์ทางเลือกหรือการรักษาแบบองค์รวมดู หรือใช้ยาสมุนไพรควบคู่ไปกับการรักษาแบบแพทย์แผนไทย

ลมพิษ ลมพิษเฉียบพลัน ลมพิษเรื้อรัง

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษ

ผู้ป่วยลมพิษที่เป็นผื่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง หน้าบวม ตาบวม ปวดบวมอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพราะนอกจากอาการบวมแดงที่ผิวหนังแล้ว บางครั้งอาจเกิดอาการบวมในอวัยวะอื่น และทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ เช่น อาการบวมในทางเดินอาหาร ทำให้ปวดท้อง อาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้แน่นหน้าอก อาจเกิดอาการหอบหืด และถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็พบน้อยมาก

ส่วนผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนัง ควรปฏิบัติตัวดังนี้

– งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

– นำยาแอนตี้ฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที

– ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้

– รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงาน ควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา

– อาจใช้คาลาไมน์ โลชั่น ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย

– ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ เพื่อลดการเกิดผื่นและอาการคัน

– ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด

อ้างอิงข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย