Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

Anti-aging เรื่องจริงหรือแค่แฟชั่น

Healthy-skin, anti-aging, laser

Fact or Fashion?

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า Anti-aging คือเรื่องของการชะลอวัยทำให้ดูสาวดูสวยดูหนุ่มขึ้น เลยกลายเป็นแฟชั่นสุดฮิต และในปัจจุบันก็มีเครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่ๆที่อ้างว่าสามารถทำ quick fix หรือได้ผลทันตาซึ่งดูภายนอกจะเห็นตามนั้นจริงแต่ภายในน่ะ fix แล้วหรือยัง การชะลอวัยไม่ได้มาจากภายนอกอย่างเดียว ระบบภายในร่างกายก็สำคัญด้วย ความจริงในศาสตร์การแพทย์แล้ว Anti-aging เป็นเรื่องของ life-style modification คือการปรับเปลี่ยนชีวิตมีความสุขและมีสุขภาพที่ดีทั้งภายนอกและภายใน

longevity, anti-aging, happiness, baby-bloomers

ชะลอวัยไม่ใช่เรื่องยาก

ที่ผ่านมาการพัฒนาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Anti-Aging and Regenerative Medicine) ในวงการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมาก รายงานด้านการแพทย์ต่างยืนยันและรับรองถึงแนวทางและโอกาสการชะลอความแก่่่ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยการตรวจสุขภาพแบบ Anti-aging Test ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปไม่ต้องรอให้เข้าวัยทองเพราะยิ่งตรวจเร็วก็ยิ่งชะลอความแก่ได้เร็ว

Anti-aging Test มี 3 วิธีหลักๆคือการตรวจหา free radicals หรืออนุมูลอิสระในร่างกายว่ามีมากน้อยแค่ไหนยิ่งมีมากยิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นควรต้องแก้ไขอย่างไร ต่อมาคือการตรวจหาเซลล์ที่อักเสบหรือ inflammation ซึ่งหากไม่ได้รับการป้องกันดูแลแก้ไขเซลล์นั้นก็จะเสื่อมไปในที่สุดซึ่งจะทำให้แก่ก่อนวัย หรือวัยกลางคนอาจดูว่าเซลล์เสื่อมไปมากน้อยแค่ไหนจะต้องแก้ไขอย่างไรถึงจะกลับมาสมดุลดังเดิม และการตรวจทางพันธุกรรมหรือ genetics ว่ามีส่วนด้อยส่วนดีอย่างไร เพื่อดูแนวโน้มความเส่ียงการเกิดโรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิต ซึ่งเป็นตัวเร่งความชราภาพ ส่วนวัยที่มีฮอร์โมนเริ่มถดถอยต้องตรวจเช็คฮอร์โมนเพิ่มเข้ามาและใครที่อายุมากขึ้นก็เลือกตรวจคัดกรองมะเร็งและตรวจมวลของกระดูกอย่างละเอียดด้วยวิธีการสมัยใหม่เพื่อนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ในการวางแผนดูแลสุขภาพต่อไป

สร้างสมดุลให้ชีวิตด้วยวิธีต้าน “ชรา“

การสร้างความสมดุลในชีวิตไม่ได้ยากอย่างที่คิดอยู่ที่การใส่ใจในรายละเอียดโดยเริ่มตั้งแต่ Healthy Body ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วนเกินไป ลดปริมาณการทานอาหารจากปกติให้เหลือ 60% โดยอาจงดอาหารสักมื้อหนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งและน้ำตาล หันมาเลือกทานแป้งเชิงซ้อน เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปูและข้าวโอ๊ต ที่มีกากใยอาหารทำให้น้ำตาลไม่เข้าสู่เลือดเร็วเกินไป อันเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็ว

healthy-diet, fresh-salmon

Healthy Diet เลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเสริมราคาแพง เน้นทานผักชนิดต่างๆโดยเฉพาะผักคะน้าซึ่งเปรียบกับราชาแห่งผัก แต่ถ้าไม่ชอบทานผักหันมาทานอาหารเสริมก็ช่วยได้ ส่วนเรื่องไลฟ์สไตล์ลองหาเวลาออกกำลังกายสัก 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่ออาทิตย์หรืิอ 10 นาทีทุกวันเท่านั้น

