Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

จะนอน จะนั่ง จะยืน จะทำงาน ท่าไหนดี?

 

มีอาการเจ็บปวดหรือโรคหลายชนิดที่สามารถป้องกันได้ ถ้าเราสนใจท่าทางต่างๆ ของเราเองในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น
อาการปวดต้นคอ
อาการปวดหลัง
การปวดร้าวลงมาที่แขนและขา
ข้อไหล่ติดขัด
ข้อเท้าแพลง
อาการเสื่อมของข้อสะโพกและข้อเข่า
การฉีกขาดของเส้นเอ็นตามข้อต่างๆ

อาการเหล่านี้มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากท่าทางที่ผิดปกติทั้งนั้น ซึ่งทำให้ต้องเสียเวลานอนพักหรือไม่สามารถทำงานในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งเสียเงินทองที่จะต้องหายามาทา ถู กิน เพื่อลดอาการเจ็บปวด แต่แล้วเนื่องจากไม่ได้แก้ไขที่ต้นคอ อาการต่างๆ จึงไม่ได้หายไปและมักจะเป็นมากขึ้น ทั้งยังมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นจากการกินยาอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้เป็นโรคกระเพาะหรือเกิดอาการแพ้ยาอื่นๆ รวมทั้งการทำลายข้อต่อต่างๆ จากผลของยาเหล่านี้

ทางที่ดีเราจึงควรรักษาสุขภาพของเราเอง โดยป้องกันอาการที่อาจเกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ท่านอนของเรา เราใช้เวลาประมาณ 1/3 ของชีวิตเราในการนอน ท่านอนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การนอนนั้นย่อมต้องมีหมอนไว้หนุนศีรษะ

สำหรับหนุ่มสาวทั่วไปนั้น อาจจะไม่สนใจเรื่องหมอนเท่าไรนัก เนื่องจากกระดูกไขข้อยังมีความยืดหยุ่นมาก ดังนั้นไม่ว่าจะใช้หมอนหรือไม่ใช้ ย่อมไม่ค่อยมีข้อแตกต่างกันนัก ทั้งยังสามารถนอนหงาย นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนคว่ำหรือนั่งหลับบนเก้าอี้ ในบางครั้งอาจจะถึงกับยืนหลับในรถเมล์ก็เป็นไปได้

แต่สำหรับคนสูงอายุหรือวัยกลางคน การนอนจะต้องมีหมอนหนุน และเนื่องจากมักจะนอนอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ไม่นอนดิ้นหรือนอนละเมอบ่อยเหมือนเช่นในวัยหนุ่มสาว เมื่อตื่นขึ้นมาจึงมักพบอาการปวดคอ แขนขาชาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะของหมอนที่ใช้ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งสำคัญสามอย่างคือ ความสูง ความแข็ง และความยืดหยุ่นของหมอน

⇒ ความสูงของหมอน

ในท่านอนหงายนั้น เราจำเป็นต้องให้ศีรษะอยู่เหนือระดับเดียวกับลำตัว มิฉะนั้นแล้ว คอจะทำมุมกลับลำตัวหรืองออยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อยต้นคอและมีโอกาสกดทับถูกเส้นประสาทได้ เวลานอนหงายจึงควรใช้หมอนให้เตี้ยที่สุดหรือไม่ใช้เลย แต่อาจจะหาผ้าขนหนูพับและม้วนให้เข้ากับส่วนโค้งใต้คอ (ดูรูปที่ 1) จะทำให้นอนหลับสบายและไม่มีอาการเมื่อยคอเลย

 

ปวดคอ,ปวดหลัง,ปวดไหล่

 

ถ้าต้องการนอนตะแคงจำเป็นจะต้องมีหมอนที่มีความสูงเท่ากับกำปั้นของเราโดยประมาณ เพื่อรักษาศีรษะให้อยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว การใช้หมอนที่สูงเกินไป จะต้องทำให้ศีรษะเองไปด้านตรงข้ามได้ พังผืดและเส้นเอ็นต่างๆ จะถูกยืดมากไป เกิดอาการเจ็บปวดได้ ตามปกติจะนอนตะแคงขวาเป็นท่าที่ดีเนื่องจากหัวใจอยู่ทางซ้ายมือ ทำให้สูบฉีดโลหิตได้สะดวก แต่ควรจะนอนเปลี่ยนท่าระหว่างนอนตะแคงแต่ละท่าและนอนหงาย เพื่อไม้ให้เส้นเลือดถูกกดทับจนเลือดไปเลี้ยงไม่ทั่วถึงทำให้เกิดอาการชาได้

