Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

เสี่ยงเนื้องอกในสมอง..เมื่อนอนไม่ปิดมือถือ

มือถือ,cellphone

องค์การอนามัยโลก ย้ำ!ใช้มือถือมากเสี่ยงเป็นเนื้องอกในสมองโดยเฉพาะข้างที่ใช้รับสาย สบท.เผยคนไทยเสี่ยง 24 ชั่วโมงแม้เวลานอนเพราะพฤติกรรมเปิดเครื่องวางไว้หัวเตียง ระบุการใช้บลูทูธและหูฟังช่วยได้


         นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดเผยว่าเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา IARC หรือ International Agency for Research on Cancer ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ให้เหตุผลของการจัดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นปัจจัยก่อมะเร็งประเภท 2B หรือ เป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการยืนยันว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งแล้วยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า การใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีระบบบลูทูธจะทำให้ผู้ใช้ได้รับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่ำกว่าการใช้ผ่านเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยตรงถึง 100 เท่า และการใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีแบบมีสาย หรือหูฟังจะช่วยลดการได้รับพลังงานที่สมองลงประมาณร้อยละ 10 แต่การใช้ทั้งสองประเภทไม่ควรเกี่ยวไว้ที่หูตลอดเวลาเมื่อไม่ได้ใช้งาน และผลการรายงานยังพบว่า เครื่องโทรศัพท์ 3G ปล่อยพลังงานน้อยกว่าโทรศัพท์ GSM เฉลี่ยประมาณ 100 เท่า

       ” รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การถือโทรศัพท์แนบหูทำให้เกิดการดูดซับพลังงานที่สมอง ซึ่งปริมาณการดูดซับขึ้นอยู่กับการออกแบบตัวเครื่องและเสาอากาศ ลักษณะการใช้ และระดับสัญญาณระหว่างตัวเครื่องและสถานีฐาน ที่สำคัญคือ สมองเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 2 เท่า และไขกระดูกของกระโหลกศีรษะเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 10 เท่า นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า กลุ่มที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า 1,640 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเป็นมะเร็งสมองชนิด Glioma หรือเนื้องอกในสมอง ข้างเดียวกับที่ใช้โทรศัพท์ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับคลื่นสูงที่สุด ” ผอ.สบท.กล่าว

นายประวิทย์ กล่าวต่อไปว่า จากรายงานดังกล่าวผนวกกับผลสำรวจของสบท.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญหรือเอแบคโพล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับคลื่นสัญญาณที่นอกจากการใช้งานคือพบว่า ร้อยละ 64.5 นิยมวางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ในเวลานอน ร้อยละ 41.6 ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋ากระโปรง และร้อยละ 23.7 นิยมใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา ดังนั้นจากข้อมูลที่พบ หากไม่ใช้ก็ควรไว้ให้ห่างตัวโดยเฉพาะศีรษะ โดยไม่ควรวางไว้ที่หัวเตียงและเปิดเครื่องทิ้งไว้ เพื่อลดความเสี่ยงของการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น

          ผอ.สบท.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ในปี 2544 ประเด็นเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เคยเป็นกระทู้ในรัฐสภาของไทยและกระทรวงสาธารณสุขโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตอบกระทู้ตอนหนึ่งว่า ได้เคยประชาสัมพันธ์แนะนำเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนระมัดระวังไว้ 3 ประการคือ 


  • ให้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เท่าที่จำเป็น                
  • ไม่ควรใช้โทรศัพท์ในรถยนต์หรือขณะขับรถ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ 



ขอบคุณข้อมูลจาก

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)

 

 

อาหารแสลงโรคเบาหวาน

อาหารแสลงเบาหวาน,อาหารต้องห้ามเบาหวาน,เบาหวาน,diabetes

ประชากรโรคเบาหวานในเมืองไทยเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างน่าเป็นห่วง เฉพาะที่ตรวจคัดกรองแล้วพบว่าเป็นโรคมีมากถึง 21 ล้านคน และเฉพาะคนแก่ที่เป็นโรคก็นับได้อีกเกือบ 3 ล้านคนเลยทีเดียว

ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งสูงขนาดนี้ เห็นทีต้องหันมาใส่ใจดูแลผู้ป่วยใกล้ตัวกันมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่มักถูกลืมนั่นก็คือ อาหารแสลงที่คนเป็นเบาหวานต้องหลีกเลี่ยง อันได้แก่ แครอท มัน เผือก ฟักทอง รวมทั้งพืชหัวอื่นๆ เพราะเป็นแหล่งของแป้ง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกาย จนทำให้คุณได้รับน้ำตาลเกินขนาดนั่นเอง