body-mind-soul, yoga

Healthy Mind ออกกำลังกายแล้วก็มาออกกำลังใจกันบ้าง เริ่มจากออกกำลังสมอง ให้สมองได้ผจญภัยบ้างแค่หัดทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่างปกติเวลาหากุญแจในกระเป๋าเราจะมองหา ลองหัดใช้มือสัมผัสโดยไม่ต้องมอง คนที่ถนัดขวาหัดแปรงฟันมือซ้าย หวีผมมือซ้าย เล่นกีฬาที่ไม่เคยเล่นหรือเรียนภาษาที่ 3 เพื่อทำให้สมองอีกด้านที่ไม่ได้ใช้ได้ออกกำลัง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรค Alzhiemer หรือความจำเสื่อม

นอกจากนี้เวลาที่เราเครียดจากการทำงานหรือปัญหาที่รุมเร้า สมองจะหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนความเครียด ทำให้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายอละเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะไม่สดชื่นเท่าที่ควร ลองหาเวลาว่างนั่งทำสมาธิแบบง่ายๆ ทำจิตให้อยู่กับปัจจุบันซึ่งทางสหรัฐอเมริกาเคยทำวิจัยพระในทิเบตที่นั่งสมาธิเปรียบเทียบกันคนธรรมดาแล้วเอามาสแกนสมองปรากฏว่าคนที่ทำสมาธิจะมีสมองที่ไวและหนุ่มกว่าอายุจริง เพราะหัวใจทำงานน้อยลงไม่เหนื่อยง่าย ถ้าใครไม่ถนัดอาจจะหาหนังสือดีๆ สักเล่มมานั่งอ่านเพื่อฝึกจิตให้รู้จักจดจ่อหรือจะฟังเพลงหรือทำก็ได้ที่ทำให้ต้องจดจ่ออยู่กับจิต

เรื่องชะลอวัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ เเต่การดูแลสุขภาพนั้นต้องอาศัยความอดทนเหมือนการออมทรัพย์สะสมไปเรื่อยๆ ถึงอายุเริ่มมากขึ้นแต่สุขภาพยังไม่เป็นรองใครก็จะสร้างความภูมิใจและสุขใจให้กับตัวเอง

ขอเค่รู้จักดูแลตัวเองให้ดูดีจากภายในสู่ภายนอก เพียงเท่านี้คำว่า “แก่” ก็ทิ้งห่างชนิดไม่เห็นฝุ่นอีกต่อไปและอย่าลิมว่าของขวัญปีใหม่่ที่ดีที่สุดคือสุขภาพที่ดีนั่นเอง

wellness

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Aigle Magazine, Vol. 1 January 2011

อันตรายที่แฝงมากับข้าวโพดต้ม

corn, ข้าวโพด, antioxidant, อนุมูลอิสระ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด

เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวกพฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ดีที่สุดควรซื้อข้าวต้มดิบมาแล้วมาต้มเอง เพราะพ่อค้า แม่ค้าส่วนใหญ่จะต้มข้าวโพดในกะลามังสังกะสีหรือหม้ออลูมิเนียมบางๆและตั้งบนไฟร้อนๆตลอดเวลา นั่นหมายถึงจะมีสารโลหะ สารตะกั่วออกมาปนในน้ำที่เค้าต้มทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกๆครั้งที่คุณเดินตามตลาดหรือตลาดนัด กรุณาสังเกตุด้วยนะคะว่าเค้าใช้ภาชนะใดต้มข้าวโพด และยิ่งไปกว่านั้นร้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยล้างข้าวโพดก่อน คือปอกเปลือกแล้วต้มเลยหรือไม่ก็ต้มพร้อมเปลือกซึ่งจะมียาฆ่าแมลงตกค้างและถูกต้มพร้อมๆกันไปกับข้าวโพดด้วย ถ้าไม่อยากเป็นโรคร้ายแรงก่อนไวอันควร ควรซื้อข้าวโพดมาต้มเองจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาสตรี 2000
บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

ยาเยนเยน
แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร ทำไมได้ยินบ่อยจัง

oil-pulling, ออยล์พูลลิ่ง, coconut-oil-cold-pressed, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันงา

ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านาน เป็นศาสตร์อายุรเวชโบราณที่รู้จักกันในชื่อ Kavala Graham นิยมปฏิบัติกันในสายแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัด ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535

Oil pulling ได้รับการยอมรับว่าสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกโดยเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคภัย การอมน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (10 ml.) ไว้ในปากและเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ทั้งดูด ดึง และดันประมาณ 15-20นาที และบ้วนทิ้งไป จะลดจำนวนแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัวที่อยู่ในปากเรา

อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคให้น้อยลงหรือหมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

Oil pulling ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมัน (ซึ่งเซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันกับน้ำมันเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นน้ำมันที่คุณเอาเข้าปากเพื่อทำออยล์พูลลิ่งจึงสามารถดูดแบคทีเรียในปากของคุณได้ และนี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

ส่วนน้ำมันที่ใช้ในการทำ Oil pulling นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (cold-pressed coconut oil) อย่างเดียว คุณสามารถนำน้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงามาใช้แทนก็ได้ และเวลาที่ดีที่สุดในการทำ Oil pulling คือตอนเช้าหลังตื่นนอนแต่ก่อนแปรงฟัน

โรคที่ออยล์พูลลิ่งสามารถรักษาให้หายได้

  • โรคปวดหัว
  • โรคปวดฟันหรือโรคเกี่ยวกับช่องปาก
  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • โรคเรื้อนกวาง
  • โรคผิวหนัง
  • โรคกระเพาะและโรคเกี่ยวกับลำไส้
  • โรคหัวใจ
  • โรคไต โรคตับ โรคปอด
  • ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
    แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

    ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
    บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

    ยาสตรี 2000
    บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

    ยาเยนเยน
    แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

    ดื่มน้ำเยอะแต่ดื่มไม่ถูกเวลา นำมาซึ่งโรคภัย

    ดื่มน้ำ

    คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงมีปัญหาสุขภาพมากมาย พอโรคนี้หาย โรคนั้นก็ถามหา หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายคุณรวนและนำไปสู่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยคือ ระบบย่อยทำงานบกพร่อง เนื่องมาจากการดื่มน้ำไม่ถูกวิธี เรามีเคล็ดลับการดื่มน้ำง่ายๆที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติได้มาฝากค่ะ

    1. ดื่มน้ำให้พอเพียงกับน้ำหนักตัว โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้
    น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร 2 คูณ 2.2 คูณ 30 = ปริมาณน้ำเป็นซีซี (cc.)
    นำผลลัพธ์หารด้วย 200 เพราะน้ำหนึ่งแก้วเทียบเท่าปริมาณ 200 ซีซี

    ทีนี้คุณก็พอทราบแล้วใช่ไหมคะว่าควรดื่มนำ้กี่แก้วในหนึ่งวัน

    2. ตื่นเช้า (ก่อนแปรงฟัน) ควรดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง 1-2 แก้ว เพื่อเป็นการชำระของเสียในร่างกาย

    3. หลังจากนั้นให้ใช้การจิบบ่อยตลอดทั้งวัน ไม่ใช่รอให้กระหายก่อนแล้วจึงตะบี้ตะบันดื่ม
    ถ้าดื่มรวดเดียวหมด 1-2 แก้ว คุณจะหายกระหายน้ำ ณ เวลานั้นแต่ร่างกายคุณจะอยู่ในสภาวะขาดน้ำ เพราะน้ำที่ร่างกายได้รับในปริมาณมากๆในคราวเดียวจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่ต้องถูกขับทิ้งออกมาในรูปของปัสสาวะ ผลก็คือไตจะทำงานหนัก คุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตในอนาคต

    ดื่มน้ำ

    4. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม กาแฟ สุรา เบียร์

    5. งดดื่มน้ำ 15 นาที ก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร หรือหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ หรือถ้าจะดื่มก็สามารถดื่มได้ แต่ทั้งสามเวลานี้ ดื่มน้ำรวมไม่ควรเกิน ครึ่งแก้ว และหลังจากทานอาหารแล้ว 40 นาที จึงจะดื่มน้ำได้ตามปกติ เพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเข้มข้นพอที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ง่ายๆแค่นี้ ลองปฏิบัติกันดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าสุขภาพคุณดีขึ้นได้จริงๆค่ะ