การนอนคว่ำอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับวัยกลางคนขึ้นไป เพราะทำให้หายใจลำบาก แต่ถ้าจำเป็นก็อาจทำได้ โดยเอาหมอนใส่ใต้หน้าอก ให้ศีรษะตะแคงทาบอยู่บนพื้นเตียงในระดับเดียวกับลำตัว อย่าให้ศีรษะตกลงมาก อาจทำให้เกิดอาการมึนได้ง่าย

ในปัจจุบันมีการออกแบบหมอนที่มีลักษณะเป็นท่อนยางกลม (รูปที่ 2) โดยให้ส่วนกลางของหมอนนิ่มและปลายทั้งสองของหมอนค่อนข้างแน่นจึงประคองให้ศีรษะหงายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอ

 

 ความแข็งของหมอน

ถ้าหมอนแข็งเกินไป ทำให้เกิดแรงกดทับเฉพาะบางส่วนของคอและศีรษะ ไม่แนบติดกับผิวหนังทั่วบริเวณ การที่มีแรงกดมากจนเกินไป ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เกิดอาการชาและเจ็บปวดได้
หมอนที่นิ่มเกินไป จะรักษาระดับความสูงได้ยาก ทำให้ไม่เหมาะกับการนอนตะแคง เพราะศีรษะจะเอียงลงในด้านที่นอนตะแคงอยู่ ทำให้ด้านตรงข้ามถูกยืดมากไป (รูปที่ 3) ทั้งยังเกิดแรงกดที่หัวไหล่ข้างที่นอนตะแคงมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาความแน่นของหมอนให้พอเหมาะ
หมอนที่ยัดด้วยนุ่น มีข้อดีที่จะดันให้นุ่นไปอยู่ในส่วนที่เราต้องการได้
หมอนที่เป็นฟองน้ำทั่วไปจะนิ่มเกินไป
ส่วนหมอนราคาแพงมักจะเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีความแน่น แต่สามมารถรักษารูปทรงได้ดีกว่าฟองน้ำ

 

ปวดคอ,ปวดหลัง,ปวดไหล่

 

⇒ ความยืดหยุ่นของหมอน

หมอนที่มีความยืดหยุ่นมาก เช่น หมอนที่มีสปริง หมอนที่เป่าอากาศเข้าไป จะเกิดแรงโต้กลับอยู่ตลอดเวลา คนเราเวลานอนกล้ามเนื้อจะผ่อนคลายลงมาก แต่ถ้าต้องคอยสู้กับแรงดัน (ความยืดหยุ่น) ของหมอนตลอดเวลา ก็จะทำให้นอนหลับไม่ค่อยสบาย และเกิดอาการเมื่อยล้าเมื่อตื่นขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องหดตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเกิดอาการตกหมอนได้ง่าย เพราะศีรษะมักจะเลื่อนตกลงมาจากกึ่งกลางของหมอนชนิดนี้

วิธีใช้หมอนเวลานอนหงายควรให้เนื้อหมอนส่วนหนึ่งอยู่ใต้ลำคอ เพื่อรักษาส่วนโค้งของลำคอไว้ ลดแรงกดที่ท้ายทอย ทั้งยังทำให้คออบอุ่น ส่วนเวลานอนตะแคงให้เนื้อในของหมอนอยู่ระหว่างช่องว่างของคอและหัวไหล่ให้มากที่สุด (รูปที่ 4)

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการนอนคือ พื้นที่ใช้หมอน ไม่ว่าเราจะนอนบนเตียงหรือพื้น จำเป็นต้องให้พื้นที่นอนราบและเรียบ ควรจะมีเสื่อรองรับอยู่ข้างล่าง เสื่อนอกจากจะใช้ป้องกันความสกปรกของพื้นแล้ว ยังทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพื้นที่นอนและผิวหนัง ทำให้เหงื่อสามารถระเหยออกไปได้

ไม่ควรนอนบนเสื่อน้ำมันหรือพื้นซีเมนต์ เพราะนอกจากจะทำให้หลั่งเหงื่อไม่สะดวกแล้ว ยังทำให้ความร้อนต้องสูญเสียไปจากร่างกายลงสู่พื้นมาก ทำให้บริเวณที่สัมผัสกับพื้นเกิดอาการเย็นและชาได้ง่าย
เตียงสปริงอาจจะทำให้รู้สึกว่านิ่มเท่านั้น แต่ไม่เหมาะกับการนอนเป็นระยะเวลานาน เพราะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในแนวตรงทั้งยังต้องออกแรงต้านกับความยืดหยุ่นของเตียงสปริงอยู่ตลอดเวลาจึงเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยเอาแผ่นไม้วางบนเตียงสปริงอีกทีหนึ่ง

สำหรับผู้ที่ไม่เคยชินกับพื้นเตียงที่แข็ง อาจปูด้วยผ้านวม (เชียงใหม่) หรือฟองน้ำขนาดหนาไม่เกิน 2 นิ้ว การนอนอาจจะใช้หมอนวางใต้หัวเข่าทั้งสอง แต่ไม่ควรอยู่ในท่านี้ตลอดเวลา ทางที่ดีควรหาหมอนขนาดใหญ่มาหนุนตั้งแต่ส้นเท้าลงมาจนถึงใต้เข่า (รูปที่ 5) ให้ขาทั้งสองอยู่สูงกว่าระดับหัวใจเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ง่าย จะช่วยลดอาการบวมของเท้าหรือปวดเมื่อยที่น่องได้ การยกขาให้สูงจนเกินไปไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้เลือดไหลดีขึ้น (เนื่องจากหลอดเลือดถูกกดทับที่บริเวณข้อพับมาก) ทั้งยังทำให้เลือดแดงกลับมาเลี้ยงขาทั้งสองไม่สะดวกทำให้เกิดอาการชาได้

 

ปวดคอ,ปวดหลัง,ปวดไหล่

 

การอ่านหนังสือบนเตียงนอน (รูปที่ 6 ก.) เป็นอุปนิสัยที่ไม่ดี น้ำหนักของหนังสือจะทำให้เราไม่สามารถรักษาระยะทางระหว่างหนังสือกับตาของเราให้คงที่ได้ ทั้งยังทำให้เมื่อยคอและเมื่อยหลัง
ถ้าจำเป็นจะต้องอ่านหนังสือบนตียง ควรจะต้องใช้หมอนรองใต้คอและหลัง เพื่อให้หลังอยู่ในท่าตรงตลอดเวลา (รูปที่ 6 ข.) หรืออาจจะนอนคว่ำยื่นคอออกไปจากขอบเตียง แล้วอ่านหนังสือที่วางอยู่บนพื้น ท่านอนคว่ำนี่อาจจะใช้ในรายที่มีอาการปวดหลัง (รูปที่ 7)


การลุกขึ้งจากเตียง ควรจะลุกในท่าตะแคง ใช้มือข้างที่ใช้นอนตะแคงดันตัวให้ลุกขึ้นพร้อมกับให้ขาทั้งสองห้อยลงที่ขอบเตียง ไม่ควรลุกขึ้นทันทีในท่านอนหงาย ซึ่งเป็นท่าที่ทำให้หลังบาดเจ็บได้ง่าย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

6 เครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

 

 

น้ำ” ที่ทำให้หน้าท้องของเราแบนเรียบ ใช่ว่าจะต้องมีรสชาติไม่น่าอภิรมย์เสมอไป ลองกินน้ำเหล่านี้ดูแล้วคุณจะติดใจ!

 

1. ชามินต์ใส่น้ำแข็ง

รสเย็นของมิ้นต์จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก มิ้นต์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราย่อยสลายไขมัน แม้แต่ อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์ หรือสเต็กก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว และลดอาการท้องอืดได้ด้วย

2. ชาเขียว

นอกจากลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งและโรคหัวใจ ชาเขียวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสุดยอดตัวหนึ่งชื่อว่า “คาเตชิน” ซึ่งช่วยลด ไขมันบริเวณหน้าท้อง ถ้าคุณจิบชาเขียวก่อนออกกำลัง มันจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญในระหว่างออกกำลังกายด้วย

3. น้ำเปล่าเสริมรส

การทำให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอมีความสำคัญมาก หากคุณต้องการจะลดน้ำหนัก การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยรักษาสมดุลของ ของเหลวในร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ที่เป็นสาเหตุให้ท้องอืดป่องขึ้นมา) และแถมยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่ม จึงทำให้กินน้อยลง แต่ถ้าคุณไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ลองใส่สมุนไพรสด มะนาว ผลไม้ (หรือแม้แต่แตงกวาฝานก็ช่วยได้) เพื่อช่วยให้คุณดื่มน้ำมากขึ้น

4. เฟลปเป้สับปะรด

สับปะรดมีสารที่เรียกว่าโบรมีเลน ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายขึ้น ช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนี้ การใส่น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ ซึ่งมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวไม่อิ่มตัวก็จะช่วยให้หน้าท้องแบนราบได้ด้วย

5. สมูธตี้แตงโม

ตราบใดที่คุณไม่ใส่น้ำตาลเพิ่มในสมูธตี้ เครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายคุณชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสมูธตี้แตง โมที่มีแคลอรีต่ำเพียง 56 แคลอรีต่อแก้ว ไม่เพียงแต่แตงโมจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก มันยังมีสารอาหารมากมายรวมถึงไล โคปีนที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโน ชื่อว่าอาร์จินีน ซึ่งการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Nutrition ชี้ว่ามันช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อเรียว จึงช่วยให้หน้าท้องของคุณแฟบลงหน่อยนั่นเอง

6. ดาร์กช็อกโกแลตเชค

ขัดกับความเชื่อที่ว่ากันว่า ช็อกโกแลตผสมกับนมจะนำมาซึ่งความอ้วน เพราะดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยให้คุณผอมได้ โดยการลดความอยากอาหารอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่แก้วหนึ่งอาจมีถึง 400 แคลอรี คุณอาจจะต้องเตือนใจไว้ว่า ช็อกโกแลตเชคถือเป็นมื้ออาหารมากกว่าที่จะเป็นของว่างในวันที่คุณรีบ มันจึงเป็นอาหารเช้าที่ดีเชียวล่ะ!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

นิตยสาร Lisa

ริมฝีปาก..บอกอะไรคุณ

 

ริมฝีปากแตก

 

ถ้านึกถึงริมฝีปาก สาวๆ คงนึกถึงแต่เรื่องความสวยความงาม แต่นอกจากนั้นริมฝีปากยังสามารถบอกผลกระทบกับสุขภาพได้อีกด้วย ลองมาสังเกตุริมฝีปากของคุณดูนะคะ เพราะมันอาจจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

     ริมฝีปากบวม

ไม่ใช่ไปคิดว่าจะเซ็กซี่แบบสาวแองเจลีนา โจลี แน่นอน เพราะริมฝีปากบวมบางครั้งมีสาเหตุมาจากโรคลำไส้อักเสบที่ชื่อว่า “โครห์น” ปกติจะทำให้เกิดการบวมในลำไส้ ซึ่งอาการสามารถปะทุรุนแรงขึ้นที่บริเวณท่อน้ำเหลืองหรือจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย นอกจากนี้ริมฝีปากบวมยังสามารถบ่งบอกถึงความไวต่ออาหารบางชนิดได้เช่นกัน เช่น อาหารเผ็ด

     ริมฝีปากเป็นแผล

รอยแตกที่ด้านข้างของปาก (โรคแผลที่มุมปาก) บางครั้งเกิดจากโรคโลหิตจาง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการขาดแคลนธาตุเหล็กในร่างกาย และรอยแตกยังสามารถเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ขณะเดียวกันยังมาพร้อมกับ โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราในกลุ่มยีสต์ ที่มีชื่อว่า Candida ซึ่งมักจะทำปฏิกิริยาขึ้นบริเวณผิวหนังที่บาง เช่น มุมปากเป็นต้น

     รอยไหม้บนริมฝีปาก

แบบนี้อาจจะเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้า เนื่องจากในสมองมีประสาทสัมผัสจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความละเอียดอ่อนที่มากเกินไป จึงทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในจิตใจ และส่งผลให้ริมฝีปากมีรอยไหม้นั่นเอง

