Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย

โรคโลหิตจางพันธุกรรมธาลัสซีเมียเป็นโรคพันธุกรรมระบบเลือดที่พบบ่อยในประเทศไทย เกิดจากความผิดปกติในการสังเคราะห์โปรตีนโกลบินซึ่งเป็นโครงสร้างของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะแตกง่าย โดยปกติแล้ว เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนที่ได้รับจากการหายใจไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง ไต กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายอยู่ในสมดุล ดำเนินชีวิตไปได้อย่างปกติ เมื่อเม็ดเลือดแดงแตก ร่างกายก็จะซีด สารเหลืองจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงออกมาในกระแสเลือด ทำให้ตัวตาเหลือง


เมื่อร่างกายขาดเม็ดเลือดแดง สมรรถภาพ การทำงานของอวัยวะต่างๆ ข้างต้นก็จะแย่ลง ร่างกายอ่อนเพลีย ถ้าเป็นมาก ตับม้ามจะทำงานหนักมากขึ้นในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนที่ขาดหายไป และอาจมีภาวะหัวใจล้มเหลวจนถึงแก่ชีวิตได้ โรคธาลัสซีเมียมีความรุนแรงหลากหลาย ตั้งแต่ซีดเล็กน้อยหรือปานกลาง จนกระทั่งซีดมาก ตับ ม้ามโต ต้องรับเลือดตลอด บางคนไม่เคยมีอาการเลย แต่เมื่อต้องประสบภาวะเจ็บป่วย มีไข้ติดเชื้อ บุคคลเหล่านี้จะมีอาการซีดลง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย เป็นครั้งๆ

โรคเลือดจาง,Thalassemin

 

ในขณะที่บางชนิด ทารกที่เป็นโรคนี้เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินของเม็ดเลือด ดังนั้นสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในครอบครัว จากบิดามารดามาสู่บุตรได้ สำหรับในประเทศไทยประชากรที่มียีนผิดปกตินี้มีถึงร้อยละ 40 โดยแบ่งออกเป็นชนิดแอลฟาร้อยละ 30 และชนิดเบต้าร้อยละ 10 หมายความว่าในประชากรไทย 60 ล้านคน จะมีผู้ที่ มียีนผิดปกติเหล่านี้ถึง 24 ล้านคน  ผู้ที่มียีนผิดปกติชนิดนี้อยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการ เรียกว่า “พาหะ” ซึ่งหมายถึงภาวะที่มียีนแฝงนั่นเอง

การถ่ายทอดของโรคธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมียถ่ายทอดแบบพันธุ์ด้อย กล่าวคือ หากมีความผิดปกติเพียงยีนเดียวจะไม่ปรากฏอาการ แต่หากมีความผิดปกติของยีนทั้ง 2 ข้างจึงจะมีอาการ เช่น ในกรณีที่บิดามารดาเป็นพาหะเพียงคนเดียวโอกาสที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับ 1/2 แต่จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรค และหากบุคคลที่เป็นพาหะ 2 คน แต่งงานกันและกำลังจะมีบุตร 1/4 ของทุกๆ ครรภ์สามารถมีบุตรที่เป็นธาลัสซีเมีย 1/2 นั้นมีโอกาสที่จะมีบุตรเป็นพาหะ และเพียง 1/4 ที่จะมีโอกาสมีบุตรปกติผู้ที่เป็นพาหะ ไม่ได้เป็นโรค หรือมีอาการผิดปกติที่แสดงออกแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ที่มียีนแฝงในร่างกายเท่านั้น และสามารถถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลานได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มักไม่มีอาการซีดหรือตับม้ามโตแต่อย่างใด สามารถดำรงชีวิตประจำวันดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ

พึงตระหนักอยู่เสมอว่า การที่บุคคลที่เป็นพาหะ หรือมียีนแฝงไม่ใช่ความผิดของใครแต่อย่างใด ทั้งหมด เป็นเรื่องของพันธุกรรม เหมือนหมู่เลือด ความสูง สีผิว ที่มีความแตกต่างกันไปในประชากร. บุคคลที่เป็นพาหะไม่ได้เป็นโรคธาลัสซีเมีย ไม่ได้มีโอกาสที่จะมีอายุสั้นไปมากกว่าประชากรทั่วไป คู่สมรสที่เป็นพาหะอาจไม่มีบุตรเป็นโรคเลยก็ได้ ในขณะเดียวกันอาจมีบุตรเป็นโรคหลายคนได้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจพันธุกรรมโรคธาลัสซีเมียของคู่สมรสก่อนที่จะแต่งงาน และมีบุตร ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งเป็นพาหะเพียงคนเดียวย่อมไม่มีโอกาสมีบุตรเป็นโรคนี้ แต่ยังสามารถมีบุตรเป็นพาหะได้ ซึ่งไม่ได้มีผลต่อการเจริญเติบโตหรือเรียนรู้แต่อย่างใด

ขณะเดียวกันถ้าคู่สมรสที่เป็นพาหะทั้งคู่ไม่ได้มีข้อห้ามที่จะแต่งงานกันหรือมีบุตร คู่สมรสสามารถที่จะมีครอบครัวได้ตามปกติ แต่ก่อนที่คิดจะตั้งครรภ์ต้องปรึกษาแพทย์ให้เรียบร้อย เนื่องจากในปัจจุบันการแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์อ่อนไม่เกิน 20 สัปดาห์ ด้วยการเจาะน้ำคร่ำหรือการตัดชิ้นเนื้อส่วนเล็กๆ จากรกมาวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ต้องทำโดยสูตินรีแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ถ้าตรวจพบทารกในครรภ์เป็นโรค คู่สมรสต้องมารับคำปรึกษาทางพันธุกรรมต่อ เนื่องจากการดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมารดาได้ คู่สมรสมีสิทธิ์ตัดสินใจ ที่จะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ

โดยสรุป เมื่อมีความเข้าใจเรื่องโรคธาลัสซีเมียเป็นอย่างดี การเป็นพาหะไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรืออันตราย อีกต่อไป ถ้ายังมีข้อสงสัยกับเรื่องเหล่านี้ การขอรับคำปรึกษาทางพันธุกรรมจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเป็นหนทางที่ดีที่สุด ความตระหนักในเรื่องการวางแผนครอบครัวของคู่สมรสเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย และสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคธาลัสซีเมียใหม่ในประชากรไทย และทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงโดยถ้วนหน้า เป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศชาติต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. กิตติ ต่อจรัส. โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย. www.thaihemato. org/guideline/thalassemia.htm
2. ธันยชัย สุระ, บุญเชียร ปานเสถียรกุล. การให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์และสำหรับโรคธาลัสซีเมีย. ธาลัสซีเมียและการให้คำปรึกษาแนะนำ, 2546:85-91.


โอบจุฬ ตราชู พ.บ.
ธันยชัย สุระ พ.บ.
หน่วยเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ภัยเงียบจาก Smart Phones

ฉบับนี้ผู้เขียนขอเขียนถึงเรื่องที่กำลังฮิต นั่นคือเรื่อง สมาร์ตโฟน (Smart Phones) เนื่องจากแนวโน้มของการใช้งานโทรศัพท์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์ที่เดิมมีการใช้งานเพียงแค่โทร.เข้า โทร.ออก มาเป็นรูปแบบของสมาร์ตโฟน ที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ในความเป็นจริงสมาร์ตโฟนก็คือ โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถมากกว่าโทรศัพท์มือถือธรรมดา ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาก็ได้ สามารถเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลได้ รองรับการใช้โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเฉพาะงานต่างๆ โดยอาศัยระบบปฏิบัติการคล้ายๆ กับวินโดว์ที่เราคุ้นเคยกัน  

ปัจจุบันนี้ ปริมาณการขายสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีหลากหลายยี่ห้อและระบบปฏิบัติการ ดังเห็นได้จากยอดขาย iPhone 4 ของบริษัทแอปเปิล ซึ่งสามารถขายได้ถึง 1.7 ล้านเครื่องหลังจากเปิดขายได้เพียงแค่ 3 วัน ขณะที่สมาร์ตโฟนของบริษัทอื่นก็มียอดขายมากเช่นกัน  ในปี 2010 พบว่ายอดขายสมาร์ตโฟนมีมากกว่า 170 ล้านเครื่อง ข้อมูลนี้เป็นตัวยืนยันว่ามีการใช้สมาร์ตโฟนกันมากจริงๆ

สมาร์ตโฟนกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น

การใช้งานสมาร์ตโฟนมีความจำเพาะแตกต่างจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดา เนื่องจากต้องใช้นิ้วกดตัวอักษรมากขึ้น เช่น การตอบอีเมล์ การส่ง SMS และการแชต

การใช้นิ้วมีรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับออกแบบการใส่ตัวอักษรของแต่ละเครื่อง เช่น iPhone ใช้การใส่ตัวอักษรด้วยการใช้นิ้วชี้จิ้ม ต้องใช้มือข้างหนึ่งถือตัวเครื่องไว้ และใช้นิ้วชี้ของอีกข้างกดที่แป้นอักษร การกรอกใส่ตัวอักษรแบบนี้จะทำได้ช้ากว่าเครื่องอื่นที่ใช้รูปแบบการกดแป้นพิมพ์ตัวอักษร โดยใช้นิ้วโป้งของทั้งสองมือเป็นนิ้วคอยป้อนตัวอักษร ส่วนนิ้วอื่นใช้ถือ ประคองเครื่อง ดังเช่นเครื่อง BlackBerry 

 

blackberry,bb
เครื่องสมาร์ตโฟนปกติจะมีขนาดเล็ก หากต้องกดตัวอักษรด้วยนิ้วโป้ง จะต้องงอและเกร็งนิ้วโป้งทั้ง ๒ ข้าง การกดลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลทำให้เป็นโรคกลุ่มอาการอักเสบของเอ็นข้อมือโคนนิ้วโป้ง (De Quervain syndrome) และการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือจนทำให้เกิดอาการนิ้วโป้งล็อก (Trigger thumb) กลุ่มอาการทั้ง ๒ ชนิดนี้พบได้บ่อย ถึงขนาดมีการให้ชื่อนิ้วโป้งล็อกว่าเป็น Blackberry Thumb ซึ่งหากทำการเสิร์ชในกูเกิลจะพบเว็บไซต์ที่กล่าวถึงคำนี้มากกว่า 280,000 เว็บ ทั้งนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงกลุ่มอาการทั้ง 2 ลงในคอลัมน์นี้มาแล้ว โดยได้เล่าถึงลักษณะของอาการ ปัจจัยการเกิด และการดูแลรักษาเอาไว้ด้วย

นอกจากกลุ่มอาการทั้ง 2 แล้ว การถือสมาร์ตโฟนนานๆ ขณะใช้งาน ยังอาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดบ่าและคอ เนื่องจากกล้ามเนื้อบ่าจะทำงานในลักษณะเกร็งคงค้าง ทำให้มีการสะสมของเสียในกล้ามเนื้อจนกระทั่งกล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น

ขณะเดียวกันตัวเครื่องสมาร์ตโฟนมีขนาดเล็ก ตัวอักษรก็มีขนาดเล็กด้วย ทำให้มองหน้าจอลำบาก หลายคนจึงต้องก้มคอเพื่อให้มองดูตัวอักษรหรือหน้าจอได้ถนัดขึ้น ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อคอและสายตาต้องทำงานหนัก ทำให้ปวดคอและตาได้

 

ความเครียดกับการใช้สมาร์ตโฟน

สมาร์ตโฟนอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ใช้งานได้รวดเร็ว รับข่าวสารได้ทันใจ หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ลดภาระการทำงานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องติดต่อกับคนเป็นจำนวนมาก การเปิดออนไลน์ไว้ตลอดเวลาสามารถทำให้เราติดต่อกับคนอื่นที่ใช้เครื่องลักษณะเดียวกันได้ทุกเวลา และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม ลักษณะเช่นนี้อาจเป็นดาบ 2 คมได้ เนื่องจากการที่มีข้อมูลส่งมาบ่อยๆ อาจส่งผลต่อสมาธิในการทำงาน และทุกครั้งที่มีข้อมูลเข้ามา ย่อมสงสัยว่าข้อมูลนั้นคืออะไร เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ ทำให้ต้องเปิดดูและตอบสนองกับข้อมูลนั้น ถ้าไม่บ่อยครั้งนักก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าบ่อยมากขึ้น อาจเป็นการรบกวนสมาธิการทำงาน จนก่อให้เกิดความเครียดและการตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และคอ

iphone

 

นอกจากกล้ามเนื้อแล้วสมาร์ตโฟนอาจส่งผลต่อการหายใจ ทำให้หายใจติดขัด เพราะเวลาเครียด คนเรามักหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้ออกส่วนบนและคอ มากกว่าการใช้กล้ามเนื้อกะบังลม ผลจากการหายใจลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลต่ออาการเหนื่อยง่ายและกล้ามเนื้ออักเสบได้

ภาวะความเครียดกับสมาร์ตโฟนนี้ สามารถสังเกตได้ชัดว่าเราเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่เครียด

กรณีที่ 1 ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน มักจะกังวลว่าอาจมีคนติดต่อมา บางครั้งกังวลขนาดต้องกลับบ้านเพื่อไปเอาโทรศัพท์มา

กรณีที่ 2 ไปเที่ยวไกลๆ นอกเขตเมืองและไม่มีสัญญาณของโทรศัพท์เลย นั่นคือจะโทร.ออกหรือรับสายเข้าไม่ได้ กลับไม่รู้สึกถึงความกังวลเท่าไหร่ และอาจจะลืมเรื่องโทรศัพท์ไปเลย ถ้าผู้อ่านมีลักษณะดังกรณีที่ 1 ถือว่าค่อนข้างเครียดกับการใช้โทรศัพท์

ใช้สมาร์ตโฟนอย่างปลอดภัย

คงเป็นเรื่องยากถ้าจะหลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ตโฟน เพราะสังคมมีการใช้กันมากขึ้น ดังนั้น ควรรู้จักใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและห่างไกลจากการบาดเจ็บมากที่สุด ผู้เขียนขอแนะนำการใช้งานสมาร์ตโฟนอย่างปลอดภัย ดังนี้

1. ใช้งานพิมพ์ด้วยนิ้วมือเท่าที่จำเป็น หากจำเป็นต้องพิมพ์มากให้พิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์ผ่านทางคอมพิวเตอร์

2. ใช้การพูดผ่านทางโทรศัพท์ หรือข้อความเสียง แทนการพิมพ์

3. หลีกเลี่ยงการใช้งานต่อเนื่องนานๆ อาจทำการพักบ้างเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ

4. ให้ยกสมาร์ตโฟนให้สูงขึ้นเพื่อลดการก้มคอและศีรษะ โดยอาจใช้หมอนหรือกระเป๋าคอยรองแขนเพื่อลดการเกร็งตัวของบ่า

5. หากต้องการใช้สมาธิในการทำงาน ควรปิดการสื่อสารชั่วคราว หรืออาจให้เหลือแค่การรับสายโทรศัพท์ เพื่อลดการดึงความสนใจเมื่อมีข้อความเข้ามา

6. ขณะพัก ให้ทำการยืดเหยียดนิ้วและแขนให้สุด สลับกับการกำมือแน่นๆ ช้าๆ สัก ๑๐ ครั้ง หรืออาจทำการนวดคลายกล้ามเนื้อและเอ็นด้วยตนเองบ้าง 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

 

โรคปวดข้อรูมาตอยด์

โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มักเกิดกับข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อ ๒ ข้างพร้อมกันทำให้ปวดข้อ ข้อแข็ง กำลำบาก เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง  ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้ข้อพิการรุนแรงได้

 

รูมาตอยด์,ปวดข้อ

ชื่อภาษาไทย

โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ชื่อภาษาอังกฤษ

Rheumatoid arthritis

สาเหตุ

โรคนี้พบว่ามีการอักเสบเรื้อรังของเยื้อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมๆ กันร่วมกับมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) ทำให้มีการสร้างภูมิต้านทาน(แอนติบอดี) ที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื้อในบริเวณข้อของตัวเองเรียกว่า ปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune)

อาการ

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูกนำมาก่อนนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็น ส่วนน้อยอาจมีอาการของข้ออักเสบเกิดขึ้นฉับพลันภายหลังได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคติดเชื้อ หลังผ่านตัด หลังคลอด หรืออารมณ์เครียด ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโตร่วมด้วย 

ข้อที่เริ่มมีอาการอักเสบก่อน ได้แก่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก

ผู้ป่วยจะมีลักษณะจำเพาะ คือมีอาการปวดข้อพร้อมกันและคล้ายคลึงกันทั้ง ๒ ข้าง และข้อจะบวมแดงร้อน นิ้วมือนิ้วเท้าจะบวมเหมือนรูปกระสวย ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปทุกข้อทั่วร่างกาย ตั้งแต่ข้อขากรรไกรลงมาที่ต้นคอ ไหปลาร้า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือลงมาจนถึงข้อเท้าและข้อนิ้วเท้า บางรายอาจมีอาการอักเสบของข้อเพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ และอาจเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย(ไม่เกิดพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างของร่างกาย ก็ได้) 

อาการปวดข้อและข้อเเข็ง (ขยับลำบาก) มักจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนหรือตอนเช้า ทำให้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่อยากตื่นนอน พอสายๆ หรือหลังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายจะทุเลา บางรายอาจมีการปวดข้อตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ

อาการปวดข้อจะเป็นอยู่ทุกวัน และมากขึ้นทุกขณะนานเป็นแรมเดือนแรมปี โดยมีบางระยะอาจทุเลาไปได้เอง แต่จะกลับกำเริบรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะมีความเครียดหรือขณะตั้งครรภ์ ถ้าข้ออักเสบเรื้อรังอยู่หลายปี ข้ออาจจะเเข็งแรงและพิการได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะโลหิตจาง ฝ่ามือแดง มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาการปวดชาปลายมือจากภาวะเส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น อาการนิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’ s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ตาอักเสบ หัวใจอักเสบ หลอดเลือดแดงอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด เป็นต้น

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกนิ้วพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างอาจต้องแยกออกจากโรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรง และพบมากในผู้หญิงอายุ ๒๐-๕๐ ปี เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ นอกจากอาการปวดข้อแล้วผู้ป่วยยังมีอาการไข้เรื้อรังนานเป็นแรมเดือน ผมร่วง มีฝ้าแดงขึ้นที่โหนกแก้ม ๒ ข้างคล้ายรูปปีกผีเสื้อ อาจมีอาการซีด ลมพิษ ผื่นคัน จุดแดง หรือบวมทั้งตัวร่วมด้วย

ในรายที่มีข้ออักเสบ (ปวดบวม แดงร้อน) เพียง ๑ ข้อหรือไม่กี่ข้อ ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

  • เกาต์ (gout) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันหลังกินเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือกินอาหารที่ทำให้ยูริกในเลือดสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักหรือพืชหน่ออ่อน หรือเนื้อสัตว์ปริมาณมาก) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • ไข้รูมาติก (rheumatic fever)  ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ร่วมกับอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อใหญ่ๆ (เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก) เพียง ๑ ข้อก่อน แล้วย้ายไปที่ข้ออื่นทีละข้อ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และอาจมีประวัติเป็นไข้และเจ็บคอ (ทอนซิลอักเสบ) นำมาก่อน ๑-๔ สัปดาห์

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อพร้อมกันทั้ง ๒ ข้างหรืออาการปวดข้อเรื้อรังที่ชวนให้สงสัยเป็นโรคนี้

  • ตรวจเลือด พบค่าอีเอสอาร์ (ESR หมายถึง อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง) สูงกว่าปกติ อาจตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (rheumatoid factor) สารภูมิต้านทานที่มีชื่อว่า anti-cyclic citrullirated peptide (anti-CCP)
  • เอกซเรย์ พบความผิดปกติของข้อและภาวะกระดูกพรุน (asteoporosis)

การดูแลตนเอง

เมื่อมีอาการปวดข้อนานเกิน ๒ สัปดาห์ หรือมีอาการปวดบวม แดงร้อน ที่ข้อ (ไม่ว่าข้อใด หรือจำนวนกี่ข้อก็ตาม) ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • กินยา รักษาทางกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามการรักษากับแพทย์ประจำตามนัดอย่างต่อเนื่อง
  • อย่าซื้อยาชุด ยาลูกกลอนกินเอง เพราะอาจมีส่วนผสมของสารสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้(แม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลาหรือหายดีก็ตาม)
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำมวยจีน ฝึกชี่กง ฝึกกายบริหาร เป็นต้น แต่ว่าถ้าออกกำลังการแล้ว กลับมีอาการปวดข้อมากขึ้น ก็ควรงดและปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังการแบบไหนดี
  • ประคบข้อที่ปวดด้วยน้ำอุ่นจัดๆ อาบหรือเเช่ในน้ำอุ่นนานครั้งละ ๑๕ นาที
  • ถ้ามีความเครียด ให้พักผ่อนโดยหายใจเข้าออกลึกๆ (นาทีละไม่เกิน ๑๐ ครั้ง) นาน ๑-๒ นาที ทำบ่อยๆ ทุกวัน (อาจทุก ๒-๕ ชั่วโมง) หรือทำสมาธิ หรือ ฝึกเจริญสติ (จิตใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวหรือสมาธิในชีวิตประจำวัน)

การรักษา

แพทย์จะให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เช่น แอสไพริน (ขนาดสูง วันละ ๓-๔ ครั้ง ครั้งละ ๓-๔ เม็ด) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพื่อลดการอักเสบของข้อและบรรเทาปวด อาจต้องกินติดต่อกันนานเป็นแรมเดือนหรือแรมปี ยานี้อาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะลำไส้ แพทย์อาจให้กินยารักษากระเพาะ เช่น โอมีพราโซล (omeprazole) ควบคู่ด้วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะลำไส้

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่นการประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ การฝึกกายบริหารเป็นต้น

ในรายที่กินยาชนิดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลแพทย์ก็อาจใช้ยาลดการอักเสบชนิดอื่นๆ เช่น ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) สารเกลือของทอง (gold salt) ยาสตีรอยด์   เมโทเทรกเซต (methiotrexate) ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ไซโคลสปอริน) เป็นต้น

ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจรับตัวผู้ป่วยไว้นอนพักรักษาในโรงพยาบาลนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนและอาจต้องเข้าเฝือกเพื่อให้ข้อที่ปวดได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ในรายที่มีข้อพิการรุนแรง อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้ข้อพิการผิดรูปผิดร่าง ใช้การไม่ได้ บางรายอาจมีการผุกกร่อนของกระดูก

ในบ้านเราพบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การดำเนินโรค

โรคนี้มักเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อพิการได้ (ในบ้านเราพบว่าเพียงส่วนน้อยที่อาจมีข้อพิการรุนแรงแทรกซ้อน)

ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และปฎิบัติตัวอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาได้ หรืออาจหายขาดได้ มีเพียงร้อยละ ๒๐-๓๐ ที่อาจมีอาการรุนแรงที่ต้องใช้ยานอกเหนือจากยากต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์

การป้องกัน

โรคนี้เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน จึงไม่อาจหาวิธีป้องกันไม่ให้เป็น

แต่เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว ควรรับการรักษาและปฏิบัติตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก และเกิดภาวะข้อพิการรุนแรง

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ ๑-๓ ของคนทั่วไป พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ ๔-๕ เท่าและพบมากในช่วงอายุ ๒๐-๕๐ ปี แต่ก็พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน

ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก

brain, training, diet

 


การลดน้ำหนักหรืออดอาหารไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ยิ่งสำหรับบางคนมันเป็นความท้าทายที่หนักหนาสาหัสอย่างมากสำหรับร่างกายและ จิตใจของตัวเองในการที่จะลดอาหาร ลดไขมัน รวมไปถึงการควบคุมปริมาณแคลลอรี่ที่บริโภคเข้าไป

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่บ่งชี้ว่า สำหรับการลดความอ้วนของคนที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินนั้น วิธีที่ใช้จะไม่เป็นเพียงแค่การควบคุมเพียงอย่างเดียว ยังจะต้องทำการฝึกสมองให้มีปฏิกริยาตอบสนองต่ออาหารที่จะรับประทานเข้าไปรวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่มีผลต่อความอยากอาหารอีกด้วย

นักจิตวิทยาคลินิกและนักวิจัยโรคอ้วนที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยในชิคาโก กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักด้วยวิธีลดปริมาณและชนิดของอาหาร คือต้องควบคุมสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอก โดยจะต้องพยายามฝึกจิตใจและสมองให้ควบคุมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาหารต่างๆเพื่อควบคุมความอยากที่เกิดขึ้น โดยการสังเกตว่ามีพฤติกรรมหรือปัจจัยใดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำให้สมองเรารับรู้และจำจดว่าสิ่งไหนควรกินเข้าไปหรือไม่ควรในขณะที่กำลังลดน้ำหนัก

ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Journal of the American Dietetic Association หรือวารสารสมาคมโภชนาการของอเมริกาได้กล่าวถึงกระบวนการในสมองที่เชื่อว่ามี ส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนคือ มักจะให้อาหารเป็นรางวัลกับตัวเอง หรือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคือการรับประทานอาหาร ไม่สามารถควบคุมหรือยับยั้งปริมาณอาหารในการบริโภคเข้าไปได้ และอย่างสุดท้ายคือมักจะมีความสุขมากๆ เวลาบริโภคอาหารประเภทไขมันซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าวกับตัวเลือกที่ดี ต่อสุขภาพที่สุด


นักวิจัยได้แนะนำวิธีที่จะช่วยฝึกสมองเพื่อการลดน้ำหนักดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันสูงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

2. กำหนดรายการอาหารเพื่อสุขภาพเวลาที่ไปจับ จ่ายซื้อของ หรือซื้อของเพื่อสุขภาพจากร้านค้าออนไลน์บ้าง เพื่อลดแรงกระตุ้นจากสิ่งอื่นๆเวลาไปเดินเลือกซื้อของเอง

3. จัดการกับปัญหาความเครียดของตัวเอง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการกินที่มากเกินไปได้ 

4. หาแรงจูงใจหรือเหตุผลในการลดน้ำหนักและเตือนตัวเองเป็นระยะ เพื่อให้สมองได้จดจำและเริ่มเรียนรู้เป้าหมายที่จะลดน้ำหนัก

5. หลีกเลี่ยงการกินอาหารแบบบุฟเฟ่ต์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

Women.thaiza

 

สมุนไพรแก้โรคเสื่อมสมรรภภาพ

โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) ในผู้ชาย หมายถึงการที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพการแข็งตัว ได้เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ บางคนอาจจะหลั่งเร็ว บางคนอาจจะมีอาการปวดเวลาหลั่ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไม่พอ

การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปกติทางเพศที่พบในเพศชาย ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก ความจืดชืดของลีลารักระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โรคประจำตัวหรืออาการเจ็บป่วย การรับประทานยาบางอย่างเช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจมีผลทำให้เกิดการเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้

ในปัจจุบันมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวจนทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง การใช้ยากระตุ้นให้อวัยเพศแข็งตัวเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นการจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือต้องทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุล กล่าวคือสภาวะหยินและหยางเท่ากันจึงจะเกิดคลื่นพลังงานในร่างกายที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ในหลักการแพทย์จีน เราได้คัดเลือกสมุนไพรหลัก 6 ชนิดที่ใช้ในการบำรุงร่างกายและแก้ไขปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศมาให้ การใช้ยาจีนถ้าจะให้ได้ผลดีต้องอย่าใจร้อน ให้ค่อยๆรับประทานไปเรื่อยๆจนร่างกายปรับสภาพได้เองตามกลไกธรรมชาติ คนแต่ละคนทานแล้วเห็นผลช้าเร็วต่างกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของร่างกายแต่ดั้งเดิมด้วย ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าสมุนไพรที่ว่ามีอะไรบ้าง

 

1. โสม (Radix Ginseng)

โสม, red ginsengช่วยการเผาผลาญอาหารในร่างกาย  เสริมภูมิคุ้มกันโรค  ลดน้ำตาลในเลือด  บำรุงร่างกาย  บำรุงกระเพาะอาหาร  กระตุ้นประสาท  เสริมสมรรรถภาพทางเพศ  บำบัดโรคโลหิตจาง  เหมาะสำหรับผู้มีร่างกายอ่อนแอ

 

2. หยิมเยียงขัก (Herba Epimedii)

Herba Epimedii, Ying Yang Huo, หยิมเยี่ยงขัก

บำรุงไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ  ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า  ขับความชื้นในร่างกาย

 

3. ฉ่งย้ง (Herba Cistanches)

ฉ่งย้ง, herba cistanches

เสริมสมรรถภาพทางเพศ  ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

 

4. ปาเก็ก (Radix Morindae Officinalis)

Radix Morindae Officinalis, Morinda Root, Ba Ji Tian, ปาเก็ก

บำรุงเลือดลม เสริมการทำงานของไต เสริมสมรรถภาพทางเพศ และเสริมกำลังของเส้นเอ็นให้แข็งแรงขึ้น ช่วยอาการปวดเมื่อยหลังและหัวเข่า

 

5. ต้งเซียม (Radix Codonopsis Pilosulae)

Radix Codonopsis Pilosulae, Pilose Asiabell Root, Dang Shen, ตังเซียม

บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย  บำรุงเลือดลม ม้ามและกระเพาอาหาร  เสริมสมรรถภาพทางเพศ

 

6. ฮกเหล็ง (Poria cocos)

Poria coco, China Root, Fu ling

ช่วยการไหลเวียนของน้ำในร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ เสริมสมรรถภาพทางเพศ เสริมความจำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

ศูนย์สุขภาพห้างขายยาตราเสือมังกร

 

ยาบุรุษ 2000
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ

ยาบุรุษ 2000 สูตรผสมโสม
บำรุงร่างกาย สำหรับสุภาพบุรุษ