    ยาเยนเยน
    แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

    ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
    แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

    โรคไข้เลือดออก

    ยุงลาย

    โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ยุงลายจะได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่จากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและแพร่ไปสู่ผู้ป่วยคนอื่นๆ ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ ส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โรคนี้จะระบาดทุกปีในช่วงฤดูฝน หรือช่วงเดือนพฤษภาคมถึง เดือนกันยายน ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น เชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotype) คือ DEN1, DEN2, DEN3, DEN4 การติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งในครั้งแรก เรียกว่า การติดเชื้อปฐมภูมิ (Primary infection) อาจไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง อีกทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ที่เป็น คือประมาณ 6-12 เดือน ส่วนการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่เหลือในครั้งต่อไป เรียกว่าการติดเชื้อทุติยภูมิ (Secondary infection) มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนสูง

    โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย Aedes Aegypti ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกี Dengue Virus จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและ ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ยุงลายจะออกหากินในตอนกลางวัน มักหลบซ่อนตัวในที่มืด อาศัยและวางไข่ทั่วไปในชุมชน แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะอยู่ตามโอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรองกระถางต้นไม้ ยาง รถยนต์เก่า กระป๋อง กะลา เป็นต้น

    การวินิจฉัย

    ส่วนใหญ่มักวินิจฉัยจากอาการ อาการที่เป็นรูปแบบเฉพาะคือการมีไข้สูงโดยไม่ปรากฏตำแหน่งที่ทำให้เกิดไข้ชัดเจน มีผื่นขึ้น มีเกล็ดเลือดต่ำ และเม็ดเลือดขาวต่ำ ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อแยกจากโรคตับระยะสุดท้ายเนื่องจากมีลักษณะคล้ายกัน

    นิยามของโรคไข้เลือดออกโดยองค์การอนามัยโลกนั้นใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 โดยต้องมีลักษณะครบทั้ง 4 ประการ

    • มีไข้ มีปัญหาทางกระเพาะปัสสาวะ ปวดศีรษะเรื้อรัง มึนงงอย่างมาก และเบื่ออาหาร
    • มีแนวโน้มจะมีเลือดออก (ทูนิเกต์เทสท์ให้ผลบวก มีจ้ำขึ้นเอง มีเลือดออกทางเยื่อบุ เหงือก แผลเจาะ ฯลฯ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือด)
    • เกล็ดเลือดต่ำ (น้อยกว่า 100,000 ตัวต่อหนึ่งไมโครลิตร หรือประมาณน้อยกว่า 3 ตัว ต่อหนึ่งมุมมองกล้องกำลังขยายสูง)
    • ปรากฏหลักฐานของการเสียพลาสมาจากหลอดเลือด (ความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงสูงกว่าที่ประมาณไว้มากกว่าร้อยละ 20 หรือลดลงเกินกว่าร้อยละ 20 ปรากฏมีของเหลวในเยื่อหุ้มปอด มีของเหลวในช่องท้อง หรือมีโปรตีนต่ำในกระแสเลือด)
    • มีภาวะสมองอักเสบ

    อาการของไข้เลือดออกไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่รีบรักษา ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อคและอาจเสียชีวิต

    ระยะไข้สูง
    ผู้ป่วยจะมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส อย่างเฉียบพลัน เป็นเวลา 2-7 วัน บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง ไม่มีน้ำมูกหรือไอ เบื่ออาหาร อาเจียน ตับโต กดเจ็บ มีผื่นตามตัว มีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามผิวหนัง ลำตัว แขน ขา รักแร้ เนื่องจากเส้นเลือดเปราะหรือการทำ Tourniquet test จะพบจุดเลือดออก และให้ผลบวก อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายเป็นสีดำ

