Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

เป็น สิว ทำยังไงดี

สิว

สิว (Acne / Pimple / Zits) คือตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน ขึ้นตามหน้า หลัง ไหล่ หน้าอก แขน สิวเกิดจากการที่ฮอร์โมน Androgen ซึ่งพบได้ทั้งหญิงและชาย กระตุ้นให้ต่อมไขมันโตขึ้นและผลิตไขมันมากขึ้น ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมัน ไขมันที่อุดตันนี้เรียกว่า คอมมิโดน (Comedone) ต่อมไขมันที่มีไขมันคั่งค้างเมื่อมีขนาดใหญ่มากจะดันผิวหนังด้านบนให้มองเห็นเป็นเม็ดเล็กๆเรียกสิวหัวขาว หากมีรูเปิดสู่ผิวหนังจะเรียกสิวหัวดำ และหากมีติดเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ซึ่งตัวเชื้อจะสลายไขมันไตรกลีเซอไรด์เป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบซึ่งมีอาการอักเสบ เป็นตุ่มนูนแดง หรือเป็นหนอง

สาเหตุของสิว มีหลายสาเหตุ เป็นที่ถกเถียงกันว่า สิวเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้:

1. ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และ ผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด
2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ความเครียด, ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และ อาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้

วิธีป้องกันและรักษา

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว ไม่ให้มันกำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้

1. นอนหลับให้เพียงพอ – การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
2. อารมณ์ขัน – อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
3. อาหารจำพวกผัก – การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
4. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี – หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
5. ล้างหน้าให้สะอาด – การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
6. ใช้กระดาษซับหน้ามัน – หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
7. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด – เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
8. ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Olive Oil, Lanolin, Sodium Laury Sulphate หรือการไปรบกวนบริเวณผิวบ่อย ๆ เช่น การขัดหน้าด้วยสครับ หรือการนวดหน้าด้วยครีมที่ส่วนผสมของน้ำมัน
9. ไม่ควรบีบสิวเองเพราะจะทำให้เกิดรอยดำและรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ได้ถ้าเป็นมาก ๆ ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
10. การรับประทานแร่ธาตุสังกะสีจะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนและสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว และยังช่วยให้วิตามินเอในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวมาก ๆ แร่ธาตุเหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยลดการอักเสบของสิวได้
11. ระบบขับถ่ายไม่ดี และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้
12. การรับประทานยาคุมกำเนิดไม่ได้ช่วยในการรักษาสิวโดยตรง ยาคุมกำเนิดเหมาะสำหรับคนที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายในร่างกายสูงกว่าปกติ เช่นเป็นสิวง่าย หน้ามัน ขนดก
13. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน – หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
14. การทาครีมละลายหัวสิวก่อนล้างหน้าจะช่วยให้สิวหลุดออกได้ง่ายจึงทำให้ไม่เป็นสิวอักเสบตามมาภายหลัง
15. ใช้ยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ – วิตามินเอมีสรรพคุณรักษาสิวอยู่ด้วย ซึ่งมียาทาใบหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามิน A สุดอยู่ สามารถสอบถามตามร้านขายยาทั่วไป
16. ปรึกษาแพทย์ – หากใช้วิธีต่างๆ ไม่ได้ผล แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เป็นการดีที่สุด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน หรือ ภาวะภายในร่างกายไม่สมดุล เช่นร้อนเกินไป เลยทำให้เกิดสิว ซึ่งการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ควรทำ ซึ่งปัจจุบัน ยังมีคลินิกรักษาเปิดอยู่ทั่วไป
17. หลีกเลียงการทานของมัน ของทอด และอาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เผ็ดจัด เพราะจะทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นหยาง (คือ ร้อน) ซึ่งจะทำให้เกิดสิว จึงควรหาอาหารหรือยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเพือมาสะเทินหยาง

อ้างอิงข้อมูลจาก
สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
กระทรวงสาธาราณสุข

ยาเยนเยน
แก้ร้อนใน บรรเทาอาการเจ็บคอ

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

ลมพิษ โรคที่รักษาหายได้

ลมพิษ ลมพิษเฉียบพลัน ลมพิษเรื้อรัง

ชนิดของโรคลมพิษ Urticaria แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ลมพิษเฉียบพลัน จะเป็นผื่นลมพิษไม่เกิน 6 สัปดาห์ ส่วนมากจะเกิดจากร่างกายได้รับสารที่แพ้ ผื่นมักจะหายใน 24 ชั่วโมง แต่บางคนผื่นอาจจะอยู่ได้ 2-3 วัน สาเหตุมักจะเกิดจากอาหาร ยา และการติดเชื้อไวรัส

2. ลมพิษเรื้อรัง ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

สาเหตุของโรคลมพิษ มีหลายประการ คือ

1. อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว เห็ด ไข่ขาว นม ยีสต์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารกันบูด สีผสมอาหาร

2. ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้หวัด ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท วิตามิน ยาระบาย ยาเคลือบกระเพาะ เป็นต้น หากสงสัยว่าเกิดจากยา ควรหยุดยาก่อน แล้วรีบไปพบแพทย์

3. การติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ

4. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์

5. ในผู้ป่วยบางราย ผื่นลมพิษอาจเกิดจากผิวหนังมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด และการออกกำลังกาย เป็นต้น

6. การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น ยาง ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น

7. แพ้พิษแมลง เช่น ผึ้ง ต่อ

8. มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย

9. ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ลมพิษในผู้ป่วยบางรายเกิดจากภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น

10. น้ำเหลืองเสีย lymph disorder หรือมีความผิดปกติที่ต่อมน้ำเหลือง malfunction of lymphatic system

11. สาเหตุทางกายภาพ สาเหตุเหล่านี้ ได้แก่ ความเย็น ความร้อน แสงแดด แรงกดรัด

12. การออกกำลังกาย หากลมพิษเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ผู้ป่วยจะเป็นผู้สังเกตได้ดีกว่าแพทย์และอาจทดสอบง่ายๆ โดยทดลองทำกิจกรรมที่สงสัยนั้นซ้ำ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เป็นลมพิษจากความร้อน เมื่อไปเล่นกีฬาจนเหงื่อออกจะเกิดลมพิษขึ้นทุกครั้ง และเมือพักลมพิษจะหายไปเอง เป็นต้น

13. สาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียด หรือผู้ป่วยโรคลูปัสหรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบบางราย อาจมีผื่นลมพิษ มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นจะอยู่นาน มักเกิน 24 ชั่วโมง และเวลาหายมักมีรอยดำ

แม้ว่าจะมีผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากที่แพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยลมพิษควรพบแพทย์ เพราะหากตรวจพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค ก็จะสามารถรักษาและหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นได้ ซึ่งจะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้

การรักษาโรคลมพิษ

1. พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

2. ให้ยาแอนตี้ฮีสตามีน ซึ่งมีหลายชนิด หลายกลุ่ม มีทั้งที่ออกฤทธิ์ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง การจะเลือกใช้ยาตัวใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายใช้ยาเพียงตัวเดียวก็ได้ผลดี แต่บางรายแพทย์อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาแอนตี้ฮีสตามีนในกลุ่มอื่น หรือใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพื่อควบคุมอาการ

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาแอนตี้ฮีสตามีน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารที่เป็นตัวการก่อให้เกิดผื่นลมพิษในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน ที่หาสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้ใน 1-2 สัปดาห์ มีผู้ป่วยบางรายที่หาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษเรื้อรัง

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษชนิดเรื้อรัง ที่ได้สืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขได้ เมื่อรับประทานยาแอนตี้ฮีสตามีน ผื่นลมพิษมักหายได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบ หรือเป็นสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ง่ายๆ โรคมักเป็นเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลงเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว และพยายามหยุดยาถ้าทำได้ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นโรคเรื้อรังเป็นปี อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง

4. หากรักษามาหลายวิธีแล้วแต่ก็ไม่หายขาด ขอแนะนำให้พิจารณาการรักษากับแพทย์ทางเลือกหรือการรักษาแบบองค์รวมดู หรือใช้ยาสมุนไพรควบคู่ไปกับการรักษาแบบแพทย์แผนไทย

ลมพิษ ลมพิษเฉียบพลัน ลมพิษเรื้อรัง

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษ

ผู้ป่วยลมพิษที่เป็นผื่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลมพิษเฉียบพลัน ที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง หน้าบวม ตาบวม ปวดบวมอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพราะนอกจากอาการบวมแดงที่ผิวหนังแล้ว บางครั้งอาจเกิดอาการบวมในอวัยวะอื่น และทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นได้ เช่น อาการบวมในทางเดินอาหาร ทำให้ปวดท้อง อาการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้แน่นหน้าอก อาจเกิดอาการหอบหืด และถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็พบน้อยมาก

ส่วนผู้ป่วยที่มีเฉพาะผื่นลมพิษที่ผิวหนัง ควรปฏิบัติตัวดังนี้

– งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

– นำยาแอนตี้ฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที

– ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้

– รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงาน ควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา

– อาจใช้คาลาไมน์ โลชั่น ทาบริเวณผื่นลมพิษเพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย

– ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ เพื่อลดการเกิดผื่นและอาการคัน

– ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด

อ้างอิงข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ยาประดงพระสังข์ทรงช้าง
แก้โรคผิวหนังที่เป็นเม็ดผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย

สาเหตุการเกิดโรคท้องผูก


ท้องผูก

 

1. กินอาหารไม่มีเส้นใย

เพราะปัจจุบันนี้กินแต่ข้าวขาว ขนมปังขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมเค้ก อาหารเหล่านี้ไม่มีเส้นใย ปกติร่างกายต้องการเส้นใยวันละ 20-25 กรัม

2. ความเครียด

เมื่อเกิดความเครียด จะมีอาการเบื่ออาหาร การขับถ่ายก็จะถูกผลกระทบไปด้วย คือ ร่างกายจะระงับการขับถ่ายชั่วคราว รอให้พ้นวิกฤตคลายเครียดแล้ว จึงจะกินง่ายถ่ายคล่อง

3. การกลั้นอุจจาระ

เป็นเพราะอาจไม่ชอบอุจจาระนอกบ้านโดยเฉพาะเด็กเล็ก ครั้งสองครั้งไม่เป็นไร ถ้าทำบ่อย ๆ ร่างกายจะแย่

4. ไม่ออกกำลังกาย

เพราะการออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร

5. อื่น ๆ เช่น

ทานชา, กาแฟ, ยาเคลือบกระเพาะ, ทานแคลเซียมมากเกินไป, ทานอาหารเหลว หรืออาจมีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ เช่น โรคไม่มีปมประสาทตรงทวารหนัก โรคพยาธิไส้เดือนอุดตันลำไส้ เป็นต้น

 

intestine, ลำไส้, ท้องผูก, อาหารไม่ย่อย, ท้องอืด, กรดไหลย้อน, แก๊สเยอะ, เรอบ่อย, ผายลมบ่อย

การย่อยอาหารจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว อาหารจากลำไส้เล็ก เมื่อย่อยแล้วจะเป็นของเหลว หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหล่อลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตาม
ลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก

 

วิธีป้องกันท้องผูกได้แก่

(1). ออกแรง ออกกำลังเป็นประจำ ไม่นั่งหรือยืนนานเกินคราวละ 1-2 ชั่วโมง การออกกำลังหนักหน่อย และการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ จะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ได้ดี

(2). ดื่มน้ำให้มากพอในช่วงกลางวัน การดื่มน้ำกลางคืนอาจทำให้ปวดปัสสาวะ นอนหลับไม่สนิท หรือฝันร้ายได้ การดื่มน้ำมากพอช่วยลดการดูดซึมน้ำจากอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ทำให้อุจจาระไม่จับตัวเป็นก้อนแข็ง

(3). หลีกเลี่ยงอาหารเส้นใยต่ำ โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล ขนมทำจากแป้ง และไม่กินอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อ เนยแข็ง ไข่ ฯลฯ มากเกิน

(4). กินอาหาร ที่มีเส้นใยสูง โดยเฉพาะผัก ถั่ว ผลไม้ทั้งผล นัท (เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ), ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง (ควรซื้อถุงเล็ก กินให้หมดใน 1 เดือน เก็บในที่แห้ง เพื่อป้องกันเชื้อรา)

ผลไม้แห้งช่วยป้องกันท้องผูกได้ดี ควรเลือกผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาล และไม่ผ่านการดอง น้ำผลไม้ปั่นรวมกาก ไม่เติมน้ำตาล (smoothie) ช่วยได้ดีเช่นกัน

(5). ฝึกนิสัย ถ่ายหลังอาหารภายใน 1/2 ชั่วโมง เมื่อผนังกระเพาะอาหารโป่งออกหลังอาหารจะเกิดสัญญาณ (gastro-colic reflux) ทำให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น

วิธีดื่มน้ำ 2-3 แก้วหลังตื่นนอน รอ 15-30 นาทีแล้วเข้าห้องน้ำช่วยได้ดีเช่นกัน และเมื่อปวดอุจจาระแล้ว พยายามเข้าห้องน้ำ อย่ากลั้นไว้

(6). หลีกเลี่ยง การดื่มนม หรือกินผลิตภัณฑ์นมมากเกินไป เกลือแร่ อาหาร หรือยาบางอย่างอาจทำให้ท้องผูกได้ เช่น แคลเซียม ยาลดกรดชนิดน้ำบางชนิด ชา ฯลฯ

(7). ทานยาระบาย เพื่อช่วยในการขับถ่ายในเบื้องต้น เพราะบางท่านปฏิบัติอย่างไรก็ยังถ่ายไม่ออก เพราะอาหารที่ย่อยแล้วแต่ไม่ถูกขับถ่ายออกมาจะเกิดการเน่าเสียในลำไส้ เกิดเป็นสารพิษที่ลำไส้จะดูดเข้าสู่ร่างกายกลับเข้าไปใหม่

อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
บ้านสุขภาพ โดย น.พ.วัลลภ พรเรืองวงศ์

ยาทิพย์ลีลา
เป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูก

ยาสมุนไพร ดีอย่างไร

สมุนไพร ได้มีการใช้เป็นยามามากกว่า 3,000 ปี นับตั้งแต่บรรพบุรุษชาวจีนที่มีการใช้สมุนไพรพื้นบ้านมารักษาโรค กระนั้นไม่ใช่มีแต่เพียงประเทศจีนประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้นำภูมิปัญญาเหล่านี้มาใช้ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน บรรพบุรุษชาวไทยของเราได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ในการบรรเทาและรักษาโรค ร่วมด้วยกับการนวด และปรับวิธีการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่ ซึ่งเรียกการรักษาแบบนี้ว่าการรักษาแบบองค์รวม (Holistic Medical Treatment) แต่ในตอนนี้เราจะกล่าวถึงสมุนไพรแต่เพียงอย่างเดียว

ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนในชนบทจะใช้สมุนไพรในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วย ยังมีคนในชนบทอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักยาที่ทำหรือสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมี คนเหล่านั้นยังคงต้องอาศัยยาสมุนไพรแผนโบราณเพื่อรักโรคษากันอยู่ ยาสมุนไพรจึงมีบทบาทสำคัญเพราะถือเป็นภูมิปัญญาประจำชาติและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ป่วยที่ยาแผนปัจจุบันไม่สามารถทำให้อาการของคนเหล่านั้นดีขึ้นได้ และผลข้างเคียงที่พึงจะได้รับก็คือ ความเสี่ยงต่อตับและไตในระยะยาว

ยาแผนโบราณโดยส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงและอันตรายน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะทำขึ้นจากธรรมชาติ สกัดจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ไม่มีตัวยาที่สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมี อาการข้างเคียงก็น้อยกว่า การแพ้ยาก็น้อยกว่า แต่คนโดยส่วนมากใจร้อน อยากหายเร็ว เช่นทานเดี๋ยวนี้ ก็หวังว่าจะต้องหายวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผลข้างเคียงไม่กลัว เอาให้หายก่อน หารู้ไม่ว่ายาแผนปัจจุบันยิ่งทานมาก ภูมิคุ้มกันยิ่งต่ำลง และถ้ายิ่งทานไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะต้องเพิ่มโดสหรือปริมาณยาที่แรงขึ้น แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกบางกลุ่มที่ใส่ใจกับสุขภาพในระยะยาว อดทนรอได้ ให้ร่างกายค่อยๆปรับสภาพ ค่อยๆสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถรักษาตัวเองให้หายได้ในที่สุด การรักษาด้วยยาแผนโบราณก็เปรียบเสมือนการทานอาหารจากธรรมชาติ เพราะยาแผนโบราณจะมีส่วนผสม เช่น พริกไทย กระวาน กานพลู ขิง ดีปลี ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกสรดอกไม้ น้ำผึ้ง เป็นต้น ซึ่งก็เป็นเครื่องเทศปรุงผสมอาหารประจำวันที่คนไทยเรานิยมทานกันอยู่แล้ว

แต่ถ้าเป็นโรคฉุกเฉิน เช่น โรคติดเชื้อ และโรคที่มีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน เช่น บาดทะยัก โรคพิษสุนัขบ้า ประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ หมอปัจจุบันและยาแผนปัจจุบันควรเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ยาสมุนไพรคืออะไร

ตามพระราช บัญญัติยา (พ.ศ.2510) ได้ให้ความหมายว่า ยาสมุนไพรคือ ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือ แร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือแปร สภาพ ยาสมุนไพรนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการกล่าวขานบันทึกเรื่องราวและใช้สืบทอดกันมา สมุนไพรเป็น ยารักษาโรคที่ได้ตามธรรมชาติหาได้ง่าย ใช้รักษาได้ผลดี มีพิษน้อย และสมุนไพรหลายชนิด เราก็ใช้เป็นอาหารประจำวัน อยู่แล้ว เช่น ขิง ข่า กระเทียม ตะไคร้ กระเพรา เป็นต้น ชีวิตประจำวันเราผูกพันกับสมุนไพรทั้งในรูปของอาหารและเป็นยารักษาโรค พืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณในการรักษาแตกต่างกันตามส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนั้น เราจึงต้อง มาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของพืชสมุนไพรกันเสียก่อนว่าในแต่ละส่วนนั้นมีอะไรบ้างและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ส่วนประกอบของพืชสมุนไพร

1. ราก : จะมีหน้าที่สะสมและดูดซึมอาหารมาเลี้ยงบำรุงต้นพืช ลักษณะของรากมีทั้งรากแท้และรากฝอย การสัง เกตรากนั้นควรดูทั้งรากสดและรากแห้ง ลักษณะภายนอกขนาดของราก ความเปราะของเนื้อราก สี กลิ่น รสของราก การที่จะจำแนกราก สมุนไพรต้องใช้ความชำนาญ พืชสมุนไพรทั่วไปเราจะสังเกตอย่างคร่าว ๆ และจดจำไว้แต่ถ้า สมุนไพรที่ใช้รากมาทำยาจำเป็นต้องสังเกตอย่างละเอียด เพื่อที่จะไม่เก็บสมุนไพรผิดต้นไปรักษาโรค สมุนไพรส่วน ที่ใช้ราก เช่น กระชาย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปลาไหลเผือก แก้ไข้ มะละกอ ใช้ขับปัสสาวะ เป็นต้น

2. ลำต้น : เป็นโครงค้ำที่สำคัญของพืช ปกติเกิดบนดินหรือมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน จะประกอบด้วยตา ข้อ และปล้อง ซึ่งจะ แบ่งตามลักษณะภายนอก เช่น ประเภทไม้ยืนต้นไม้พุ่มประเภทหญ้า ประเภทไม้เลื้อย เป็นต้น การสังเกตลำต้น ดูว่า ลำตันของพืชมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้อง เป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของ ต้นพืชอื่นอย่างไร สมุนไพรส่วนที่ใช้ลำต้นเป็นยา เช่น อ้อยแดง ใช้แก้อาการขัดเบา ชิงช้าชาลี บอระเพ็ด ใช้แก้ไข้ เป็นต้น

3. ใบ : เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืช สังเกตรูปร่างของใบ ปลาย ริม เส้น และเนื้อของใย อย่างละเอียด และอาจ เปรียบเทียบลักษณะของใบที่คล้ายคลึงกันจะทำให้จำแนกใบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมุนไพรที่ใช้ใบเป็นยา เช่น กระเพรา ใช้ได้ทั้งใบสดหรือใบแห้งแก้ปวดท้อง ท้องขึ้นจุกเสียด ขี้เหล็ก รักษาอาการท้องผูก ใบชุมเห็ดเทศ ขยี้หรือ ตำในครก ให้ละเอียดเติมน้ำเล็กน้อย ใชัรักษาโรคกลากได้

4. ดอก : ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกัน สังเกตลักษณะอย่างละเอียด เช่น กลีบดอกจำนวนกลีบดอก การ เรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สีกลิ่น เป็นต้น ส่วนของดอกที่ใช้เป็นยา เช่น กานพลู น้ำมันหอมระเหย ในดอกกานพลู มีฤทธิ์ขับลมฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ขับพยาธิ ดีปลี แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น

5. ผล : ผลที่เป็นยา เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น สังเกตลักษณะผลทั้งภายนอกและภายใน นอกจาก ผลไม้เมล็ดภายในผลยังอาจเป็นยาได้อีก เช่น สะแกฟักทอง ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะ รูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย
              
ส่วนประกอบของพืชสมุนไพรนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้ทุกส่วน ตัวยาในพืชสมุนไพรนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คำนึงถึงชนิดของยาว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนไหนของพืชที่ใช้เป็นยา ราก ลำต้น ใบ ดอก หรือผล พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเก็บในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การเลือกเก็บยาอย่างถูกวิธีนั้น ก็จะมีผลต่อคุณภาพหรือฤทธิ์ ของยาที่จะนำมารักษาโรคด้วย เราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเก็บสมุนไพรอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพ

ข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ห้างขายยาตราเสือมังกร