     ริมฝีปากแตก

คุณจะรู้สึกเจ็บทุกครั้งเมื่อริมฝีปากมีรอยแตก ซึ่งมันสามารถบอกได้ว่าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ และรอยแตกนี้ทำให้ริมฝีปากบวมได้เช่นกัน โดยมีสาเหตุมาจากผิวหนังที่แห้งแตกและลอก หรือการระคายเคืองที่อาจจะมาจากถุงมือแพทย์ ลิปสติก หรือเปลือกถั่วลิสงที่เรารับประทานเข้าไป ดังนั้นคุณควรใส่ใจกับเครื่องสำอาง และพิจารณาการทดสอบภูมิแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง น่าจะช่วยป้องกันริมฝีปากแตกได้

     ผื่นแดง

เป็นอาการโรคภูมิแพ้ชนิดอื่น ที่เกิดขึ้นโดยการบริโภคน้ำอัดลมในปริมาณที่สูง แพทย์รายงานว่า พบคนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น เนื่องมาจากการรับประทานกรดเบนโซอิค ที่ทำให้เกิดฟองในน้ำอัดลม หรือยาสีฟัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาบริโภคสารเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้นจึงทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ชนิดนี้

     รอยตกสะเก็ด, ริมฝีปากเกรอะกรัง

บ่อยครั้งเราจะเรียกอาการเหล่านี้ว่า “โรคกลาก” ผิวหนังบนริมฝีปากที่มีต่อมไขมันสะสมน้อยกว่าบริเวณส่วนอื่นของผิว มีแนวโน้มที่จะแห้งเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กๆ หรือผู้ใหญ่เลียริมฝีปากของพวกเขามากเกินไป ปากของเขาก็จะแห้งเพราะไม่มีน้ำมันจากเนื้อเยื่อริมฝีปากมาหล่อเลี้ยง จึงทำให้รอบบริเวณปากแห้งและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แนะนำว่าให้ลองใช้วาสลินทารอบๆ บริเวณริมฝีปากให้ติดเป็นนิสัย น่าจะช่วยลดรอยตกสะเก็ดบนฝีปากได้

     แผลพุพอง

แผลพุพอง จะเกิดขึ้นจากไวรัสเริม เมื่อร่างกายคุณได้ทำสัญญากับไวรัส ที่มันไม่เคยออกจากร่างกายของคุณ และแผลผุพองที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณนั้นค่อนข้างต่ำลง นอกจากนี้แผลผุพองมันสามารถชี้ให้เห็นถึงการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อย่างไรก็ตาม การเป็นแผลที่มีระยะเวลานานกว่า 15 วัน ควรจะไปพบแพทย์จะดีที่สุด

     ริมฝีปากซีด

สภาพหัวใจและปัญหาที่ปอดทั้งสอง จะส่งผลกระทบต่อปริมาณของออกซิเจนในการไปหล่อเลี้ยงหลอดเลือด และเมื่อออกซิเจนเริ่มลดลงก็จะทำให้ริมฝีปากมีสีเขียวปนคล้ำหรือออกโทนสีน้ำเงิน แทนสีชมพูที่เป็นตัวบ่งบอกว่าคุณมีสุขภาพปากที่ดีนั่นเอง ขณะเดียวกัน ริมฝีปากสีชมพูอ่อน เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโรคโลหิตจางด้วยเช่นกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

 

ปวดท้อง..ลางบอกโรคร้ายของคุณ

 

 

ใครทีมักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่ว่าปวดท้องเพราะอะไรอาจเป็นสัญญาณอันตรายโดยไม่รู้ตัว ถ้าปล่อยไว้เห็นทีจะไม่ดีแน่ ลองมาดูวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องเป็นเกร็ดความรู้กันสักหน่อยดีกว่า

การเช็คอาการปวดท้องโดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งของอวัยวะและลักษณะของอาการปวดเพื่อประกอบการวินิจฉัย เช่น ปวดแบบเป็นๆ หายๆ ปวดหลังรับประทานอาหาร หรือหิวก็ปวด อิ่มก็ปวด เหล่านี้จะเป็นแนวทางช่วยให้ทราบอาการปวดท้องได้ “ตรงจุด” มากขึ้น

หากปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้องมันเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี หรือในบางครั้งโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นบริเวณส่วนท้องน้อยก็เป็นได้ แต่ถ้าปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้ เช่นเดียวกัน แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ

แต่ถ้าหากปวดท้องด้านขวาตอนล่างอาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน หรืออาการอักเสบของลำไส้ ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าหากปวดท้องส่วนกลางส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่มาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นบริเวณท้องน้อย

ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกัน พร้อมกับอาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันหรือที่เรียกกันว่าไส้ตันเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)

เท่าที่กล่าวมาเป็นแค่ปราการป้องกันให้ตระหนักว่าอาการปวดท้องอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายได้ คำแนะนำดังกล่าวช่วยให้ตรวจดูอาการปวดท้องเบื้องต้นได้ว่าน่าจะเกิดจากอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟันธงได้เลยว่าป่วยเป็นโรคอะไร

ทางที่ดีต้องไปพบแพทย์เพื่อวิจัยฉัยอย่างละเอียด หากเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาก็ให้บอกอาการปวดกับแพทย์ให้ตรงจุด ที่สำคัญอย่าไปหาซื้อยามารับประทานเองเชียว เพราะหากรักษาผิดจุดขึ้นมาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 

ดื่มชาแทนเหล้าต้อนรับปีใหม่

 

ชาเขียว

 

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ ออกโรงแนะชาวบ้านเลิกกินเหล้ารับปีใหม่ หันดื่มชาพันธุ์ดีของเชียงรายแทน สกัดอุบัติเหตุ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งอีกทาง ย้ำมีแต่ได้กับได้

นายแพทย์ชำนาญ หาญสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวดื่มเหล้าคลายหนาวแล้วเสียชีวิตว่า การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายความหนาวถือเป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น จะมีผลเสียต่อร่างกาย และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมากขึ้น เพราะความเย็นจะทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตมีความหนืดขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ดื่มเหล้าช็อกเสียชีวิตง่ายขึ้น ขณะเดียวกันการดื่มเหล้าจะทำให้ปัสสาวะมากร่างกายจึงสูญเสียน้ำมาก และทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง รวมทั้งเกิดอุบัติเหตุอันเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตกันมากในช่วงเทศกาลด้วย

นายแพทย์ชำนาญ กล่าวอีกว่า ขอแนะนำให้ประชาชนหันมาดื่มชาแทนการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะดีกว่า เนื่องจากใบชามีประโยชน์มากมาย การดื่มน้ำชาร้อนๆ จะช่วยคลายความหนาวเย็นได้แล้ว ยังสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ที่สำคัญยังช่วยทำให้มีอายุยืน

นอกจากนั้นแล้วชายังช่วยลดโคเลสเตอรอล และช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันได้ว่า ในใบชาเป็นแหล่งรวมของสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแด้นท์โพลีฟินอล เช่น คาเตชิน เควอซิทิน ฯลฯ โดยหลังจากที่ดื่มชาประมาณ 30-50 นาที การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระในเลือดจะพุ่งพรวดขึ้นไปร้อยละ 41-48 และคงอยู่นานประมาณ 80 นาที มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้อนุมูลอิสระที่เป็นภัยต่อร่างกายถูกขจัดไปเป็นจำนวนมาก ร่างกายจะแข็งแรง สามารถป้องกันการเกิดมะเร็ง และหยุดยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งอีกด้วย

“เชียงรายมีการปลูกชาสายพันธุ์ดีๆ และมีร้านจำหน่ายชามากมาย เป็นใบชาที่มีชื่อเสียงคุณภาพดีและราคาถูก ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวหาซื้อได้ง่าย โดยชาเขียวใบส่วนใหญ่จะอยู่ในบรรจุภัณฑ์จึงไม่สามารถจะสังเกตเห็นใบชาได้ ดังนั้นการเลือกซื้อควรสังเกตบรรจุภัณฑ์ว่าฉีกขาดหรือไม่ และดูวันหมดอายุด้วย ส่วนชาเขียวญี่ปุ่นจะเป็นชาอบไอน้ำ สามารถเก็บได้ประมาณ 2 สัปดาห์ สำหรับชาเขียวจีนจะเป็นชาอบแห้ง เก็บได้ 1 เดือนหลังเปิดซอง หากเก็บนานกว่านี้กลิ่นและรสชาดจะเสียไป ควรเก็บไว้ในที่แห้ง มิดชิด” นายแพทย์ชำนาญ กล่าว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

สสส