    ระยะวิกฤติ (ระยะช็อคและเลือดออก)
    อาการทรุดลงเข้าสู่ภาวะช็อคเมื่อไข้ลดลงกระทันหัน (ประมาณวันที่ 3-6 ของโรค) ผู้ป่วยจะมีมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ อาเจียนมาก ปวดท้อง บางรายซึมมากขึ้น ปัสสาวะน้อย อาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ้าให้การรักษาไม่ทัน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 12-24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนและได้รับการรักษาทันและถูกต้องระยะนี้จะกินเวลา 24-48 ชัวโมง แล้วเข้าสู่ระยะฟื้นตัวของร่างกาย จะเริ่มรู้สึกอยากอาหาร ซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผู้ป่วยพ้นระยะอันตราย

    ระยะฟื้น
    อาการทั่วไปดีขึ้น ความดันโลหิตและชีพจรกลับเป็นปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ตับที่โตจะลดขนาดลงภายใน 1-2 สัปดาห์ เริ่มรับประทานอาหารได้ มักมีผื่นแดงที่ขา ปลายมือปลายเท้าและมีอาการคัน

    ลักษณะสำคัญของไข้เลือดออกคือ

    • ไข้สูงเฉียบพลัน ประมาณ 2-7 วัน
    • เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
    • บางรายอาจมีจุดเลือดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา อาจมีกำเดาออก หรือเลือดออกตามไรฟัน และถ่ายอุจาระดำเนื่องจากเลือดออก และอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้
    • ในรายที่ช็อคจะสังเกตได้จากการที่ไข้ลดแต่ผู้ป่วยซึมลง ตัวเย็น หมดสติและเสียชีวิตได้

    การรักษา

    1. ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ จึงให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
    2. เช็ดตัวลดไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการชัก
    3. ให้ยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอล “ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพริน” เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกง่าย
    4. ให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร อาเจียนและอ่อนเพลีย ควรให้ดื่มน้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ โดยดื่มทีละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อยๆ
    5. ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย
    6. เมื่อสงสัยว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก โดยมีไข้สูงลอย เกิน 38.5 องศาเซลเซียส นานเกิน 2 วัน หรือหน้าแดง คอแดง ปวดศีรษะ หรือปวดกระบอกตา ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว จะทำให้ลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้

    เมื่อไรจะให้กลับบ้าน

    1. ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้  และผู้ป่วยอยากอาหาร
    2. ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
    3. ความเข้มของเลือดคงที่
    4. 3 วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
    5. เกร็ดเลือดมากกว่า 100000
    6. ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด

    วิธีป้องกัน

    • พยายามไม่ให้ยุงกัด
    • ปราบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งชอบวางไข่ในน้ำสะอาดที่อยู่นิ่งๆ ตามภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขัง
    • ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้
    • รายงานคนไข้ไปที่โรงพยาบาลหรือสาธารณสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการกำจัดยุงบริเวณนั้นและควบคุมโรคก่อนที่จะมีการระบาดเพิ่ม

    การพัฒนาวัคซีนและยา

    ยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัสเดงกี่ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออกจำหน่ายในตลาด เนื่องจากยังอยู่ในขั้นการทดลองและพัฒนาอยู่ การเร่งพัฒนาวัคซีนอย่างจริงจังนั้นเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 สำหรับประเทศไทย ได้มีการทดสอบวัคซีนไวรัสไข้เลือดออกในอาสาสมัครจำนวน 3,000-5,000 คน หลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบในสัตว์และอาสาสมัครกลุ่มเล็ก และขณะนี้วัคซีนที่ถูกเลือกได้เข้าสู่การทดสอบระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้ว ปัญหาสำคัญของการพัฒนาวัคซีนคือการที่ไวรัสมีจำนวนสายพันธุ์ถึง 4 สายพันธุ์ ทำให้วัคซีนที่พัฒนาออกมาต้องยับยั้งได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ อีกทั้งกลไกการติดเชื้อของไข้เลือดออกนั้นยังมีความซับซ้อน

    อ้างอิงข้อมูลจาก
    ศูนย์ข้อมูลสุขภาพโรงพยาบาลปิยเวช โรงพยาบาลพญาไท
    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข