Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

โรคอ้วนและดัชนีมวลกาย

โรคอ้วน หรือ Obesity
หมายถึงสภาวะร่างกายที่มีไขมันสะสมไว้ตามอวัยวะต่างๆ มากจนเกินไป จนเสียสมดุลระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วน
  • กรรมพันธุ์ – ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งที่อ้วนลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 40 แต่ไม่ควรที่จะวิตกกังวลจนเกินเหตุ ไม่ใช่ว่าคุณจะสิ้นโอกาสผอมหรือหุ่นดี
  • นิสัยจากการรับประทานอาหาร – คนที่มีนิสัยการรับประทานอาหารไม่ดี หรือที่เรียกกันว่า กินจุบจิบ ไม่เป็นเวลาก็ทำให้อ้วนขึ้นได้
  • การไม่ออกกำลังกาย – ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดี แต่มีการออกกำลังกาย บ้างก็อาจทำให้ยืดเวลาความอ้วน แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดีแล้วนั่งๆ นอนๆ โดยไร้ซึ่งการยืดเส้นยืดสาย ในไม่ช้าก็จะเกิดการสะสมไขมันในร่างกาย
  • อารมณ์และจิตใจ – มีบางคนที่รับประทานอาหารตามอารมณ์และจิตใจ เช่น กินอาหารเพื่อดับความโกรธแค้น กลุ้มใจ กังวลใจ บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารทำให้ใจสงบ จึงยึดอาหารไว้เป็นสิ่งที่สร้างความสบายใจ แต่ในทางกลับกัน บางคนที่รู้สึกเสียใจ กลุ้มใจ ก็กินอาหารไม่ได้ ถ้าในระยะเวลานานๆ ก็มีผลทำให้เกิดการขาดอาหาร ฯลฯ
  • ความไม่สมดุลกับความรู้สึกอิ่ม ความหิว ความอยากอาหาร – เมื่อใดที่ความอยากกินเพิ่มขึ้นเมื่อนั้นการบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้น “กินจุ” ในที่สุดก็จะทำให้เกิดความอ้วน
  • เพศ – ผู้หญิงสามารถอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหาอาหารมากินได้ตลอดเวลา อีกทั้งผู้หญิงจะต้องตั้งครรภ์ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น เพราะต้องกินอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และหลังคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงให้เท่ากับเมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้
  • อายุ – เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะอ้วนก็เพิ่มขึ้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานน้อยลง
  • กระบวนการทางเคมีที่เกิดกับร่างกาย
  • ยา – ผู้ป่วยบางโรคนั้น จะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือใช้ยาคุมกำเนิด ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน

คนที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะก่อให้เกิดความอึดอัดแก่ตนเองแล้ว ยังทำให้เสียบุคคลิกภาพและเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆดังนี้

  • ไขมันในเลือดสูง
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
  • โรคข้อกระดูกเสื่อม
  • โรคทางระบบทางเดินหายใจ
  • โรคมะเร็งบางประเภท
วิธีการลดความอ้วน

ปัจจุบันยังมีคนอีกจำนวนมากที่ชอบใช้ทางลัดในการลดความอ้วน คือทานยาลดความอ้วนหรือการอดอาหาร ซึ่งทั้งสองวิธีที่กล่าวมานี้เป็นวิธีที่ผิด เพราะจะมีผลข้างเคียงตามมามากมายถึงแม้ว่าจะได้น้ำหนักที่ต้องการ

1. ควบคุมอาหาร
ลดอาหารจำพวกแป้ง หรือรับประทานอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่นข้าวที่ไมขัดสี เพราะจะทำให้อิ่มได้นานขึ้น เน้นอาหารประเภทโปรตีน ลดของมันของหวาน

2. ออกกำลังกาย
คนอ้วนควรหันมาออกกำลังกายแบบสลายไขมันก่อน คือ aerobic exercise เป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนี่อง อย่างน้อย 20 นาทีขึ้นไปเช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นรำ รำไท๊เก๊ก หรือแม้กระทั่งเล่นโยคะ ถ้ารีบร้อนอยากจะหุ่นฟิตแอนด์เฟิมโดยที่ยังไม่ได้ลดขนาดของไขมันที่มีอยู่ตามทุกส่วนของร่างกาย แล้วรีบร้อนไปแล่นกีฬาแบบ nonaerobic exercise จะทำให้ไขมันเปลียนเป็นกล้ามเนี้อ ผลก็คือรูปร่างก็จะใหญ่และยิ่งลดน้ำหนักยากขึ้นไปอีก

ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม
งดทานขนมจุบจิบ มื้ิอเช้าและกลางวันสามารถทานเยอะได้ งดแป้งในมื้อเย็น ไม่ทานอาหารก่อนเวลาเข้านอน หรือถ้าต้องทานดึก อย่างน้อยควรมีเวลาให้กระเพาะอาหารได้ย่อยซัก 3-4 ชั่วโมง

3. จิตใจที่ผ่องใส
เมื่อใดที่เราไม่เครียด น้ำย่อยในร่างกายก็จะหลั่งตามปรกติ แล้วเราก็จะไม่หิวบ่อย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนน้อยจะทำให้ร่างกายเหนี่อยล้าได้ง่าย และจะนำมาซึ่งความหิวและการรับประทานที่เกินพอดี

และถ้าเราอยากรู้ว่าน้ำหนักเราได้สัดส่วนกับส่วนสูงของเรารึเปล่า ให้คำนวนหาค่า BMI หรือ Body Mass Index ซึ่งก็คือค่าดัชนีมวลกาย โดยเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความสูงและน้ำหนักของเรา วิธีคิดคือเอาฯ้ำหนักตัวหารด้วยความสูงคูณความสูง เช่นหากคุณสูง 170 เซนติเมตรและหนัก 60 กิโลกรัม

คำนวนอย่างนี้
60/(1.70*1.70) = 20.8

หากค่า BMI ตรงกับ 25 หรือสูงกว่า หมายถึงน้ำหนักเกิน แต่ถ้าค่า BMI อยู่ที่ 30ขึ้นไป หมายความว่าเข้าข่ายเป็น “โรคอ้วน”

A graph of body mass index is shown above. The dashed lines represent subdivisions within a major class. For instance the "Underweight" classification is further divided into "severe", "moderate", and "mild" subclasses.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ ห้างขายยาตราเสือมังกร
นิตยสาร Aigle Vol.1 January 2011

ยาทิพย์ลีลา
เป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูก

ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

หลายครั้งที่คุณอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปตรวจสุขภาพทุกๆปี ทั้งๆที่ร่างกายในปัจจุบันก็ยังแข็งแรงดี และบ่อยคั้งที่คุณอาจจะยังงงๆและสงสัยว่าในการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งจะต้องตรวจอะไรบ้างและควรแริ่มจากสิ่งใด เรามีคำตอบให้ในนี้ค่ะ

การตรวจสุขภาพก็เหมือนกับการประเมินสภาพร่างกายของเราค่ะว่า ภายในร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่หรือไม่ หรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคในอนาคตหรือเปล่า และหากตรวจพบว่ามีอาการบางอย่างที่ส่อเค้าว่าอาจพบโรคบางโรคในระยะเริ่มต้น เราจะได้เตรียมปรึกษาคุณหมอเพื่อดูแลและรักษาสุขภาพให้ห่างไกลโรคแต่เนิ่นๆ ส่วนข้อจำกัดในการเลือกว่าจะตรวจสภาพร่างกายลักษณะใดนั้น สามารถแบ่งองค์ประกอบโดยขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และความเสี่ยงเป็นหลัก แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงการตรวจสภาพร่างกายมีหลายวิธี หากไม่มีข้อบ่งชี้ หรืิออาการที่แสดงออกมาก็สมควรที่จะต้องเลือกการตรวจวิเคราะห์สภาพร่างกายบางอย่าง เพราะการตรวจบางประเภทนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น หากต้องทำ CT Scan ทั้งตัวเพีื่อหามะเร็ง คุณอาจจะได้รับรังสีมากจนเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ซึ่งเป็นข้อควรระวัง

ที่ผ่านมามีหลายคนที่ตรวจสุขภาพเสร็จแล้วแต่ไม่ทราบว่าต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือควรต้องระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง แสดงว่าคุณได้ประโยชน์แค่ครึ่งเดียว คือการค้นหาโรคที่อาจจะพบเจอจากการตรวจสุขภาพแต่คุณยังไม่ได้ป้องกันตัวเองจากโรคต่างๆที่อาจจะเกิดขั้นภายหลังถ้าคุณไม่พึงระวัง

ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะเลือกรายการตรวจ เราต้องพิจารณาความเสี่ยง อายุ และเพศเป็นสำคัญ

เรามาดูกันค่ะว่าหลักๆมีอะไรบ้าง

Complete Blood Count
ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด คือการตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดง รูปร่างของเม็ดเลือดแดง เพีื่อบ่งชี้ภาวะของโลหิตจางและการตรวจนับเม็ดเลือดขาว เพื่อดูการติดเชื้อและภูมิต้านทานของร่างกาย รวมถึงการตรวจเกร็ดเลือดเพื่อดูความสามารถในการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล

Glucose
เบาหวาน คือการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อทำการคัดกรองกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน

Hemoglobin A1C
คือการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของเดือนที่ผ่านมาเพื่อคัดกรองโรคเบาหวานและประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน

Total Cholesterol
คือการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างสมบูรณ์ของระดับคอเลสเตอรอลในเลือดซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองและโรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น

  • 1) HDL-Cholesterol ไขมันชนิดดีทำหน้าที่ป้องกัน LDL และ Cholesterol ไปสะสมที่เส้นเลือด
  • 2) LDL-Cholesterol ไขมันชนิดไม่ดีทำหน้าที่ควบคุมระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกันการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • 3) Triglyceride ไตรกลีเซอไรด์ได้จากการสังเคราะห์ที่ตับ สาเหตุที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงได้แก่ การไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
  • High Sensitivity C-Reactive Protein
    คือการตรวจเพื่อบอกถึงค่าความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ Exercise Stress Echocardiography การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ขิดและ Echocardiogram เพื่อดูโครงสร้างจองหัวใจพร้อมทั้งลิ้นหัวใจ การบีบเลือดออกจากหัวใจ ทั้งก่อนและหลังการเดินสายพาน ทำให้สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงแขนขา ซึ่งจะบอกถึงความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจในอนาคตได้

    Uric Acid
    คือการตรวจวัดระดับยูริคในเลือดที่สูงกว่ามาตรฐานของโรคเก๊่าท์ โรคนิ่วในไต ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระดับยูริคสูงขึ้นอาจเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ผักบางชนิด เช่น แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก

    Blood Urea Nitrogen BUN
    คือการตรวจการทำงานของไต วัดระดับปริมาณของเสียที่ร่างกายปกติจะสามารถขับออกไปได้ หากคุณมีโรคไตจะทำให้มีการคั่งของ Creatinine ในร่างกายซึ่งเป็นสารที่บ่งบอกถึงการทำงานของไต

    Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase (SG OT/AST)
    คือการตรวจการทำงานของตับ เอนไซม์ ที่พบได้จากเนื้อเยื่อของอวัยวะหลายชนิดได้แก่ หัวใจ กล้ามเนื้ิอ สมอง ตับอ่อน ม้ามและไต ซึ่งจะสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อมีการบาดเจ็บหรือการอักเสบของอวัยวะอันเนื้องมาจากการรับประทานยาบางชนิดหรือการบาดเจ็บของกระดูกเป็นต้น

    การตรวจหาไวรัสตับอักเสบ

    • ไวรัสตับอักเสบบี
    • การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทำได้โดยการตรวจ Hepatitis B Surface Antigen (HbsAg) และทำการตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยการตรวจ Hepatitis B Surface Antibody (Anti-HBs) สำหรับผู้ที่ไม่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื้อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

    • ไวรัสตับอักเสบเอ
    • สามารถติดต่อได้จากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหาร ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบซึ่งสามารถทำการตรวจหาภูมิคุ้มกันสำหรับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้ โดยการตรวจ HAV LgG ซึ่งหากไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

    • ไวรัสตับอักเสบซี
    • การตรวจสำหรับไวรัสตับอักเสบซีเป็นการตรวจว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ โดยการตรวจ Anti HCV ถ้าตรวจพบว่าเป็น Positive แสดงว่ามีการติดเชื้อหรือเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบซี ต้องพบแพทย์เพื้อรักษาต่อไป

    การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง Tumor Marker

    Alpha-fetoprotein (AF) เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งตับ ซึ่งถ้าหากพบว่าสูงกว่าค่ามาตรฐานก็ควรจะต้องทำการตรวจโดยละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับเพื่อยืนยันอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามผลการตรวจ AFP อาจสูงขึ้นกว่าปกติได้เล็กน้อยในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรัง

    Carcinoembrionic Antigen (CEA)
    เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ อาจพบว่าสูงขึ้นได้ในผู้ป่วยมะเร็ง ปอด ตับ ตับอ่อนและสามารถพบได้ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดมาเป็นเวลานาน ภาวะตับแข็งหากพบว่าสูงกว่าค่ามาตรฐานต้องทำการตรวจโดยละเอียด เช่น การส่องกล้องตรวจลำไส้ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    Prostate Specific Antigen (PSA)
    เป็นการตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจจะพบว่าสูงกว่าปกติได้ในผู้ป่วยที่มี่ต่อมลูกหมากโต ควรจะทำการตรวจ PSA ในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและควรทำการตรวจเป็นประจำทุกปี

    CA125
    เป็นการตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งรังไข่และอาจพบว่าสูงขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีถุงน้ำที่รังไข่ ก้อนเนื้อที่รังไข่หรือมีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ซึ่งถ้าหากพบว่ามีค่าสูงกว่ามาตรฐานควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้อง ส่วนล่างหรือการส่องกล้องเพื่อตรวจภายในช่องท้อง

    CA15-3
    เป็นการตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามการตรวจมะเร็งที่ได้ผลดีและเป็นที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือการตรวจเอ็กซเรย์และอัลตราซาวน์เต้านม (Mammogram)

    CA19-9
    เป็นการตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งตับอ่อนและทางเดินอาหาร หากพบว่าสูงกว่ามาตรฐานควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม

    Urine Examination
    การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจเพื่อดูการทำงานของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ เพิ่มตั้งแต่การตรวจสี ความใส ความเป็นกรด ด่าง และการตรวจหาสารต่างๆที่จะปนมาในปัสสาวะ

    Stool Occult Blood
    การตรวจคัดกรองการเกิดมะเร็งลำไส้ มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ระยะแรกและหากพบว่ามีเลือดปนในอุจจาระต้องทำการตรวจเพิ่มเติมโดยการส่องกล้องเพื่อตรวจทางเดินอาหารโดยละเอียด

    Chest X-Ray
    การตรวจเอ็กซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามีก้อนหรือจุดผิดปกติในปอดและสามารถดูขนาดของหัวใจได้ แต่สำหรับมะเร็งปอด การตรวจเอ็กซเรย์ปอดบางครั้งก็บอกไม่ได้ มาตรวจเดือนนี้ไม่พบแต่อีกสามเดือนมาตรวจอีก แล้วเจอก็เป็นได้

    Ultrasound Whole Abdomen
    การตรวจอัลตราซาวน์ช่องท้อง ถ้าเป็นช่องท้องส่วนบนจะดูตับ ไต ตับอ่อน ถุงน้ำดี ม้าม เส้นเลือดแดงใหญ่ว่ามีก้อนติ่งเนื้อหรือนิ่วบ้างหรือไม่ และถ้าเป็นช่องท้องส่วนล่างก็จะดูกระเพาะปัสสาวะ คุณผู้หญิงก็จะสามารถเห็นมดลูก รังไข่ ส่วนคุณผู้ชายก็จะสามารถดูต่อมลูกหมากได้

    ดิฉันเชื่อว่าข้อดีของการตรวจสุขภาพประจำปีนั้นสามารถป้องกันโรคได้และค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรกและสุดท้ายเพื่อนำผลข้อมูลที่ได้ของคุณมาปรับเปบียนพฤติกรรมเดิมๆ ให้มีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจซำ้ไปซำ้มาจนเกินความจำเป็น

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    นิตยสาร Aigle Vol.1 January 2011

    Anti-aging เรื่องจริงหรือแค่แฟชั่น

    Healthy-skin, anti-aging, laser

    Fact or Fashion?

    คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า Anti-aging คือเรื่องของการชะลอวัยทำให้ดูสาวดูสวยดูหนุ่มขึ้น เลยกลายเป็นแฟชั่นสุดฮิต และในปัจจุบันก็มีเครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่ๆที่อ้างว่าสามารถทำ quick fix หรือได้ผลทันตาซึ่งดูภายนอกจะเห็นตามนั้นจริงแต่ภายในน่ะ fix แล้วหรือยัง การชะลอวัยไม่ได้มาจากภายนอกอย่างเดียว ระบบภายในร่างกายก็สำคัญด้วย ความจริงในศาสตร์การแพทย์แล้ว Anti-aging เป็นเรื่องของ life-style modification คือการปรับเปลี่ยนชีวิตมีความสุขและมีสุขภาพที่ดีทั้งภายนอกและภายใน

    longevity, anti-aging, happiness, baby-bloomers

    ชะลอวัยไม่ใช่เรื่องยาก

    ที่ผ่านมาการพัฒนาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ (Anti-Aging and Regenerative Medicine) ในวงการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นมาก รายงานด้านการแพทย์ต่างยืนยันและรับรองถึงแนวทางและโอกาสการชะลอความแก่่่ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยการตรวจสุขภาพแบบ Anti-aging Test ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปไม่ต้องรอให้เข้าวัยทองเพราะยิ่งตรวจเร็วก็ยิ่งชะลอความแก่ได้เร็ว

    Anti-aging Test มี 3 วิธีหลักๆคือการตรวจหา free radicals หรืออนุมูลอิสระในร่างกายว่ามีมากน้อยแค่ไหนยิ่งมีมากยิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นควรต้องแก้ไขอย่างไร ต่อมาคือการตรวจหาเซลล์ที่อักเสบหรือ inflammation ซึ่งหากไม่ได้รับการป้องกันดูแลแก้ไขเซลล์นั้นก็จะเสื่อมไปในที่สุดซึ่งจะทำให้แก่ก่อนวัย หรือวัยกลางคนอาจดูว่าเซลล์เสื่อมไปมากน้อยแค่ไหนจะต้องแก้ไขอย่างไรถึงจะกลับมาสมดุลดังเดิม และการตรวจทางพันธุกรรมหรือ genetics ว่ามีส่วนด้อยส่วนดีอย่างไร เพื่อดูแนวโน้มความเส่ียงการเกิดโรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิต ซึ่งเป็นตัวเร่งความชราภาพ ส่วนวัยที่มีฮอร์โมนเริ่มถดถอยต้องตรวจเช็คฮอร์โมนเพิ่มเข้ามาและใครที่อายุมากขึ้นก็เลือกตรวจคัดกรองมะเร็งและตรวจมวลของกระดูกอย่างละเอียดด้วยวิธีการสมัยใหม่เพื่อนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ในการวางแผนดูแลสุขภาพต่อไป

    สร้างสมดุลให้ชีวิตด้วยวิธีต้าน “ชรา“

    การสร้างความสมดุลในชีวิตไม่ได้ยากอย่างที่คิดอยู่ที่การใส่ใจในรายละเอียดโดยเริ่มตั้งแต่ Healthy Body ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วนเกินไป ลดปริมาณการทานอาหารจากปกติให้เหลือ 60% โดยอาจงดอาหารสักมื้อหนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้งและน้ำตาล หันมาเลือกทานแป้งเชิงซ้อน เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปูและข้าวโอ๊ต ที่มีกากใยอาหารทำให้น้ำตาลไม่เข้าสู่เลือดเร็วเกินไป อันเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็ว

    healthy-diet, fresh-salmon

    Healthy Diet เลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเสริมราคาแพง เน้นทานผักชนิดต่างๆโดยเฉพาะผักคะน้าซึ่งเปรียบกับราชาแห่งผัก แต่ถ้าไม่ชอบทานผักหันมาทานอาหารเสริมก็ช่วยได้ ส่วนเรื่องไลฟ์สไตล์ลองหาเวลาออกกำลังกายสัก 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่ออาทิตย์หรืิอ 10 นาทีทุกวันเท่านั้น

    body-mind-soul, yoga

    Healthy Mind ออกกำลังกายแล้วก็มาออกกำลังใจกันบ้าง เริ่มจากออกกำลังสมอง ให้สมองได้ผจญภัยบ้างแค่หัดทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่างปกติเวลาหากุญแจในกระเป๋าเราจะมองหา ลองหัดใช้มือสัมผัสโดยไม่ต้องมอง คนที่ถนัดขวาหัดแปรงฟันมือซ้าย หวีผมมือซ้าย เล่นกีฬาที่ไม่เคยเล่นหรือเรียนภาษาที่ 3 เพื่อทำให้สมองอีกด้านที่ไม่ได้ใช้ได้ออกกำลัง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรค Alzhiemer หรือความจำเสื่อม

    นอกจากนี้เวลาที่เราเครียดจากการทำงานหรือปัญหาที่รุมเร้า สมองจะหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนความเครียด ทำให้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายอละเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะไม่สดชื่นเท่าที่ควร ลองหาเวลาว่างนั่งทำสมาธิแบบง่ายๆ ทำจิตให้อยู่กับปัจจุบันซึ่งทางสหรัฐอเมริกาเคยทำวิจัยพระในทิเบตที่นั่งสมาธิเปรียบเทียบกันคนธรรมดาแล้วเอามาสแกนสมองปรากฏว่าคนที่ทำสมาธิจะมีสมองที่ไวและหนุ่มกว่าอายุจริง เพราะหัวใจทำงานน้อยลงไม่เหนื่อยง่าย ถ้าใครไม่ถนัดอาจจะหาหนังสือดีๆ สักเล่มมานั่งอ่านเพื่อฝึกจิตให้รู้จักจดจ่อหรือจะฟังเพลงหรือทำก็ได้ที่ทำให้ต้องจดจ่ออยู่กับจิต

    เรื่องชะลอวัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ เเต่การดูแลสุขภาพนั้นต้องอาศัยความอดทนเหมือนการออมทรัพย์สะสมไปเรื่อยๆ ถึงอายุเริ่มมากขึ้นแต่สุขภาพยังไม่เป็นรองใครก็จะสร้างความภูมิใจและสุขใจให้กับตัวเอง

    ขอเค่รู้จักดูแลตัวเองให้ดูดีจากภายในสู่ภายนอก เพียงเท่านี้คำว่า “แก่” ก็ทิ้งห่างชนิดไม่เห็นฝุ่นอีกต่อไปและอย่าลิมว่าของขวัญปีใหม่่ที่ดีที่สุดคือสุขภาพที่ดีนั่นเอง

    wellness

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    Aigle Magazine, Vol. 1 January 2011

    อันตรายที่แฝงมากับข้าวโพดต้ม

    corn, ข้าวโพด, antioxidant, อนุมูลอิสระ

    นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด

    เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

    คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวกพฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ดีที่สุดควรซื้อข้าวต้มดิบมาแล้วมาต้มเอง เพราะพ่อค้า แม่ค้าส่วนใหญ่จะต้มข้าวโพดในกะลามังสังกะสีหรือหม้ออลูมิเนียมบางๆและตั้งบนไฟร้อนๆตลอดเวลา นั่นหมายถึงจะมีสารโลหะ สารตะกั่วออกมาปนในน้ำที่เค้าต้มทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกๆครั้งที่คุณเดินตามตลาดหรือตลาดนัด กรุณาสังเกตุด้วยนะคะว่าเค้าใช้ภาชนะใดต้มข้าวโพด และยิ่งไปกว่านั้นร้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยล้างข้าวโพดก่อน คือปอกเปลือกแล้วต้มเลยหรือไม่ก็ต้มพร้อมเปลือกซึ่งจะมียาฆ่าแมลงตกค้างและถูกต้มพร้อมๆกันไปกับข้าวโพดด้วย ถ้าไม่อยากเป็นโรคร้ายแรงก่อนไวอันควร ควรซื้อข้าวโพดมาต้มเองจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

    ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
    แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

    ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
    บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

    ยาสตรี 2000
    บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

    ยาเยนเยน
    แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

    ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร ทำไมได้ยินบ่อยจัง

    oil-pulling, ออยล์พูลลิ่ง, coconut-oil-cold-pressed, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันงา

    ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านาน เป็นศาสตร์อายุรเวชโบราณที่รู้จักกันในชื่อ Kavala Graham นิยมปฏิบัติกันในสายแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัด ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535

    Oil pulling ได้รับการยอมรับว่าสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกโดยเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคภัย การอมน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (10 ml.) ไว้ในปากและเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ทั้งดูด ดึง และดันประมาณ 15-20นาที และบ้วนทิ้งไป จะลดจำนวนแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัวที่อยู่ในปากเรา

    อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคให้น้อยลงหรือหมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

    Oil pulling ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมัน (ซึ่งเซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันกับน้ำมันเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นน้ำมันที่คุณเอาเข้าปากเพื่อทำออยล์พูลลิ่งจึงสามารถดูดแบคทีเรียในปากของคุณได้ และนี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

    ส่วนน้ำมันที่ใช้ในการทำ Oil pulling นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (cold-pressed coconut oil) อย่างเดียว คุณสามารถนำน้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงามาใช้แทนก็ได้ และเวลาที่ดีที่สุดในการทำ Oil pulling คือตอนเช้าหลังตื่นนอนแต่ก่อนแปรงฟัน

    โรคที่ออยล์พูลลิ่งสามารถรักษาให้หายได้

  • โรคปวดหัว
  • โรคปวดฟันหรือโรคเกี่ยวกับช่องปาก
  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • โรคเรื้อนกวาง
  • โรคผิวหนัง
  • โรคกระเพาะและโรคเกี่ยวกับลำไส้
  • โรคหัวใจ
  • โรคไต โรคตับ โรคปอด
  • ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
    แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

    ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
    บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

    ยาสตรี 2000
    บำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพสตรี

    ยาเยนเยน
    แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