Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

5 ท่ายืดเหยียดแก้อาการปวดคอ

backpain,ปวดหลัง

 

ผลจากโรคขยันทำงานโดยไม่เปลี่ยนท่า ชาวมนุษย์ออฟฟิศจึงถูกโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังรุมเร้า โดยเฉพาะอาการปวดคอ ทำให้รู้สึกปวดและกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อคอตลอดเวลา

นายแพทย์ลิขิต รักษ์พลเมือง จากภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จึงแนะนำท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำ เพื่อคลายอาการปวดกล้ามเนื้อคอ โดยหันหน้าตรงเป็นท่าเตรียม แล้วทำตามท่าต่อไปนี้ …

ท่าที่ 1   หันศีรษะไปทางซ้ายช้าๆ โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าให้ค้างไว้ นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 2   ก้มศีรษะลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 3   เงยศีรษะขึ้นช้าๆ ทิ้งศีรษะไปทางด้านหลังให้มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม ทำหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 4   เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย โดยใช้มือซ้ายช่วยกดให้ศีรษะชิดไหล่มากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง
ท่าที่ 5   หันหน้าไปทางด้านซ้าย 45 องศา โดยใช้มือขวาช่วยดันใบหน้าค้างไว้ จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ ให้คางชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับสู่ท่าเตรียม สลับทำด้านขวาอีกหนึ่งครั้ง

ทำท่าที่ 1-5 นับเป็นหนึ่งเซต สามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

สละเวลาระหว่างทำงานเพียงไม่กี่นาที ช่วยป้องกันสุขภาพคอและลดอาการปวดคอได้อีกหลายปี


ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

กินอาหารเจให้ถูกวิธี

อาหารเจ

 


เริ่มแล้วกับเทศกาลอิ่มบุญ หรือที่เรารู้จักกันดีในเทศกาล “กินเจ” ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่หลายคนจะถือโอกาสในการทำบุญถือศีล ด้วยการละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะการรับประทานเนื้อสัตว์ถือเป็นการเบียดเบียน และที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่จะได้หันมารับประทานผักเพื่อสุขภาพกันอีกด้วย แต่พึงระวัง…หากเรารับประทานอาหารเจโดยลืมคำนึงถึงหลักโภชนาการ ก็อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอย่าง นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกกับเราว่า เทศกาลกินเจ ถือเป็นเทศกาลที่ต้องถือศีล ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการรับประทานเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ปองร้ายหรือนินทาว่าร้ายผู้อื่น และที่สำคัญต้องละเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดอีกด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการรับประทานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องทำควบคู่กันไปจึงจะถูกต้อง

การรับประทานอาหารเจ ดูผิวเผินน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคน ที่หันมาบริโภคผัก ผลไม้ แทนเนื้อสัตว์ หากแต่ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ เราจึงควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารในช่วงเทศกาลกินเจเช่นกัน ซึ่งนายสง่า ได้บอกเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเจให้ถูกต้องไว้ว่า

สิ่งแรกที่เราควรต้องคำนึงคือ การเลือกรับประทานอาหารเจให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะในหมู่ของโปรตีน ที่คนส่วนใหญ่ที่รับประทานเจมักจะขาด เพราะโปรตีนจะได้จากการบริโภค เนื้อสัตว์ ไข่ นม เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารที่ผู้รับประทานเจไม่สามารถรับประทานได้ เราจึงต้องมาดูว่าเราจะได้โปรตีนจากที่ใดได้อีก ซึ่งโปรตีนที่ดีที่สุดของคนที่รับประทานเจนั่นคือ ถั่วเมล็ดแห้ง จะมีอยู่ในอาหารจำพวก น้ำเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ หรือโปรตีนเกษตร

“อาหารประเภทเต้าหู้นี้แหละที่จะทำให้คนที่รับประทานเจได้โปรตีนอย่างเต็มที่ ซึ่งโปรตีนเหล่านี้จะใกล้เคียงกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากที่สุด เพราะมีกรดอะมิโนแอซิด ซึ่งหากเรารับประทานพร้อมกับข้าวหรืออาหารประเภทงา ที่เป็นคาโบไฮเดรต มันก็จะได้กรดอะมิโนที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นการจะได้รับสารอาหารครบนั้น เราต้องมั่นใจว่าอาหารเจที่เราทานต้องมีส่วนผสมของถั่วเมล็ดแห้งเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยทุกครั้งและรับประทานควบคู่ไปกับการรับประทานผลไม้ เพื่อจะได้สารอาหารครบ 5 หมู่”

ประเด็นต่อมาที่น่าเป็นห่วงของการรับประทานอาหารเจ นั่นคือรสชาติของอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารเจที่มีรสชาติปานกลาง ไม่รสจัด ไม่หนักหวาน มันหรือเค็มจนเกินไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาหารเจที่ขายทั่วไปตามท้องตลาดจะมีรสเค็ม เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่มาก หากรับประทานเข้าไปบ่อยๆ อาจทำให้เกิดภาวะความดันสูงโลหิตสูงได้ อีกทั้งไตจะทำงานหนักจนเกินไปส่งผลเสียต่อร่างกายได้

“ในอาหารเจทั่วไป เรามักจะไม่ใส่น้ำปลา แต่จะใช้เครื่องปรุงจำพวกซีอิ้วขาว เกลือและผงชูรสแทนในปริมาณมาก นั่นแปลว่าเราจะได้รับโซเดียมในปริมาณมากเกินที่ร่างกายควรจะได้รับ ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยง”

อีกสิ่งที่ต้องระวัง นั่นคือโรคอ้วน เพราะในอาหารเจนั้นจะมีส่วนผสมของแป้งจำนวนมาก อีกทั้ง การที่เราไม่สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ ทำให้เราเกิดอาการหิวบ่อยขึ้น คนส่วนใหญ่จึงนิยมรับประทานข้าวให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้หิว จึงทำให้ในร่างกายมีแป้งเกินความพอดี จนส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้ รวมไปถึงความมันในอาหารเจอีกด้วย ส่วนใหญ่อาหารเจจะปรุงจากน้ำมัน เช่น ผัดหรือทอด ซึ่งการได้รับไขมันที่มากเกินไป จนเผาผลาญไม่หมด มันก็จะสะสมอยู่ในรูปของไขมัน ทำให้อ้วนได้เช่นกัน ทางที่ดีหันมารับประทานอาหารเจจำพวก ต้ม เช่น จับฉ่าย ต้มจืด น่าจะดีกว่า

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการระมัดระวังในการบริโภคอาหารเจ นั่นคือ ความสะอาดและปลอดภัย อาหารเจส่วนใหญ่ อุดมไปด้วยผัก ถ้าเราล้างไม่สะอาด ผักนั้นก็จะอุดมไปด้วยสารพิษ อย่างยาฆ่าแมง สารเคมีต่างๆ ที่ตกค้างในผัก หากเป็นเช่นนั้น อาหารที่เรารับประทานก็จะกลายเป็นสารพิษจานพิเศษในทันที ฉะนั้นเราควรล้างผักให้สะอาดก่อนการปรุงอาหารทุกครั้งเสมอ

การรับประทานอาหารเจให้ปลอดภัยยังไม่หมดเท่านี้ โดย นายสง่า ยังฝากถึงผู้ที่ชอบรับประทานอาหารกระป๋อง เช่น ผักกาดกระป๋อง หากจะรับประทานตลอดเทศกาลกินเจมันคงไม่ดีต่อร่างกายแน่ เพราะอย่าลืมว่าอาหารเหล่านั้นคุณค่าทางโภชนาการจะต่ำกว่าผักสด หากจำเป็นต้องรับประทานควรรับประทานสลับกับการรับประทานอาหารอื่นๆ ด้วย รวมถึงอาหารสีฉูดฉาดก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

เพียงแค่นี้การรับประทานเจในปีนี้ของเราก็จะได้ทั้งอิ่ม และได้ทั้งบุญ แถมร่างกายไม่ต้องเสี่ยงอันตรายกับโรคร้าย ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอีกด้วย อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำกันนะคะ

 

ยาสมุนไพร ดีอย่างไร
ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร ทำไมได้ยินบ่อยจังออยล์พูลลิ่ง
ฝึกสมองให้ลดน้ำหนัก
โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6
ภัยเงียบจาก “ยาตีกัน”ผู้ใช้ยาอาจถึงตายได้

การนวดกดจุดเท้าเพื่อรักษาโรค..Reflexology

 

นวดเท้า,กดจุดสะท้อนเท้า,reflexology

 

 

การนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology)

ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้าเป็นศาสตร์ที่ถือกำเนิดมาจากชาวอียิปต์และชาวจีนโบราณกว่า 5,000 ปีมาแล้ว และได้แพร่หลายไปยังหลายๆ ประเทศในเวลาต่อมา จนมาถึงประเทศไทยซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่ภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สืบนื่องมาจากประชาชนชาวไทยเริ่มให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มมากขึ้นและหันมาพึ่งวิธีการรักษาแบบแผนโบราณ อันได้แก่ การรักษาโดยใช้ยาสมุนไพร การฝังเข็ม ประคบสมุนไพร นวดไทย นวดกดจุดสะท้อนเท้า และวิธีอื่นๆ อีกมากมาย แทนการรับประทานยาปฏิชีวนะ ซึ่งการรักษาดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาตนเองที่เป็นที่ยอมรับกันมากในหมู่ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดเท้านั้นมีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเล็งเห็นได้ถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการนวดเท้า และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การนวดเท้าเป็นวิธีการทางธรรมชาติโดยมิได้ใช้อุปกรณ์ใดๆ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตราย ประหยัดและปลอดภัย เป็นที่ประจักษ์กันมานานหลายปีแล้วว่าการนวดให้ผลการรักษาได้ ปัจจุบันการนวดกดจุดสะท้อนเท้าจึงจัดอยู่ใน “แพทย์ทางเลือก

การดูแลรักษาสุขภาพเท้าเบื้องต้น

1. ไม่ควรให้เท้าเย็น ถ้าเท้าเย็น แสดงว่าสุขภาพเท้าบกพร่อง
2. อย่าให้เท้ามีรอยด้านมีตาปลา มีรอยแตก
3. อย่าใส่รองเท้ารัดแน่นจนเกินไป
4. อย่าใส่รองเท้าสูงนานเกินไป
5. เวลาอาบน้ำให้อาบเท้าก่อน

“เท้า” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกายที่ช่วยรับรองน้ำหนักตัวทั้งหมดของร่างกายมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังซ่อนแถบบำบัด “ZONE THERAPY” ที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนสามารถบำบัดมนุษย์ โดยอาศัยแถบบำบัดหรือจุดบำบัดนี้ การกดจุดสะท้อนเท้าในลักษณะนี้จะต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า กระบวนการสะท้อนกลับของร่างกาย “REFLEXOLOGY

กระบวนการสะท้อนกลับของเท้า “FOOT REFLEXOLOGY” เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์ภายในร่างกายของมนุษย์ กล่าวคือ เท้ามนุษย์เรามีตำแหน่งการตอบสนองต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กับทุกส่วนของร่างกาย ดังนั้นการนวดกดจุดตำแหน่งต่างๆ ที่เท้าจึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุลขึ้น ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

การนวดกดจุดเท้าจึงเป็นการแก้ไขภาวะที่ไม่สมดุลเหล่านี้ เพื่อทำให้ร่างกายกลับคืนสู่ภาวะปกติและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน่าอัศจรรย์

การนวดกดจุดสะท้อนเท้ามีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้ออย่างลึกๆ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและสนับสนุนการทำงานของต่อมน้ำเหลืองภายในร่างกาย กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ช่วยบำบัดและบรรเทาการเจ็บป่วยของร่างกาย ปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ ขับของเสียออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย ปรับการทำงานของประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกาย ป้องกันโรคอัมพฤต-อัมพาต ปรับฮอร์โมนของร่างกายให้เป็นปกติ เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ และที่สำคัญที่สุด คือ ช่วยฟื้นฟูและผลักดันให้มีสุขภาพร่างกายที่แข้งแรงขึ้น

ศาสตร์ของการนวดโดยทั่วไป แบ่งได้ 2 ประเภท คือ การนวดเพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและผ่อนคลายสภาวะจิตใจ (RELEX) เพียงอย่างเดียว จะใช้ไม้เป็นอุปกรณ์ในการนวดร่วมกับการใช้มืออีกประเภทหนึ่ง คือ การนวดกดจุดสะท้อนที่เท้า เพื่อกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้ปกติหรือเป็นการปรับสมดุลภายในร่างกายโดยอาศัยจุดหรือตำแหน่งการสะท้อนนั้นสามารถวินิจฉัยการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้ เพื่อการป้องกันและแก้ไขในเวลาต่อมา วิธีนี้จะใช้มือในการนวดเพียงอย่างเดียว

 

นวดเท้า,นวดกดจุดสะท้อนเท้า,reflexology

 

 

ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า จะใช้นิ้วหรือข้อนิ้วมือกดลงบนจุดสะท้อนที่เท้าซึ่งเรียกว่าปลายประสาท จุดสะท้อนที่เท้ามีทั้งหมด 62 จุด แต่ละจุดเป็นปลายประสาทที่เชื่อมโยงไปยังอวัยวะที่สำคัญในร่างกายทั้ง 62 อย่าง และมีความรู้สึกรับรู้ทั้งหมด 62 แบบ หากทำการกระตุ้นที่จุดสะท้อนใด ย่อมสะท้อนไปยังอวัยวะที่สัมพันธ์กับจุดสะท้อนนั้นๆ โดยตรงต่ออวัยวะหนึ่งเป็นผลให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ระบบต่อเนื่องและการปรับสมดุล ส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูและผลักดันให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น กระบวนการดังกล่าวบรรลุผลโดยผ่านระบบเลือดหมุนเวียนเป็นสำคัญ

จากการนวดเท้ามากกว่า 10,000 คน พบโรคอยู่ 2 กลุ่ม คือ 1.โรคที่เป็นโรค ได้แก่ โรคติดเชื้อต่างๆ, โรคมะเร็ง, โรคฟิลิส,โรควัณโรค ฯลฯ 2.โรคที่ไม่มีโรค ได้แก่ เนื้องอก, ปวดศีรษะ, อัมพาต ฯลฯ ต้องทราบว่าเป็นโรคอะไร และแก้ไขให้ถูกต้อง

ศาสตร์ที่ 1 ธรรมชาติบำบัด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มที่ 1 อาหาร เช่น สมุนไพร
  • กลุ่มที่ 2 เช่น พลังสวดมนต์, พลังใจ, พลังแสง ฯลฯ
  • กลุ่มที่ 3 โครงสร้างหรือกายภาพ เช่น ศาสตร์ลำตัวโดยรวม ทางจีนได้แก่ ฝังเข็ม, ทางไทย เช่น เชลยศักดิ์ , นวดราชสำนัก, ทางญี่ปุ่น เช่น ชิซึ, ทางฝรั่ง เช่น อโรมาเธอราปี

ศาสตร์ที่ 2 คือ ฝ่ามือ เมืองจีนมีร้านนวดฝ่ามือ เมืองไทยยังไม่มีใครเก่งจริง, ฝ่ามือมีจุดอยู่จุดหนึ่งระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง จุดนี้ทางจีนเรียกว่า เหอกู๋ จุดนี้จะแก้ง่วงได้ อนาคตจะมีร้านนวดฝ่ามือแก้โรคต่างๆ ได้

ศาสตร์ที่ 3 ใบหู มีจุดสะท้อนไม่แพ้ฝ่ามือ เวลาใช้หูควรใช้ทั้ง 2ข้าง

ศาสตร์ที่ 4 กระดูกสันหลัง คอ หลัง เอว ก้นกบ ศาสตร์นี้เป็นของจีน ต่างชาตินำไปพัฒนา เรียกว่า ไคโรแพรกติก (จัดกระดูก) ใช้เวลาทำ 5-7 นาที

ศาสตร์ที่ 5 เท้า ฝ่าเท้าซ้ายบ่งบอกอวัยวะซีกซ้ายคือหัวใจ ม้าม ,ไต, กรวยไต,กระเพาะ,ปัสสาวะ, ลำไส้เล็ก, หัวแม่เท้า บ่งบอกถึงศีรษะ มีสมองเล็ก สมองใหญ่ ส่วนฝ่าเท้าขวา บ่งบอกถึง อวัยวะขวา คือ ถุงน้ำดี, ตับ, ไส้ติ่ง ที่แตกต่างกัน นอกนั้นจะเหมือนกันทั้งซ้ายและขวา การนวดเท้าซ้ายกับการนวดเท้าขวาจำนวนต้องเท่ากัน

เท้าเป็นจุดรวมของสุขภาพ ถ้าตั้งเท้าทั้ง 2 ข้าง จะเหมือนคนยืน เท้าของมนุษย์เรามีตำแหน่งการตอบสนองต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กันทุกส่วนของร่างกาย ดังนั้น การนวดกดจุดตำแหน่งต่างๆที่เท้าซึ่งสามารถวินิจฉัยได้ว่าส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุลขึ้น เราสามารถมองดูหน้าคนแล้วบอกลักษณะนิ้วหัวแม่เท้าได้

การเดินเท้าเปล่าไม่ใส่รองเท้าเหมือนคนสมัยก่อน สุขภาพแข็งแรงดีกว่าใส่รองเท้าทั้งวัน แต่ห้ามเดินในกระเบื้อง, หินขัด, พื้นเย็นๆ เหยียบกะลามะพร้าว, ไม้ไผ่ผ่าซีก จะดีกว่าเดินเท้าเปล่า เพราะกะลามะพร้าวนูนขึ้นมา ตำแหน่งฝ่าเท้าเป็นตำแหน่งของลำไส้กระเพาะ ทำให้เรอลมได้ดีต้องเป็นกะลามะพร้าวที่สด ถ้าไม่สด จะปวดลำไส้ตลอดชีวิต เหยียบก้อนกรวดขนาดใหญ่กว่า เหยียบกะลามะพร้าว, ไม้ไผ่ เพราะก้อนกรวดเล็กกว่า จุดเท้ามี 62 จุด จะเหยียบได้ทั่ว ลงเท้าปุ่มหรือไม้กลิ้งนวดที่ทำขายทั่วไปดีกว่าก้อนกรวด แต่ห้ามเหยียบเกิน 1 ช.ม. ถ้านวดเองแบบมั่วๆ โดยไม่รู้หลักดีกว่าลงเท้าปุ่ม เพราะนวดได้ทั้งด้านนอกด้านในของเท้า นวดฝ่าเท้าที่ใช้ไม้นวดจากผู้รู้ดีกว่านวดเองมั่วๆ เพราะผู้รู้จะรู้หลักการนวด


การนวดกดจุดสะท้อนเท้ามี
การนวด 7 ระบบที่ได้ผลดี คือ

1. ระบบการขับถ่าย อุจจาระ และปัสสาวะ
2. ระบบสมอง เครียด ความดันสูง นอนไม่หลับ จำดี
3. ระบบฮอร์โมน เช่น วัยทอง ปวดประจำเดือน
4. ระบบการฟัง การดม เช่น มีปัญหาตา หู จมูก สายตาสั้น นวดจะได้ผล
5. ระบบประสาทไขสันหลัง เช่น เมื่อย-ปวดหลัง อัมพฤต อัมพาต
6. ระบบต่อมน้ำเหลือง เช่น ยุงกัดหายช้า
7. ระบบภูมิต้านทาน ถ้าภูมิต้านทานต่ำ นวดกดจุดสะท้อน ภูมิต้านทานจะสูง

นวดได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ ห้ามนวดตอนอิ่มจัด หรือหิวจัดหรือมีปัญหาขั้นโคม่า หรือกระดูกเท้าแตก มีหนอง มีความดันสูงมาก หญิงมีครรภ์ นวดได้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ต้องเว้น 6 ชั่วโมง นวดแล้วเท้าจะอุ่น อย่าเพิ่งโดนน้ำให้เลือดไหลเวียน เท้ารวมกันจะมีรูปเหมือนคน นิ้วโป้งเป็นแบบไหน ศีรษะจะเป็นแบบนั้น

ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบทั้งวันหรือรองเท้าคัชชูจะบีบนิ้วโป้ง ซึ่งนิ้วโป้งคือตำแหน่งจมูก จะบีบจมูกสะท้อนเกิดการหายใจไม่ดี ถ้าใส่รองเท้ารัดแน่นบีบนิ้วก้อยไหล่จะห่อ เพราะตำแหน่งนิ้วก้อยคือตำแหน่งไหล่ ถ้าใส่รองเท้าส้นสูงจะกดถูกตำแหน่งทุกนิ้วคือตำแหน่งศีรษะหน้าผาก ใต้โคนนิ้วคือตำแหน่งกล้ามเนื้อไหล่ และโดนตำแหน่งสะโพก, รังไข่, มดลูก, คอ ดังนั้น คนใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำจะมึนศีรษะคอแข็ง กล้ามเนื้อไหล่เป็นพังพืด เอ็นร้อยหวาย ตึง เมื่อยไหล่ มีปัญหารอบเดือน

ถ้าเดินไม่ระวัง นิ้วโป้งเท้าเตะถูกของจะปวดศีรษะทันที เพราะโดนตำแหน่งหน้าผาก แสดงว่าเท้าสะท้อนอวัยวะ ถ้าไหล่ชน จะเจ็บไหล่ ตำแหน่งหลังที่เท้าจะเจ็บทันที โดยเท้าไม่โดนอะไรเลย แสดงว่า อวัยวะสะท้อนไปเท้า นวดเท้าหลังหายปวด

ดังนั้น ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้และนำไปใช้กับตนเองและครอบครัวที่บ้านได้ แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งผลดีที่สุดควรจะพบกับนักปฏิบัติที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเป็นผู้ชำนาญการใช้วิธีการนี้ได้อย่างถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก

กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

สมบูรณ์ รุ่งโรจน์สกุลพร

The Arokaya

เป็น สิว ทำยังไงดี
นอนกรน…มีวิธีรักษา
ภัยเงียบจาก “ยาตีกัน”ผู้ใช้ยาอาจถึงตายได้
มะเร็งต่อมลูกหมาก
โรคอ้วนและดัชนีมวลกาย

Office Syndrome…อาการบาดเจ็บจากการทำงาน

 

 

 

เมื่อกล่าวถึงการบาดเจ็บจากการทำงาน (Office Syndrome) เรามักคิดถึงการยกของหนักแล้วทำให้ปวดหลัง การนั่งพิมพ์งานมากๆ แล้วปวดไหล่ ศอก และข้อมือ การก้มศีรษะมากๆ ทำให้ปวดคอ  การบาดเจ็บดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่พบได้ทั่วไป ที่มีทั้งการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีต้นเหตุชัดเจน  และการบาดเจ็บแบบที่มีการสะสม ซึ่งต้นเหตุและเวลาที่เกิดไม่ชัดเจน มุมมองดังกล่าวทำให้เรามองภาพของการบาดเจ็บในแง่มุมเดียวคือการบาดเจ็บทางกายที่มีผลจากปัจจัยทางกายภาพ  มีภาพอีกภาพหนึ่งคือการบาดเจ็บทางกายที่มีผลเกี่ยวข้องกับความเครียดและอารมณ์

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าการบาดเจ็บทางกายที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้จากทางอารมณ์ด้วย ทั้งเป็นสาเหตุโดยตรงและโดยอ้อม  ผู้เขียนขอแนะนำวิธีการตรวจสอบง่ายๆ เพื่อให้รู้ว่าการบาดเจ็บนั้นมาจากสาเหตุใด เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องต่อไป ทั้งนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนนำมาจากประสบการณ์ ไม่มีทฤษฎีใดอ้างอิง

การบาดเจ็บทำให้เกิดความเครียด ความเครียดทำให้เกิดการบาดเจ็บ

รูปแบบของการบาดเจ็บทางกายอาจเกิดขึ้นจากการที่มีการบาดเจ็บของอวัยวะนั้นจริงๆ (เช่น มีหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นกดทับเส้นประสาท) มีสาเหตุชัดเจน (เช่น ไปก้มยกของหนัก จากนั้นก็มีอาการปวดหลังร้าวลงขา)

การบาดเจ็บนี้หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรือระดับความรุนแรงของโรคไม่มากนัก อาการของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น แต่หากการรักษาไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้ป่วยอาจมีอาการท้อแท้ ถดถอย เกิดภาวะความเครียด ที่ต้องสูญเสียเงิน งาน หรือแม้กระทั่งความสามารถทางกาย ตลอดจนเกิดปัญหาขึ้นกับครอบครัว

ผู้บาดเจ็บที่มีจิตใจถดถอยท้อแท้นี้ย่อมส่งผลต่อร่างกายทำให้ร่างกายมีความตึงเครียดและยากต่อการรักษา การรักษากลุ่มผู้ป่วยนี้ ต้องเริ่มจากสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการรักษา ก็จะทำให้การรักษาอาการบาดเจ็บง่ายขึ้น  รูปแบบการบาดเจ็บทางกายนี้ อาจเป็นแบบสะสม ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือการจัดโต๊ะ เก้าอี้ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ทำให้ทุกครั้งที่ทำงาน กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ และกระดูกต้องทำงานหนักกว่าที่ควร และเมื่อทำงานทุกวัน อย่างต่อเนื่องก็มีการสะสมของการบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จนกระทั่งเกิดความเครียดที่อาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง ตึง และบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นอีก หลายคนเมื่อมีการบาดเจ็บบ่อยๆ อาจทำให้อาการหนักขึ้น เช่น ผู้ป่วยบางคนแค่เห็นโต๊ะทำงานก็เกิดอาการปวดแล้ว

ความเครียดเองอาจเป็นต้นเหตุของการบาดเจ็บได้โดยตรง เช่น เมื่อมีภาวะความเครียดเกิดขึ้น กล้ามเนื้อจะตึง เกร็ง ระบบประสาทจะตึงและความสามารถในการนำกระแสประสาทลดลง ทำให้ล้าได้ง่าย เมื่อกล้ามเนื้อมีความตึงมาก ย่อมส่งผลต่ออาการปวด เพราะกล้ามเนื้อทำงานคงค้างอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนที่ถือของค้างไว้ตลอดเวลา กล้ามเนื้อย่อมทำงานมากกว่าคนที่ถือแล้ววาง และเมื่อต้องทำงานชนิดเดียวกันในความหนักเท่าๆ กัน คนที่เครียดต้องใช้พลังงานมากขึ้นกว่าคนที่ไม่เครียด การเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของคนที่เครียดจึงมากกว่า

จะทราบได้อย่างไรว่าการบาดเจ็บนั้นเกิดจากความเครียด

จะเห็นได้ว่า ทั้งงานและความเครียดทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าขณะนี้การบาดเจ็บที่มีอยู่เกิดจากโต๊ะ เก้าอี้ ท่าทางการทำงานไม่เหมาะสม หรือจากความเครียด หรือทั้ง ๒ อย่างร่วมกัน ผู้เขียนมีหลักการง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้ทดสอบได้ง่ายๆ โดยปรับเปลี่ยนโต๊ะ เก้าอี้ หรือ สถานการณ์การทำงานในรูปแบบต่างๆ กัน แล้วดูผลจากอาการที่เปลี่ยนไป เช่น

1. หากได้หยุดงานแล้วไปเที่ยว แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวนั้นต้องใช้แรง กำลัง หรืออดหลับอดนอน แล้วพบว่าอาการหายไป หรือดีขึ้นขณะเที่ยว จากนั้นเมื่อกลับจากเที่ยว อาการกลับมาอีก แสดงว่าอาการที่เป็นอยู่มีผลจากความเครียดค่อนข้างมาก

2. หากทำงานในรูปแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนสถานที่ไป (ในที่ที่ไม่ใช่ที่ทำงาน) โดยลักษณะโต๊ะเก้าอี้ ไม่แตกต่างไปจากเดิม หากอาการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแสดงว่า อาการนั้นน่าจะมาจากความเครียด

3. หากจัดโต๊ะด้วยการวางดอกไม้ เลี้ยงปลา หรือเปิดวิทยุ ฟังเพลงเพื่อการผ่อนคลาย แล้วมีผลทำให้อาการดีขึ้น แสดงว่า อาการปวดนั้นมีผลมาจากความเครียด

4. หากทำงานในรูปแบบเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่ทำให้กับแฟน หรือเพื่อน ด้วยความเต็มใจและไม่ต้องมีความรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่องานนั้น แล้วพบว่าไม่ทำให้เกิดอาการปวดแม้ว่างานนั้นจะหนักก็ตาม แสดงว่า อาการปวดที่เป็นอยู่นั้นมาจากความเครียด

5. หากนั่งโต๊ะทำงานที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ความหนักของงานเท่าเดิม แต่วันนั้นเป็นวันที่จะมีงานเลี้ยง  หรือมีกิจกรรมที่ชอบรอคอยอยู่ แล้วพบว่าวันนั้น อาการไม่หนักเท่าวันก่อนๆ แสดงว่า อาการที่เป็นอยู่เป็นผลมาจากความเคียด

6. หากงานหนักคงเดิมตลอด แต่มีการปรับท่าทางการทำงาน หรือโต๊ะ เก้าอี้ แล้วส่งผลให้อาการดีขึ้น แสดงว่า อาการนั้นน่าจะมาจากปัญหาของ โต๊ะ เก้าอี้ หรือท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม

หากสังเกตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วพบว่า มีความไม่แน่นอนของอาการ เป็นไปได้ว่า ปัญหาอาจมาจากทั้งความเครียด โต๊ะ เก้าอี้ ไม่เหมาะสม หรือท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้องก็ได้

การรักษาจะได้ผล เมื่อทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง

การรักษาการบาดเจ็บโดยไม่คำนึงถึงสาเหตุว่า อาจเกิดจากความไม่เหมาะสมระหว่างงานกับร่างกายและจิตใจ ถือว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เพราะต้องกลับไปทำงาน ไปเผชิญกับต้นเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บอีก และในการหายกลับไปครั้งหลังๆ ต้องถือว่าผู้ป่วยไม่ได้มีความแข็งแรงหรือสมรรถภาพเท่ากับช่วงเวลาก่อนที่จะมีการบาดเจ็บครั้งแรก การเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำจึงมากขึ้นเรื่อยๆ การรักษาจึงต้องคำนึงถึงเหตุว่าอะไรส่งผลรุนแรง ณ เวลานั้นๆ  โดยเฉพาะ ความเครียด หรือ ความไม่เหมาะสมของโต๊ะ เก้าอี้ หรือท่าทางในการทำงาน จากนั้นจึงแก้ไขปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วย รวมทั้งส่งเสริมสมรรถภาพด้วยการออกกำลังกายไปพร้อมๆ กัน ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการบาดเจ็บได้

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

 

 

 

 

 

ถั่วเหลือง ลดคอเลสเตอรอล

soybean,ถั่วเหลือง

 

คนที่กินอาหารประเภทพืชตระกูลถั่วอย่าง ถั่วเหลือง อะโวคาโด น้ำมันกอก หรือข้าวโอ๊ตเป็นประจำ จะมีคอเลสเตอรอลในร่างกายน้อยกว่าคนที่พยายามกินอาหาร Low-fat เพื่อควบคุมระดับคอเสเตอรอล

หลังจากทำการทดลอง 6 เดือนในอาสาสมัครที่รับประทานอาหารประเภท Low-fat หรืออาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำนั้น สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลงได้ถึงร้อยละ 13 จากการอาหารปกติ ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษาชิ้นใหม่ของสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินอาหารประเภทที่มีเส้นใยสูง เมล็ดพืชหรือพืชตระกูลถั่วนั้น สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดร้ายหรือ LDL (low density lipoprotein) ในร่างกายได้ดีมากกว่าการกินอาหาร Low-fat อย่างไม่น่าเชื่อ

ผลพิสูจน์จากการทดลองอีกชิ้นหนึ่งที่ทำโดยแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ทานอาหารที่มีถั่วเหลืองเป็นหลัก อีกกลุ่มหนึ่งให้ทานอาหารที่มีส่วนผสมจากนมโคเป็นหลัก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ติดต่อกัน ผลการทดลองพบว่าทั้งสองกลุ่มต่างมีน้ำหนักลดลง แต่กลุ่มแรกจะมีน้ำหนักลดลงมากกว่า และระดับคอเลสเตอรอลก็ลดลงด้วย

ประโยชน์ของพืชตระกูลถั่วโดยเฉพาะถั่วเหลืองนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งของโปรตีนที่สูงแล้ว โปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและยังสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลและ LDL คอเลสเตอรอลได้อย่างดี