Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

Detox…มาล้างพิษกันเถอะ

detox,ล้างพิษ

คุณเคยบ้างไหม…รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นระยะเวลายาวนานจนรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไม ตัวฉันถึงไร้พลังกายพลังใจขนาดนี้ แล้วยังไม่สามารถรวบรวมสมาธิทำงานได้นาน ๆ ซึมเศร้าขาดชีวิตชีวา มีปัญหาผิวหนัง ปวดหัว หรือเป็นไข้บ่อย ๆ

ชวนกันไปล้างพิษ (Detoxification)

อาจเป็นไปได้ว่า ร่างกายของคุณกำลังทุกข์ระทมเพราะสะสมพิษไว้ในตัวมากเกินไปแล้ว ใครไม่มีพิษสะสมไว้คงไม่ใช่คนร่วมสมัย เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของเรา

อากาศที่เราหายใจ หรืออาหารที่เรากินเข้าไป ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสำคัญในการสะสมทั้งนั้น ซึ่งเราจะต่อต้านมันได้ด้วยการขจัดพิษเพื่อให้ร่างกายสะอาด สดชื่น มีพลังเพิ่มขึ้นและช่วยให้ระบบอิมมูนซิสเต็ม ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองร่างกายเราได้เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าระบบการดูแลและขจัดพิษ และของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ของเสียที่ยังตกค้าจะไหลเวียนกลับไปในกระแสเลือด ทั่วร่างกาย แล้วก่อตัวอยู่บริเวณอวัยวะที่อ่อนแอที่สุด

เราจะสังเกตอาการต่าง ๆว่ามีพิษไปสะสมอยู่แถวไหนบ้าง ถ้าเป็นบริเวณลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก มักจะท้องผูก ท้องอืด ท้องเสีย บ่อย ๆ ซึ่งเป็นเพราะเรากินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่ถูกส่วน มีความเครียด ใช้ยาพวกแอนตี้ไบโอติกบ่อย จิบน้ำสีอำพันเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อยไป อาหารที่จะช่วยได้ คือผักใบเขียวที่มีคลอโรฟีลล์มาก ๆ หรือนมเปรี้ยวที่มีแล็กโตบาซิลลัส

ถ้ามีปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เป็นผื่นแพ้บ่อย ๆ ลิ้นขม ปวดศีรษะ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าตับกับไตทำงานหนักเกินไปแล้ว เพราะกรองของเสียเก็บไว้เยอะ องุ่นจะช่วยทำความสะอาดตับไตและผิวหนังได้

พิษที่สะสมในระบบทางเดินหายใจ จะทำให้เป็นหวัดบ่อย ๆ ไอ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ มีเซลลูไลท์ ขาดน้ำ มีปัญหาเรื่องผิวหนัง กระเทียม และวิตามินซีจะช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจของเรา

ขจัดพิษกันเถอะ

การล้างพิษในร่างกาย มีวิธีการต่าง ๆ เช่นสวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ หรือการอดอาหาร และการเลือกกินอาหาร รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อการล้างพิษ

คุณกิตติกูล เสารัมณี ผู้ประสบกับโรคมะเร็งตับที่ศึกษาค้นคว้าด้าน macrobiotic มีประสบการณ์ในการล้างพิษภายในร่างกายหลายขนานมาแล้ว พูดถึงการล้างพิษว่า

“สำหรับ คนที่เป็นโรคอย่างผม ผมอดอาหาร หรือดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ 2-3 วัน เช่นดื่มน้ำอ้อยผสมน้ำมะนาว หรือสวนด้วยกาแฟ คนทั่ว ๆ ไปไม่จำเป็นต้องดีทอกซ์ (detox) แบบ สวนกาแฟที่กำลังแพร่หลายกัน เพราะบางคนอาจแพ้กาแฟ หรือไม่มีความรู้จริงเรื่องการทำ การดูแลความสะอาด ปริมาณของกาแฟที่ใช้หรือ ถ้าน้ำกาแฟไม่อยู่ในลำไส้นานถึง 10 นาที ก็เท่ากับเป็นการสวนอุจจาระเฉย ๆ ต้องคำนึงถึงรายละเอียดพอสมควรและลำไส้บางคนอาจเป็นแผล คนที่จะทำได้ต้องไม่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิต หรือไต

“ผมขอแนะนำว่า กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่นข้าวกล้อง ข้าวมันปู ธัญพืช ผัก เต้าหู้ 10 วัน พยายามลดเนื้อสัตว์ นม ไข่ กะทิ ของหวาน ร่างกายเราจะได้อาหารที่บริสุทธิ์ไปสร้างเม็ดเลือดที่บริสุทธิ์ 10 วันที่ถ่ายออกไปก็เท่ากับขับพิษหรือของเสียออกไป”

เราขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการลงมือทำในเวลา 1 เดือน ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรเคร่งครัดมากจนยากเกินจะลองทำ เพื่อเรียกสุขภาพดี ๆ และพลังกลับคืนมา ค่อยเป็นค่อยไปในวันแรก ๆ ไม่ต้องทำเต็มสูตร เพื่อค่อย ๆ ปรับตัวและปรับใจก่อน โดยเริ่มจาก…