ส่วนอาหารที่เป็นมิตรกับเบาหวานและควรรับประทานเสมอก็คือ ผักและผลไม้น้ำตาลต่ำ อย่างแอปเปิ้ล มะเขือเทศ รวมทั้งอาหารทะเล และถั่วต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วคงช่วยให้เลือกรับประทานได้ง่ายขึ้นนะคะ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก
Healthy & Cuisine Magazine

บำรุงหัวใจด้วย วิตามิน

vitamins

โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายและพิการในระดับต้น ๆ ของคนไทย อัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นและเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ

ปัจจัยหลักสองประการคือ อาหารที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมันและเนื้อสัตว์ในปริมาณสูง ทำให้ร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ และความเครียดจากการทำงาน ชีวิตและพฤติกรรมที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

เมื่อเรารู้สึกยากลำบากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งทางด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย การทานวิตามินที่มีผลประโยชน์ที่ดีโดยตรงต่อระบบหลอดเลือด ต่อหัวใจ ให้ทำงานรับใช้เราไปนาน ๆ ไม่ลาจากก่อนไปก่อนเวลา

วิตามินอี ผลการวิจัยหลาย ๆ สำนักสรุปตรงกันว่า การเสริมอาหารด้วยวิตามินอี 200-400ยูนิตสากล (IU) จะเป็นประโยชน์ระยะยาวต่อระบบหลอดเลือด เพราะวิตามินอีไปลดกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการสันดาประหว่างอนุมูลอิสระกับไขมันตัวร้าย (LDL) ในร่างกาย

เมื่อลดการสันดาปไขมันก็ไม่เกาะติดกับผนังหลอดเลือดมากไป เลือดก็ไหลเวียนดีไม่ติดขัด อุดตันให้หวาดเสียวหัวใจ เราหาวิตามินอีได้จากอาหารประเภทน้ำมันพืช เช่นทานตะวัน ถั่วอัลมอนด์ ผักปวยเล้ง

วิตามินซี หน้าที่ของวิตามินซีก็ช่วยลดการสันดาปเช่นเดียวกับวิตามินอี ช่วยดูแลความดันให้ปกติ แต่ต่างจากวิตามินอีที่วิตามินซีจะลายได้ดีในน้ำ

วิตามินบี วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิค การศึกษาในระยะหลัง มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ป้องกันโรคหัวใจได้ดีขึ้น เพราะมีการพบว่ากรดอะมิโนตัวหนึ่งในร่างกายของเราที่ชื่อว่า โฮโมซีสเทอีน(Homocysteine)หากมีค่าที่สูงเกินไปในร่างกาย จะทำให้ไขมันสะสมในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นสูง และเพิ่มการอักเสบในหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงที่ไขมันจะอุดตันการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจและสมอง

และเจ้าโฮโมซีสทีนตัวนี้จะสูงในคนที่ชอบกินแป้งหรือกินข้าวขาว วิตามินบี 12 และกรดโฟลิคจะเป็นสารอาหารที่สำคัญในการลดระดับของโฮโมซีสเทอีนให้อยู่ในระดับไม่ไปก่อให้เกิดปัญหากับระบบหลอดเลือด แต่เราต้องได้รับไม่น้อยกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม ผักใบเขียวเข้มมีกรดโฟลิค เช่นผักโขม คะน้า บรอคโคลี่ ถั่วแดง

แมกนีเซี่ยม คนที่ขาดแมกนีเซี่ยม มักมีอาการหลอดเลือดและหัวใจ เพราะแมกนีเซี่ยมสำคัญต่อการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด แมกนีเซี่ยมมีมากใน ผงโกโก้ เมล็ดทานตะวัน

แคลเซี่ยม การได้แคลเซี่ยมอย่างเพียงพอจะทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ เราควรได้รับแคลเซี่ยมถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยจากอาหารควรได้ถึง 500 มก. และเสริมอีก 500 มก.

น้ำมันปลาโอเมก้า 3 พระเอกอีกตัวหนึ่งที่ลดการอักเสบของหลอดเลือด และช่วยเพิ่มไขมันตัวดี HDL (High Density Lipoproteine)ที่ทำหน้าที่ขนไขมันตัวร้าย LDLไปกำจัดทิ้งไม่ให้มาวุ่นวายกับหลอดเลือดในร่างกาย

ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่เหมาะกับคนที่ห่วงหัวใจและหลอดเลือด แต่สำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มพิจารณาจากกลุ่มพื้นฐานที่สำคัญนี้

หากคุณเป็นคนเครียด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีงานเลี้ยงเป็นประจำ น้ำหนักเกิน ความเสี่ยงของคุณสูงมาก และถ้าเพิ่มบุหรี่ไปด้วย รีบหาวิตามินเหล่านี้กินก่อนรอให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เพราะอาจจะไม่ทันการณ์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

อาหารรักษามวลกระดูก ป้องกันภาวะกระดูกพรุน


กระดูก,แคลเซียม,bone,calcium

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระดูก

กระดูกของคนเรามีการเจริญตั้งแต่ระยะฟีตัส (อยู่ในครรภ์มารดา) ทารก และเรื่อยไปจนถึงอายุประมาณ 25-30 ปี จากนั้นจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยการสะสมมวลกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด (Peck Bone Mass)ที่อายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ อย่างไรก็ตามในระยะที่มวลกระดูกยังไม่ถึงค่าสูงสุด การบริโภคแคลเซียมมีความสำคัญ ต่อการสะสมมวลกระดูก หากบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับมวลกระดูกสูงสุด จะต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นได้ และจะไปมีผลทำให้เกิดปัญหาภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะ จึงมีโอกาสแตกหักได้ง่ายโดยเฉพาะตรงข้อมือ สะโพกและสันหลัง หรือกระดูกหลังยุบ ทำให้หลังค่อมตัวเตี้ยลง

การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ให้มีความแข็งแรงอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น น่าจะมีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในอนาคตได้ และถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุที่เกินระยะมวลกระดูกสูงสุด (อายุเกิน 35 ปี) การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ก็เป็นการช่วยรักษาไม่ให้มวลกระดูกที่มีอยู่เสื่อมถอยลงไปจนเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารต่างๆที่มีผลต่อการเจริญของกระดูกตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะ กระดูกพรุน หรือกระดูกเปราะบาง ในอนาคตได้  

 

แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก

อาหารเสริมแคลเซียม1. บริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก โดยทั่วไปปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 800-1200 มิลลิกรัม แต่ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรบริโภคแคลเซียมให้ได้ 1200 – 1500 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง จำแนกตามปริมาณที่ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ พบว่า กลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง คะน้า แขนงผัก และดอกกระหล่ำ กลุ่มอาหารเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้สูงสุด โดยดูดซึมได้มากกว่า 50% ของปริมาณแคลเซียมในอาหารที่ทานเข้าไป

รองลงมา คือ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 30% กลุ่มอาหารจำพวกถั่ว ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลาย และงา ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 20% การทานแคลเซียมมื้อละน้อยๆ (ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม/มื้อ) หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กหลายๆ มื้อ มีแนวโน้มจะดูดซึมได้ดีกว่าการทานคราวละมากๆ เนื่องจากธรรมชาติของคนเรามี “เพดาน” ของการดูดซึม คือ ดูดซึมแคลเซียมได้จำกัด (ที่ประมาณ 500 มิลลิกรัม/มื้อ) ดังนั้น การดื่มนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียม ควรดื่มนมมื้อละ ไม่เกิน 2 แก้ว (แก้วละ 250 มิลลิลิตร ไม่ควรดื่มทีเดียวครั้งละเป็นลิตร เพราะ การได้รับแคลเซียมก็จะไม่ต่างกันกับการดื่มมื้อละ 1-2 แก้ว การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ กรณีที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้อง เป็นต้น

2. บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับแคลเชียม ในการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก อัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ 1.2 :1 จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าแคลเซียม เนื่องจากฟอสฟอรัส พบมากในอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งคนบางคนบริโภคอาหารในกลุ่มนี้มาก แต่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเลย หรือบริโภคน้อยมาก น้อยกว่าปริมาณที่ได้รับฟอสฟอรัส ก็ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ เพราะการได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมในกระดูกมาจับฟอสฟอรัสทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องทานอาหารที่เป็นแหล่งของฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้การทำงานของแคลเซียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น

3. บริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมให้เพียงพอ แมกนีเซียมพบมากในร่างกายเป็นอันดับสองรองจากแคลเซียม หน้าที่ของแมกนีเซียมคือ ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย ผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้าง วิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการเสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป การได้รับแมกนีเซียม ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 800 มก. แมกนีเซียม 400 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่แคลเซียมมีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ดังนั้นในการเสริมแคลเซียมควรจะใส่ใจกับปริมาณของแมกนีเซียมด้วยเช่นกัน เพราะหากได้รับ แคลเซียม มากเกินไปจะไปขัดขวางการดูดซึมแมกนีเซียม
แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

4. บริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน
แหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนื้อปลาที่มีไขมัน ตับ และไข่แดง เป็นต้น นอกจากนี้ วิตามินดีสามารถรับได้จากแสงแดดอ่อนๆด้วย ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที/วัน

5. หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการลดมวลกระดูก ได้แก่

  • 5.1 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น การรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์มีปริมาณฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต)สูง ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกายสูง การขับกรดเหล่านี้ออกทางไตมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้น
  • 5.2 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • 5.3 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • 5.4 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้
  • 5.5 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง
  • 5.6 หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง
  • 5.7 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก
ไคโรเมด สหคลีนิก

ขวดพลาสติก BPA..เสื่ยงสมองเสื่อม

ขวดน้ำพลาสติก

ขวดน้ำพลาสติก เครื่องดื่มเย็น ๆ ในขวดพลาสติก ถ้วยพลาสติกใส่กาแฟเย็น ที่เราใช่แทบทุกวันอาจเป็นภัยร้ายที่จะฆ่าเราอย่างช้า ๆ

ผลวิจัยล่าสุดจากหมาวิทยาลัย เยล บอกว่าสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในภาชนะพลาสติก มีผลต่อสมองและอารมณ์ของลิงให้ห้องทดลอง เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยว่ามีผลต่อสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Bisphenol A หรือ BPA สารประกอบสำคัญในพลาสติก ที่อุตสาหกรรมพลาสติกนำมาทำภาชนะต่าง ๆ ให้เรารู้สึกว่าสะดวก เบา ไม่แตกง่าย ใส่ได้ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม แต่ตัว BPA นี้จะซึมออกจากพลาสติกมาผสมกับอาหารและน้ำดื่มที่เราบรรจุอยู่ และที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะเมื่อมีการตรวจปัสสาวะของคนทั่วไป ปรากฏว่า พบสารตัวนี้ถึง 93% ในประชากรทั้งหมด

ในสถาบันทดลองของมหาวิทยาลัย เยล ได้ทดลองให้ลิงได้รับสาร BPA ในปริมาณที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมของอเมริการับรองว่าปลอดภัยต่อมนุษย์ ผลปรากฏว่า เซลล์สมองของลิงมีผลกระทบต่อความจำ อารมณ์ และการเรียนรู้ใหม่ ๆ

นักวิจัยก็พยายามทดลองต่อไปอีกว่า แล้วปริมาณต่ำแค่ไหนที่จะไม่มีผลกระทบต่อเซลล์สมองของลิง และวิจัยเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า ระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ ควรเป็นเท่าไหร่กันแน่ แต่ผลวิจัยนี้ก็ได้รับการโต้แย้งจากหน่วยงานสมาคมเคมีของอเมริกาว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดใด ๆ ที่บอกว่า BPA ในพลาสติกมีผลต่อสุขภาพมนุษย์ ขณะเดียวกัน FDA ของอเมริกาก็บอกว่าอัตราส่วนผสม BPA ในภาชนะพลาสติกยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และไม่มีอันตรายใด ๆ

ข้อโต้เถียงนี้มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกแน่นอน เฉพาะในอเมริกามีการใช้ BPA มากกว่า 7 พันล้านปอนด์ต่อปี และมีธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นมูลค่ากว่าพันล้านดอลล่าร์ ซึ่งก็พยายามที่จะให้ทุนแก่หน่วยงานต่าง ๆ ทำวิจัยว่า BPA ไม่มีอันตราย เพราะหากสรุปได้ว่าอันตรายธุรกิจมหาศาลมีปัญหาแน่ ๆ

ในแคนาดา กำลังจะมีการออกกฎหมายไม่ให้ใช้สาร BPA ในขวดนม และของใช้ ของเล่นเด็ก รวมถึงห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ วอลมาร์ท ก็ได้ประกาศลดการจำหน่าย ขวดนมเด็ก ขวดน้ำดื่ม ที่มีส่วนผสมของสาร BPA โดยเลือกขายเฉพาะที่ระบุว่า BPA Free

บ้านเราคงไม่ต้องรอหน่วยงานรัฐ ดูแลเราให้ดีขนาดนั้น เพียงแต่เตือนตัวเองว่า ให้หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติกให้ได้ทุกโอกาส เพราะเดี๋ยวสมองที่ไม่ค่อยใสอยู่แล้วพาลจะแย่ยิ่งขึ้นไปอีก

พลาสติก

ขอบคุณข้อมูลจาก
Never-age