เลือกอาหารธรรมชาติ

เลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก ๆ เนื้อสัตว์สีแดง เหล้าเบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล น้ำผึ้ง ชา กาแฟ อาหารกระป๋อง ที่แพ็กมาเป็นห่อ ๆ ฟาสต์ฟู้ด หรือวางอยู่บนชั้นนานแล้ว พวกซอสมะเขือเทศ มายองเนส ลดอาหารพวกไข่ ไก่ ผลไม้ น้ำสลัด และน้ำส้มสายชู ข้าวขัดขาว

กินผักดิบสด ๆ ดีกว่า เพราะจะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะผักที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคร็อต มะเขือเทศ บีทรูท รวมทั้งผักใบเขียวต่าง ๆ กินเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ปรุงรสชาติและกลิ่นอาหารด้วยกระเทียม ขิง สมุนไพรต่าง ๆ หันมากินเนื้อปลา โดยเฉพาะพวกปลาน้ำลึก ข้าวหรือพวกแป้งไม่ขัดขาว เช่นข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี มันฝรั่ง ลูกเดือย เปลี่ยนเมนูให้หลากหลายเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารเดิมๆอยู่ทุกวี่วัน ถ้านึกอยากกินสลัดผักสักจาน ทำเองที่บ้านน่าจะดีกว่า เพราะเราเลือกได้ว่าจะซื้อผักปลอดสารพิษมาทำ ล้างสะอาดแค่ไหนก็รู้ด้วยตัวเอง

เพิ่มน้ำ

ร่างกายต้องการน้ำด้วย อย่าลืม ถ้ามีน้ำน้อยเกินไป ก็จะไปขอน้ำจากลำไส้มาใช้ ซึ่งทำให้ของเสียที่อยู่ในล้ำไส้แห้งลงไป กระบวนการขับถ่ายออกจากร่างกายช้าลงสารพิษก็จะถูกดูดซึมกลับสู่ร่างกายอีก

กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร ด้วยการเริ่มจากน้ำอุ่น ๆ ในตอนเช้า อาจจะเป็นน้ำผลไม้เช่นน้ำมะนาว ช่วงกลางวันดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ 6-8 แก้ว เปลี่ยนจากชากาแฟ เป็นชาสมุนไพรแทน

ทำน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเอง น้ำมะเขือเทศมีวิตามินซีสูง น้ำบีทรูท แคร็อต และเซเลอรี่ เป็นน้ำผักที่บำรุงตับ ถ้ารสชาติไม่เอาไหนเติมน้ำสับปะรด หรือน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อปรุงรสสักนิด ไม่ควรเติมน้ำผลไม้รสหวานมากไป หรือดื่มน้ำผลไม้มากกว่าวันละ 1 แก้ว เพราะว่ามีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ ดื่มน้อยๆดีกว่า

ออกกำลังกายบ้าง

การได้เคลื่อนไหวร่างกาย เท่ากับช่วยการไหลเวียนของเลือดให้เลือดขนส่งออกซิเจนและสารอาหารที่มีคุณค่าได้ดีขึ้น และการทำงานของระบบหายใจก็จะดีขึ้นด้วย

เลือกเดินหรือจ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน แอโรบิก โยคะ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาทีต่อวัน อาทิตย์ละ 3-5 วัน

หัดหายใจ

เชื่อไหมว่าเรายังหายใจกันไม่ค่อยถูกต้อง หัดหายใจใหม่ ถ้ายังหายใจตื้น ๆ สั้น ๆ อยู่ พยายามหายใจให้ยาวขึ้น และหายใจช้าๆ นับ 1 ถึง 4 ในการหายใจเข้าออก 1 ครั้ง การหายใจเข้าลึกๆทำให้เราสูดเอาออกซิเจนเข้าไปได้เต็มที่ และหายใจออกยาว ๆ ก็จะช่วยการขับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

ขัดผิวผ่อง

การขัดผิวนอกจากเพื่อบำรุงบำเรอความงามแล้ว ยังช่วยปรับการไหลเวียนและช่วยยักย้ายถ่ายเทพิษที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อ สู่กระแสเลือด เพื่อขับถ่ายออกไป ใช้แปรงด้ามยาวที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ขัดผิวสัก 5 นาทีก่อนอาบน้ำ หรือนานกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้

เริ่มจากการขัดเท้า น่อง ไปสู่ต้นขา ขัดเหนือสะโพก และขึ้นไปกลางหลัง ไล่ไปที่ต้นแขน ไปที่ไหล่ ลงไปที่อก ตรงไปสู่หัวใจ และขัดจากหลังคอลงมา สุดท้ายก็ขัดวนเป็นวงตามเข็มนาฬิกาแถว ๆ ท้อง เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้

ล้างใจให้สะอาด

แม้จะไม่เคยมีใจเป็นแม่พระมาก่อน ก็ต้องลองดู เพราะอารมณ์ที่ไม่เบิกบาน ความโกรธ เสียใจ เครียด เศร้าซึม จะทำให้ร่างกายเราหลั่งสารที่มาทำร้ายตัวเราเองมากเกินไป ในระหว่างกระบวนการขจัดพิษ พยายามละลายอารมณ์เสีย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปแล้ว

  • เปลี่ยนวิธีคิดสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดกับจิตใจ เช่นหัดช่วยเหลือคนอื่น ให้อภัย ยอมแพ้ ลองมองโลกในแง่ดี
  • อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก่อนนอนทำใจให้สบายหรือนั่งทำสมาธิ ไม่เก็บเรื่องรกใจไปนอนด้วย ถ้าหัดล้างใจไว้จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ใจไม่ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งเกินไป
  • ปล่อยวางบ้าง ให้คนอื่นเขาไปแบกบ้าง จิตใจจะได้เบาสบาย
  • หายใจลึก ๆ จังหวะยาว ๆ คิดถึงสิ่งดี ๆ ของตัวเอง ตื่นเช้ากว่าเดิมสักครึ่งชั่วโมง
  • ในวันที่ไม่เร่งรีบ หามุมสงบ ๆ ที่สามารถอยู่นิ่ง ๆ สบาย ๆ
  • ทอดสายตามองทัศนียภาพอันน่ารื่นรมย์สักวันละ 15 นาที

อาการระหว่างล้างพิษ

อย่าตกใจถ้ามีอาการเหล่านี้ เช่น ปวดศีรษะ มีเม็ดสิวขึ้น มีผื่นที่ผิวหนัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หงุดหงิด อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ท้องอืด กลิ่นตัวและลมหายใจไม่สะอาด อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายกำลังกำจัดของเสียต่าง ๆ ออกไป

  • อยู่ปกติแล้วอาการจะเป็นราว ๆ 3 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ หายไป
  • เหนื่อยอ่อนล้าเพราะทำงานหนัก หรือกำลังอยู่ในช่วงเครียดจัดเกินไป ไม่สบาย
  • เพิ่งหายไข้หายหวัด หรือมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต
  • โรคเบาหวาน ตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นม หรืออยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรคอยู่
  • ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน

ข้อควรระวัง

  • ถ้าใช้ช่วงเวลาในการขจัดพิษนานเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
  • การดื่มน้ำผักน้ำผลไม้ปริมาณมาก ๆ อาจจะทำให้ถ่ายท้องมากเกินไป
  • ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป จะไปทำร้ายไตได้ นอกจากนี้ยังไปช่วยกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้นไปอีก
  • อย่าวิตกกังวลเกินเหตุว่า ร่างกายเราได้รับพิษอันมหาศาล หรือเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตายกับการขจัดพิษมากเกินไป เพราะแทนที่ผลออกมาจะสบาย กลับให้ผลตรงกันข้าม ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนซีเรียส ท่องไว้เบา ๆ ว่า…”อย่าซีเรียส”

ถ้าสามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองอยู่ในกระบวนการขจัดพิษใน 1 เดือน แล้วจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้น ผิวหนังสะอาดขึ้น ดวงตาสดใส ท้องผูกน้อยลง น้ำหนักลด อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดระดับความวิตกกังวลไปได้ดีเชียวค่ะ ลองดู

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.thaiza

วิธีดูแลสุขภาพฟันและช่องปาก

แปรงสีฟัน

ง่ายๆนิดเดียวค่ะ..โดยการดูแลแปรงสีฟันของเราให้สะอาด เพราะในช่องปากของคนเรานั้นมักจะสะสมแบคทีเรียไว้มากที่สุด เวลาแปรงฟันแบคทีเรียเหล่านั้นก็จะถูกสะสมอยู่ในแปรงสีฟันจนกลายเป็นเชื้อโรค ฉะนั้นหากว่าใคร ไม่อยากให้แปรงสีฟันของตัวเองเป็นตัวก่อโรคก็มาดูวิธีดูแลแปรงสีฟันกันเลยดีกว่าค่ะ

มาดูรายละเอียดกันค่ะว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

6 วิธีดูแลแปรงสีฟัน

1. เปลี่ยนแปรงสีฟันอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน

2. อย่าใช้แปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น

3. ลองขอคำแนะนำในการใช้แปรงและแปรงฟันให้ถูกวิธีจากทันตแพทย์

4. อย่าใช้แปรงที่มีขนแปรงแข็งเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดแผลที่เหงือกและทำให้แบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย

5. ถ้าเก็บแปรงสีฟันไว้ในห้องน้ำ ควรเก็บในปลอกให้เรียบร้อยไม่ควรวางทิ้งไว้ หรือเสียบใส่ในแก้วน้ำเฉยๆ

6. ใช้น้ำร้อนทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคให้แปรงสีฟันบ้างและน้ำร้อนยังทำให้ขนแปรงที่แข็งอ่อนนุ่มลงด้วย

นอนกรนมีวิธีรักษา

กรน,นอนกรน

เรื่องการนอนกรนนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ตนเองอาจนึกไม่ถึง แต่คนข้างเคียงร้อยทั้งร้อยต่างส่งสัญญาณว่า.. ควรแก้ไขเถอะ

ปัญหาการนอนกรน เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อย สำหรับในคนไทยแล้วยังไม่ปรากฏตัวเลขแน่ชัด แต่ในต่างประเทศ ช่วงอายุ 30-35 ปี พบว่า ประมาณร้อยละ 20 ของเพศชาย และร้อยละ 5 ของเพศหญิงจะมีอาการนอนกรน และเมื่ออายุมากขึ้นถึง 60 ปี ประมาณร้อยละ 60 ของเพศชาย และร้อยละ 40 ของเพศหญิงจะกรนเป็นนิสัย ซึ่งถ้าดูกันแล้วจะเห็นได้ว่าอาการนอนกรนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ

อาการนอนกรน เป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกลั้นของทางเดินหายใจส่วนบน มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมากจนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ขณะนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับพบได้ประมาณร้อยละ 4 ในเพศชาย และร้อยละ 2 ในเพศหญิง

อาการนอนกรนนั้น มี 2 ประเภท

1.อาการนอนกรนธรรมดา (ไม่มีอันตราย เพราะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) มีผลกระทบต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะกับคู่นอน บุคคลอื่นๆ ในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น ทำให้ผู้อื่นนอนหลับยาก หรืออาจมากจนกระทั่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดังกล่าวได้ เช่น อาจทำให้เกิดการหย่าร้างของคู่สามีภรรยา

2.อาการนอนกรนอันตราย (มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย) มีผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพ คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้จะมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน และมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุในท้องถนน และในโรงงานอุตสาหกรรมได้ง่าย และมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ หลายโรค ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคของหลอดเลือดในสมอง ตลอดจนการมีสมรรถภาพทางเพศที่เสื่อมลง

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนกรนในปัจจุบันนั้น สามารถแบ่งเป็นการรักษาที่ไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะอาการนอนกรนของผู้นั้น

วิธีที่ไม่ผ่าตัด

ได้แก่ การใช้เครื่องครอบฟัน ซึ่งเป็นเครื่องมือทันตกรรมที่สวมใส่ในปากขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้น หรือเนื้อเยื่ออ่อนในลำคอตกลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ เครื่องครอบฟันบางชนิดจะยึดขากรรไกรบน และล่างเข้าด้วยกัน และสามารถเลื่อนขากรรไกรล่างไปทางด้านหน้าขณะนอนหลับ ซึ่งจะทำให้ลิ้นเลื่อนตำแหน่งไปทางด้านหน้าด้วย เนื่องจากลิ้นยึดติดอยู่กับขากรรไกรล่าง ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ วิธีนี้ช่วยให้อาการนอนกรนธรรมดา หรือนอนกรนอันตรายลดลง

วิธีผ่าตัด

ได้แก่ การใช้คลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเป็นการนำเข็มพิเศษเข้าไปในเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เพดานอ่อน ต่อมทอนซิล โคนลิ้น หรือเยื่อบุจมูก เพื่อส่งคลื่นความถี่สูงที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนให้แก่เนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียสภาพและการตายของเนื้อเยื่อขึ้นภายใน 1-2 เดือน หลังจากนั้น จะเกิดเนื้อเยื่อพังผืด เกิดการหดและลดปริมาตรของเนื้อเยื่อ วิธีนี้สามารถลดขนาดเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น เป็นผลให้อาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับน้อยลง ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น วิธีนี้ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบๆ น้อย และยังทำให้อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยด้วย สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผลของการลดขนาดของเนื้อเยื่อดังกล่าวจะเห็นชัดเจนใน 4-6 สัปดาห์ อาจทำซ้ำได้อีก ถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ วิธีนี้ง่ายในการทำ ผลข้างเคียงน้อยและได้ผลดี

การฝังพิลลาร์ (Pillar) เข้าไปในเพดานอ่อน

โดยสอดแท่งเล็กๆ 3 แท่ง (ขนาดยาว 1.8 เซนติเมตร กว้าง 2 มิลลิเมตร) ซึ่งทำมาจากโพลิเอสเตอร์อันอ่อนนุ่ม ที่ใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ชนิดที่สามารถสอดใส่ในร่างกายมนุษย์ได้อย่างถาวร ฝังเข้าไปในเพดานอ่อนในปาก (ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก) ด้วยเครื่องมือช่วยการใส่ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยไม่ได้ตัดหรือทำลายเนื้อเยื่อของเพดานอ่อน พิลลาร์จะช่วยลดการสั่นสะเทือน หรือการสะบัดตัวของเพดานอ่อน และพยุงไม่ให้เพดานอ่อนในปากปิดทางเดินหายใจได้โดยง่าย และเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อของเพดานอ่อน รอบๆ จะตอบสนองต่อแท่งพิลลาร์ โดยการเกิดพังผืด ช่วยเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของเพดานอ่อนในปากมากขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น และอาการนอนกรนน้อยลง โดยไม่รบกวนการพูด การกลืน หรือการทำงานปกติของเพดานอ่อน มักนิยมใช้รักษาอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เป็นไม่มาก ข้อดีของวิธีนี้คือ อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อย การรักษาจะเสร็จสมบูรณ์ในครั้งเดียวและใช้เวลาไม่นานในการผ่าตัด สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
กรน,นอนกรน
ว่าแต่จะรักษาด้วยวิธีใด หายหรือไม่นั้น อย่าพึ่งกังวล ขอให้มาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อทำการวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุของโรค ประเมินความรุนแรง และพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากหากให้การรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อโรคต่างๆ และยังทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ด้วยแนวทางใหม่ในรักษานอนกรน จะทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกและร่วมมือในการรักษามากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ด้านโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
ผู้จัดการออนไลน์

 

5 สาเหตุกระตุ้นมะเร็งในร่างกาย

หนังสือ The America Cancer Society’s book กล่าวว่า กระบวนการก่อตัวของเซลล์มะเร็งนั้นเกิดจากปัจจัยหลากหลายทั้งจากภายนอกและภายใน เช่น สารก่อมะเร็งที่คนเราได้รับในชีวิตประจำวัน และการทำกิจกรรมต่างๆ ที่กระตุ้นให้เซลล์ทำงานผิดปกติ

sausage,ไส้กรอก

แม้ปัจจุบันวงการแพทย์จะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าสาเหตุใด คือ ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าสาเหตุดังต่อไปนี้ คือ ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอกและเซลล์ร้ายในร่างกาย

1. ภูมิชีวิต (Immune System) บกพร่อง

“มะเร็งไม่ใช่โรค” คือ คำกล่าวที่อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูชีวจิตกล่าวถึงโรคมะเร็งในหนังสือมะเร็งแห่งชีวิต เพราะความเจ็บป่วยที่ถือว่าเป็นโรค ซึ่งอาจารย์สาทิสยึดตามคำจำกัดความด้านการแพทย์นั้นต้องเกิดจากเชื้อโรคเป็นต้นเหตุ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และพยาธิเท่านั้น ส่วนมะเร็งนั้นถือว่าเป็นเนื้องอกหรือกลุ่มเซลล์ที่ผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์ร้ายนั้น คือ กระบวนการกลายพันธุ์ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ก็คือ ความบกพร่องของภูมิชีวิตนั่นเอง
อาจารย์สาทิสกล่าวว่า “Immune System เป็นตัวคุ้มครองป้องกันชีวิตของคุณ เหมือนอย่างตำรวจ ทหารที่เป็นผู้คุ้มกันสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ…นอกไปจากนั้น Immune System ยังเป็นผู้ทำนุบำรุงเลี้ยงร่างกายให้ใหญ่โต แข็งแรง เป็นตัวสร้างพลังทั้งปกติและพิเศษในตัวคนเราอีกด้วย

“Immune System ตามแนวทางชีวจิต นอกจากจะหมายถึง Immune System โดยตรงแล้วยังครอบคลุมไปถึงระบบอื่นๆของร่างกายด้วย เช่น ระบบย่อย ระบบเลือด”
ดังนั้นความบกพร่องของ Immune System จึงทำให้อวัยวะในร่างกายและเซลล์ต่างๆทำงานผิดปกติ ซึ่งปัจจัยที่ทำลาย Immune System ก็คือ การที่ร่างกายมีสารพิษหรือ Toxin มากเกินไป ซึ่งอาจารย์สาทิสกล่าวว่า ความผิดทั้งทางกายและทางใจล้วนเป็นตัวสร้าง Toxin ไม่ว่าจะเป็นการกิน นอน พักผ่อน ทำงานที่ผิด และขาดการออกกำลังกายรวมถึงความเครียด เมื่อร่างกายสะสม Toxin ไว้มากโดยไม่ได้ขับออกโดยระบบขับถ่ายหรือการออกกำลังกาย สารพิษต่างๆจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ Immune System และการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายบกพร่อง

การดูแลรักษาภูมิชีวิตให้แข็งแรงจึงเป็นดั่งปราการปกป้องมะเร็งได้ค่ะ

2. พฤติกรรมการกิน

คำกล่าวที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอนั้นสามารถใช้ได้กับทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่การกิน เพราะเมื่อใดที่เรากินอาหารดีมีประโยชน์ เซลล์ทั่วร่างกายก็จะเติบโตแข็งแรง แต่เมื่อใดที่เรากินอาหารที่อุดมไปด้วยแป้งขาว ไขมัน และสารพิษ เมื่อนั้นร่างกายก็จะอ่อนแอ และถูกโรคภัยนานาชนิดคุกคามได้ง่าย พฤติกรรมการกินแบบชาวตะวันตกนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เต็มไปด้วยแป้งและเนื้อสัตว์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์ร้าย
อาหารฟาสต์ฟู้ดยังเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ระบบเผาผลาญน้ำตาล ก่อให้เกิดอาการอักเสบในเซลล์และอวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ส่งเสริมให้เกิดเซลล์มะเร็งด้วย

ดังที่อาจารย์สาทิส กล่าวว่า “อาหารที่เข้าปากเรากับอาหารที่ไปบำรุงร่างกายนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเมื่ออาหารเข้าสู่ร่างกาย ก็จะถูกย่อยและทำให้เป็นสารอาหาร”
ดังนั้น ถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น แป้งขัดขาว เนื้อสัตว์ที่อุดมไปด้วยกรดแอมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย และไขมันเลวชนิดที่ร่างกายไม่ต้องการ เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยก็จะกลายเป็นสารพิษ และจะถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ร่างกายของเราจึงเต็มไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ Immune System ตก ที่สำคัญยังก่อให้เกิดโรคอ้วนด้วย ซึ่งโรคอ้วนก็ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ทั้งยังมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งมากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ จากสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 17 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวเกินจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก 34 เปอร์เซ็นต์ และในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม มากกว่าผู้หญิงน้ำหนักปกติ 2 เท่า นอกจากนี้การดื่มแอลกฮอล์ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งด้วยดังที่ The National Institutes of Public Health in Denmark ศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชากรชายชาวเดนมาร์คจำนวน 30,000 คน พบว่าผู้ชายที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์มากกว่าวันละ 2 แก้วทุกวัน จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectal Cancer) มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มสามเท่า และผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์วันละครึ่งแก้วทุกวัน จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมมากว่าผู้หญิงทั่วไป 6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์มากกว่าวันละ 2 แก้วทุกวัน จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมมากว่าผู้หญิงทั่วไป 21 เปอร์เซ็นต์

เรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารการกินจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญก่อมะเร็งค่ะ

3. วิถีชีวิต

เราอาจกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตนั้นสามารถก่อมะเร็งได้เท่าๆกับป้องกันมะเร็ง เพราะวิถีชีวิตที่ดีนั้นสามารถป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้ เช่น ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีระบบเผาผลาญ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบกำจัดของเสียออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ขณะที่การดำเนินชีวิตแบบไม่ใส่ใจสุขภาพ ส่งผลให้คนเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เช่น ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกฮอล์ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ร่างกายอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตและการเกิดโรคมะเร็ง พบว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งสูงกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะมีไขมันสูงและการมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยก่อโรคมะเร็งเช่นกัน นอกจากนี้ความเครียดยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย เพราะเมื่อเครียดร่างกายจะทำงานผิดปกติ และระบบต่างๆในร่างกายจะแปรปรวน ดังอาจารย์สาทิส กล่าวว่า “เมื่อคุณคิดผิดๆ คิดถึงแต่ความโลภ ความโกรธ ความเกลียด หรือคิดถึงแต่ความอยากได้ อยากได้อะไรต่ออะไรร้อยแปด นั่นคือ มะเร็งในความคิด…มะเร็งในความคิดจะขยายต่อไปเป็นมะเร็งในร่างกาย”

การใส่ใจสุขภาพด้วยการหันมาออกกำลังกาย ลดความเครียด และกินอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นเกราะป้องกันมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆได้ เพราะสาเหตุใกล้ตัว คือ ต้นตอใหญ่ของมะเร็งร้ายทุกชนิด

4. สิ่งแวดล้อม

การมีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีนั้น ถือเป็นหนึ่งในปัญจกิจของชีวจิตที่อาจารย์สาทิส ได้บัญญัติขึ้น เพราะการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากสารพิษนั้นส่งเสริมให้เรามีสุขภาพดี ในทางกลับกัน หากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษสุขภาพของเราก็จะทรุดโทรม และถูกโรคนานาชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่สิ่งแวดล้อมมีผลกระทบมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าร่างกายจะมีกลไกขับสารพิษโดยอัตโนมัติ แต่หากมนุษย์ได้รับสารพิษเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ปกติก็จะค่อยๆกลายเป็นเซลล์มะเร็ง เพราะสารเคมีบางชนิดที่เราได้รับในชีวิตประจำวันนั้น สามารถทำร้ายเซลล์ได้ลึกถึงดีเอ็นเอเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เรามักได้รับสารก่อมะเร็งจากอาหาร อากาศ น้ำดื่ม และอุปกรณ์อื่นๆในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ ไมโครเวฟ และการเอกซเรย์ และสารพิษที่เราได้รับมักเป็นสารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนที่อยู่ในเนื้อสัตว์ สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ ยาฆ่าแมลง และควันบุหรี่ซึ่งถือว่าเป็นสารพิษที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด

The American Cancer Society เผยว่าในจำนวนผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดนั้น มีผู้ที่สูดควันบุหรี่มือสองเป็นจำนวนถึง 3,000 คน และผู้ที่ได้รับสารพิษที่ตกค้างจากควันบุหรี่ในสิ่งแวดล้อม เช่น เส้นผม เสื้อผ้า ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีและสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะสารตะกั่วมากเช่นเดียวกับบุหรี่มือสอง
นอกจากนี้ สารตะกั่วแล้วสารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้านยังส่งผลเสียต่อร่างกายด้วย ดังผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Occupational and Environmental Medicine ที่พบว่าสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนนั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก นอกจากสารเคมีแล้วอาหารตัดต่อพันธุกรรมยังเป็นตัวการก่อโรคมะเร็งได้ด้วย เพราะมีรายงานว่าเมื่อเรากินอาหารตัดต่อพันธุกรรมเข้าไป อาหารดังกล่าวจะเข้าไปทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ให้เสียหาย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยและโรคมะเร็ง

สิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดสุขภาพของเราทุกคน

5. พันธุกรรม

นอกจากลักษณะทางกายภาพภายนอก เช่น สีผิว ตา และผม ที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษแล้ว บางคนยังอาจได้รับยีนส์ (Genes) หรือสารพันธุกรรมที่ซุกซ่อนการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกายมา เช่น ยีนส์ BCRA1 และ BCRA2 ซึ่งเป็นยีนส์ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่มากถึง 40-80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้โรคมะเร็งเต้านม รังไข่ ต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่ จะถูกส่งต่อจากญาติที่ใกล้ชิดที่สุดคือ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ และพี่น้อง แต่การมีพันธุกรรมมะเร็งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งเสมอไป เพราะผลการศึกษาโรคมะเร็งในฝาแฝดที่มียีนส์มะเร็งทั้งคู่ พบว่าโดยทั่วไปแล้วจะมีฝาแฝดเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นโรคมะเร็ง ส่วนคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งนั้น ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้เช่นกัน เพราะอาจมีพฤติกรรมก่อมะเร็งที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียด และวิถีชีวิต ทว่า เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยทางด้านพันธุกรรมแล้ว นักวิจัยและแพทย์ต่างเห็นว่าพันธุกรรมนั้นมีผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นปัจจัยที่ทุกคนสามารถยับยั้งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

5 ปัจจัยก่อมะเร็งเมื่อรู้ไว้ก่อน เราก็สามารถป้องกันได้ก่อนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารชีวจิต

โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6

จากกระแสกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ถาโถมเข้ามาในตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ทำให้กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นชื่อที่คุ้นหูและทุกคนต่างเห็นถึงความจำเป็น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากรดไขมันโอเมก้า 6 ที่ต้องมีควบคู่กับกรดไขมันโอเมก้า 3 นั้น ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เพราะอาจเสียสมดุลในร่างกายได้

ทั้งนี้ บางคนอาจกินตามกระแสว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ไม่ได้ศึกษาว่ามีความจำเป็นอย่างไร กินแล้วจะได้ประโยชน์หรือโทษอะไรบ้าง ดังนั้น ก่อนที่จะกินโอเมก้า 3 ควรทำความรู้จักก่อนเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพตัวท่านเอง

โอเมก้า 3

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะหลายตำแหน่ง กรดไขมันโอเมก้า 3 มีอยู่ 3 ชนิดที่สำคัญคือ

  • 1. กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha linolenic acid : ALA)
  • 2. กรดไขมันอีพีเอ (Eicosapentaenic acid : EPA)
  • 3. กรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic acid : DHA) ซึ่งเป็นตัวที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในโฆษณา เพราะเป็นตัวหนึ่งที่ผู้ประกอบการนิยมเติมลงไปในผลิตภัณฑ์

กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง โดยมีความสำคัญต่อร่างกายคือ เป็นกรดไขมันที่ร่างกายเราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันต้นตอที่ร่างกายนำไปสร้างเป็นกรดไขมันอีพีเอ : EPA และกรดไขมันดีเอชเอ : DHA ได้ หากเรากินอาหารที่ไม่มีกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เลย เราอาจจะขาดกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกรดไขมันโอเมก้า 3 มีอยู่ในอาหารหลายชนิดด้วยกัน

แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3

กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (ALA) ส่วนใหญ่จะได้จากอาหารที่เป็นไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันอีกหลายๆ ชนิด และน้ำมันรำข้าวซึ่งมีเล็กน้อย หรือในอาหารที่เป็นถั่วโดยตรงก็มีอยู่ในธรรมชาติ ถั่วเมล็ดแห้งหลายชนิด และมาจากน้ำมันพวกอื่นๆ ในอาหาร รวมถึงพืชผักต่างๆ ด้วย

ส่วนกรดไขมันอีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) จะได้จากสัตว์ โดยเฉพาะปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด ทั้งอีพีเอและดีเอชเอจะมีมากน้อยแล้วแต่ชนิดของปลา โดยทั่วไปมีอยู่เล็กน้อย และขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่มีอยู่ในปลาด้วย เมื่อเราย่อยไขมันแล้วก็จะได้กรดไขมัน ซึ่งร่างกายเราจะนำมาย่อย แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ

คนทั่วไปเมื่อพูดถึงกรดไขมันโอเมก้า 3 แล้วมักคิดว่ามีอยู่แต่ในปลาทะเลน้ำลึกของต่างประเทศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มีข้อมูลปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดไทยเช่นเดียวกัน

กรดไขมันโอเมก้า 3 สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่สร้างผนังเซลล์ของร่างกาย ดังนั้น ผนังเซลล์ของเราที่ล้อมรอบแต่ละเซลล์จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ประกอบอยู่ด้วย นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า ๓ ยังนำไปสร้างไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ซึ่ง ไอโคซานอยด์จะทำหน้าที่ในร่างกายคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น นำไปสร้างไอโคซานอยด์ชนิดที่ไปกระตุ้นการไหลของเลือด และทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว กรดไขมันโอเมก้า 3 จะสร้างไอโคซานอยด์ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ลิวโคไทรอีน (Leukotrienes) ทรอมบอกเซน (Thromboxanes) พรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) พวกนี้คือชื่อของไอโคซานอยด์ที่มีหน้าที่แตกต่างกันในร่างกายของเรา

ส่วนเด็กที่กำลังเจริญเติบโต กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะช่วยในเรื่องของเซลล์สมอง มีการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณกรดไขมันดีเอชเอที่เด็กได้รับมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการจอตาของเด็ก รวมทั้งความสามารถในการเรียนรู้ ในส่วนของสมองก็ต้องการกรดไขมันโอเมก้า 3 ไปใช้ในการสร้างเซลล์ รวมไปถึงเซลล์ร่างกาย แต่เซลล์สมองจะพบกรดไขมันโอเมก้า 3 มากกว่าเซลล์ในร่างกาย ฉะนั้น กรดไขมันโอเมก้า 3 จึงมีส่วนในการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมอง

ทั้งนี้ เด็กควรได้รับกรดไขมันดีเอชเอตั้งแต่แรกคลอดจากน้ำนมเหลือง (colostrum) ของมารดา และน้ำนมแม่ซึ่งจะได้ประโยชน์มาก แม่ควรให้นมลูกตลอด 1 ขวบเต็มของวัยทารก (วัยทารกคือวัยที่ต้องได้รับนมแม่อย่างน้อย ๖ เดือน) แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ครบตามที่ลูกต้องการ เช่น แม่บางคนลาคลอดได้เพียง 3 เดือน หรือแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ จึงต้องใช้นมสำหรับทารกเข้ามาทดแทน ซึ่งเด็กทารกก็ยังจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่

fish oil

ส่วนผู้ใหญ่ที่เราอาจเคยได้ยินเรื่องของน้ำมันปลาช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ แต่คนที่มีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ควรซื้อไปกินเองโดยไม่ผ่านการแนะนำจากแพทย์ การกินน้ำมันปลาเป็นประจำอาจจะทำให้มีปัญหาการหยุดไหลของเลือด กรณีคนที่จะต้องผ่าตัดหรือถอนฟัน แพทย์จะสอบถามประวัติว่ามีการกินน้ำมันปลาเป็นประจำอยู่หรือไม่ ถ้ากินน้ำมันปลาเป็นประจำ แพทย์ต้องบอกให้หยุดกินน้ำมันปลาเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยมาผ่าตัดหรือถอนฟัน เพราะว่าถ้ายังกินน้ำมันปลาอยู่ จะทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ เพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 จะทำให้เลือดไหล (ไม่แข็งตัว)

กรดไขมันโอเมก้า 6 ความสำคัญที่ถูกมองข้าม

กรดไขมันโอเมก้า 6 ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วกรดไขมันโอเมก้า 6 คือตัวถ่วงสมดุลของกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ชนิด

กรดไขมันโอเมก้า 6 คือ กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid : LA) และกรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic acid : ARA)

ร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ของกลุ่มกรดโอเมก้า 3 กับโอเมก้า 6 คล้ายคลึงกัน คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 จะสร้างไอโคซานอยด์ ทำให้เลือดไหล ยับยั้งการอักเสบ แต่กลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า 6 จะทำให้ เลือดแข็งตัว ซึ่งจะทำงานตรงข้ามและถ่วงดุลกัน

กรดไขมันโอเมก้า 6 พบได้ในน้ำมันพืช ถั่วชนิดต่างๆ ในปลาเพียงเล็กน้อย รวมทั้งอาหารทั่วไป ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วคนเราต้องกินทั้ง 2 กลุ่มกรดไขมันให้สมดุลกัน ซึ่งร่างกายเราต้องการกรดไขมันโอเมก้า 6 มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 3 : 1 จนถึง 5 : 1

ดังนั้น แท้จริงแล้วร่างกายมีความต้องการทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 การโฆษณาความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากนั้น อาจทำให้ผู้บริโภคลืมความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 6 ด้วย

การกินอาหารเพื่อสุขภาพ

Omega containing food

  • 1. ควรกินทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล ถ้าเรามีความสามารถที่จะกินปลาทะเลที่มาจากต่างประเทศก็ได้ แต่ผู้ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ก็ไม่มีความจำเป็น
  • 2. กินปลาให้สม่ำเสมอ อย่างน้อย ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ ควรกินผักต่างๆ ในแต่ละมื้อเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนทุกหมู่
  • 3. กินอาหารให้พอดี ออกกำลังกาย ควบคุมดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
  • 4. กินให้พอดีและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชน้ำมัน เนื้อสัตว์ หรือปลา เราควรกินให้หลากหลายชนิด และให้ได้ปริมาณ ซึ่งผักอาจแตกต่างจากเนื้อสัตว์ตรงไขมันต่ำยกเว้นนำไปทอดหรือผัด รวมถึงปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำอาหาร เช่น การทอด การนึ่ง อาจทำให้คุณค่าทางสารอาหารหายไปเล็กน้อย เพราะน้ำมันที่ทอดจะดูดซับไขมันที่เราทอดออกมาด้วย จึงต้องเลือกน้ำมันที่มีคุณภาพในการประกอบอาหาร

ที่จริงแล้วไม่แนะนำว่ากินอะไรดีที่สุด เพราะทำให้คนที่ไม่ได้รู้ลึก นำไปปฏิบัติซ้ำๆ กัน ซึ่งอาจส่งผลเสีย เพราะว่าอาหารหรือสารอาหารทุกชนิด มีประโยชน์มีโทษในตัวของมัน ไขมันดีๆ เวลากินมากๆ เกินพอดีมันก็มีโทษเพราะฉะนั้นต้องเดินทางสายกลาง เช่น ปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ต้องกินสลับประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินวันเว้นวัน อาจสลับเป็นอาหารทะเลเพราะอาหารทะเลก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่นกัน เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ฯลฯ

ส่วนคนสูงวัยควรกินให้มากขึ้น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ 4-5 ต่อสัปดาห์ก็ยังได้ โดยกินสลับกันไม่จำเป็นต้องไปเน้นชนิดว่าอย่างใดมีประโยชน์มากกว่ากัน ปลาอะไรก็กินได้หมด ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องไปควบคุมหรือกังวลว่าจะได้กรดไขมันครบถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้ การกินกรดไขมันโอเมก้า 6 ก็มีสำคัญเช่นกันหากเห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า 6 สำคัญแล้ว กรดไขมันโอเมก้า 6 ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน