Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

ภัยเงียบจาก “ยาตีกัน” ผู้ใช้ยาอาจถึงตายได้

ยาตีกัน,ยา

 

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2553 สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 12% ของประชากรไทย และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 17% ในปี 2563 ซึ่งแน่นอนผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวไม่โรคใดก็โรคหนึ่ง

จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 ของสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งทำการสำรวจในประชากรจำนวนทั้งสิ้น 21,960 คน มีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวนประมาณ 44% หรือ 9,720 คน ทั้งนี้พบว่าประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีโรคเรื้อรังเรียงตามลำดับดังนี้ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และเบาหวาน โดยมีผู้ป่วยเพียงบางส่วนที่รู้ตัวและได้รับการรักษา และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแต่ควบคุมไม่ได้ก็มีจำนวนไม่น้อย ซึ่งสูงสุดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกับปัญหาการใช้ยา

ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มักจะมีหลายโรคร่วม การรักษาหลักก็คือ รับประทานยา ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันและใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง และผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง ช่วงเวลาการนัดผู้ป่วยเพื่อมาติดตามผลการรักษามีความถี่ต่ำ อาจเป็น 3-6 เดือน ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่บ้านและรับประทานยาหลายชนิด ใช้ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง  มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทั้งจากยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัว จากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ จากการใช้ยาซ้ำซ้อน และจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ป่วยหยุดยาเองโดยไม่บอกแพทย์ ทำให้โรคยิ่งเป็นมากขึ้น หรือยาที่ใช้รักษาได้ผลลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นจนเป็นอันตรายได้ เป็นต้น

การที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับยาหลายชนิดร่วมกัน การรับประทานยาไม่ถูกต้อง หรือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเอง เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ามานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ามานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมีสาเหตุมาจากเรื่องของยา โดยที่ 40% มีสาเหตุมาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง และอีก 60% มาจากอาการไม่พึงประสงค์จากยาเตือนอันตราย ’ยาตีกัน…ภัยเงียบผู้ใช้ยา อาจถึงตายได้“

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ มักได้รับยามาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งไม่ทราบข้อมูลว่าผู้ป่วยรับประทานยาอะไรอยู่บ้างเป็นประจำ หรือการที่ผู้ป่วยไปหาซื้อยา อาหารเสริม หรือแม้แต่สมุนไพรมารับประทานเอง นอกจากเกิดปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อนแล้ว ยังอาจเกิด “ยาตีกัน” ได้


ยาตีกัน“ คืออะไร

ยาตีกัน” หมายถึงการที่ฤทธิ์ของยาตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งร่วมด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดผลการรักษาที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ หรืออาจทำให้ผลการรักษาลดลงก็ได้ หรือบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ยาตีกันจะเกิดผลมากน้อยขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วย ระยะเวลาที่ใช้ยาร่วมกัน และขนาดยาที่ใช้ด้วย เช่น

–    ยาปฏิชีวนะบางชนิดจะตีกันกับยาที่ผู้ป่วยได้รับอยู่แล้ว เช่น ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ทำให้ระดับยาในเลือดของยาเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น ในผู้ป่วยบางคนอาจเป็นอันตรายได้

–    ผู้ป่วยที่ได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ต้องระมัดระวังในการซื้อยาหรืออาหารเสริมมารับประทานร่วมด้วย เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากัน ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

– การรับประทานยาฆ่าเชื้อบางกลุ่ม ร่วมกับยาลดกรด หรือแคลเซียม เหล็ก วิตามินบางชนิด จะทำให้การดูดซึมของยาฆ่าเชื้อลดลงกว่าครึ่ง ผลการฆ่าเชื้อก็ลดลงด้วย

– ยาตีกับอาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด นอกจากยาตีกันเองแล้ว อาหารเสริมที่ไม่ได้จัดเป็นยาหรือสมุนไพรบางชนิดก็สามารถ “ตีกับยา” ได้ เช่น น้ำผลไม้บางชนิด กระเทียม หรือแป๊ะก๊วย อาจเพิ่มฤทธิ์ของยาที่ต้านการเกาะกันของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือยาที่ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin ได้ บุหรี่-แอลกอฮอล์ อาจตีกับยาได้

นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้ป่วย ในเรื่องการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า ล้วนมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาทั้งสิ้น การสูบบุหรี่จะทำให้ยาทั้งหลายออกฤทธิ์ลดลง ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ต้องการขนาดยาที่จะได้ผลการรักษาที่สูงกว่าคนอื่นทั่วไป เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์จะทำให้ผลการรักษาของยาเปลี่ยนแปลงไป ยาบางอย่าง เช่น ยาเบาหวาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือเกิดอาการที่เรียกว่า disulfiram – like effect น้ำผลไม้บางชนิดโดยเฉพาะน้ำเกรฟฟรุต (ขนาด 250 ซีซี) จะทำให้ระดับยาในเลือดของยาที่รับประทานร่วมด้วยสูงขึ้น เช่น ยาลดไขมัน ยากดระบบประสาท เป็นต้น’บันทึกยา“ แนวทางเพื่อร่วมสร้างความปลอดภัยด้านยาแก่ผู้ป่วย

เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับการที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมียาที่ต้องรับประทานในแต่ละวันจำนวนมาก บางคนไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลหลายแห่ง และแพทย์แต่ละแห่งไม่ทราบว่าผู้ป่วยได้รับยาอะไรมาบ้าง ผู้ป่วยเองบางคนก็ไม่ทราบชื่อยาที่ตนเองรับประทานอยู่ หรือบางครั้งไปหาซื้อยามารับประทานเอง โดยที่ไม่ได้บอกว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง ทำให้เกิดปัญหาการกินยาซ้ำซ้อน หรือยาที่ได้มาใหม่ตีกับยาเก่า

ดังนั้น ’สัปดาห์เภสัช 2554“ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค.2554 ทางสภาเภสัชกรรมร่วมกับองค์กรเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) จึงรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการจดบันทึกการใช้ยา ภายใต้คำขวัญว่า ’บันทึกยา รักษาต่อเนื่อง ลดปัญหาเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร“ พร้อมได้จัดทำ “สมุดบันทึกยา” ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีสมุดบันทึกยาประจำตัว และใช้บันทึกประวัติการใช้ยาประจำตัวผู้ป่วย ที่ผู้ป่วยต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้รับจากสถานพยาบาลใด เป็นการส่งต่อข้อมูลสื่อสารกันในระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพ ทำให้เกิดการต่อเนื่องของการดูแลรักษา โดย “สมุดบันทึกยา” นี้จะช่วยให้ตรวจสอบดูแลปัญหาการใช้ยาของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษา ช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกรไม่จ่ายยาที่ซ้ำซ้อนกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ หรือเลือกจ่ายยาที่ไม่ “ตี” กับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เป็นต้น

ในสมุดบันทึกยานอกจากจะมีรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับแล้ว ยังมีการบันทึกรายละเอียดที่สำคัญของผู้ป่วยไว้ ทั้งประวัติการแพ้ยา อาการข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น โดยผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง สามารถขอคำปรึกษา และสมุดบันทึกยา จากเภสัชกรที่อยู่ประจำหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือร้านยา โดยเฉพาะ “ร้านยาคุณภาพ” ซึ่งจะช่วยดูแลการใช้ยาอย่าง
ต่อเนื่องเสมือน “เภสัชกรประจำครอบครัว (Family Pharmacist)” และพกสมุดบันทึกยาติดตัวไปทุกครั้ง ที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาล หรือซื้อยากับเภสัชกรตามร้านยา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ป่วยและประชาชนผู้ใช้ยา ควรดูแลบันทึกการใช้ยาของตนเองด้วยเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกรายการยา สมุนไพร อาหารเสริม ที่ประชาชนหาซื้อมาใช้เองเพิ่มเติม เพื่อให้มีบันทึกยาที่สมบูรณ์ ที่จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันอันตรายจากยาและช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารย์ ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


โรคมือ เท้า ปาก คือโรคอะไร

Hand,  Foot,  Mouth Disease

coxackie virus,enterovirus,โรคมือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก เป็นกลุ่มอาการหนึ่งของโรคติดเชื้อคอคแซคคี (Coxsackie Virus A-16) หรือ เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)อาการป่วยได้แก่ มีไข้ มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม และเกิดผื่นแดง ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆ แดง (มักไม่คัน เวลากดจะเจ็บ) ที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ และฝ่าเท้า โรคนี้พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบน้อยลงในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และน้อยมากในเด็กวัยรุ่น

โรคนี้พบที่ใดบ้าง 

          โรคนี้พบผู้ป่วยและการระบาดได้ทั่วโลก มีรายงานการระบาดรุนแรงที่มีสาเหตุจากเอนเทอโรไวรัส 71 ในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น มาเลเซีย (พ.ศ. 2540) และไต้หวัน (พ.ศ. 2541) เป็นต้น

ในเขตร้อนชื้น โรคเกิดแบบประปรายตลอดปี พบมากขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งอากาศเย็นและชื้น การระบาดมักเกิดขึ้นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล

โรคมือ เท้า ปากติดต่อได้อย่างไร 

          โรคมือ เท้า ปาก มักติดต่อโดยการได้รับเชื้อจากอุจจาระ ฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วยเข้าสู่ปาก การติดต่อทางน้ำหรืออาหารมีโอกาสเกิดได้น้อย การแพร่ติดต่อเกิดขึ้นค่อนข้างง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย และแม้อาการทุเลาลงแล้ว ก็ยังอาจแพร่เชื้อได้บ้าง เนื่องจากเชื้อจะถูกขับออกมากับอุจจาระได้นานถึง 6 สัปดาห์

ผู้ใหญ่สามารถติดโรคมือ เท้า ปาก จากเด็กได้หรือไม่ 

        ผู้ใหญ่ในมักมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้จากการได้รับเชื้อขณะเป็นเด็ก ซึ่งภูมิต้านทานนี้จะจำเพาะกับชนิดของไวรัสที่เคยได้รับเชื้อ หากได้รับเชื้อชนิดใหม่ที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน ก็สามารถเป็นโรคได้อีก ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการของโรคหรือมีอาการเล็กน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อไปสู่เด็กหรือผู้อื่นได้

หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปากเสี่ยงติดโรคหรือไม่

         ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีอาการป่วย ควรรีบปรึกษาแพทย์

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลแสดงว่าการติดเชื้อมีผลต่อการแท้งบุตร ความพิการของเด็ก หรือเด็กเสียชีวิตในครรภ์ อย่างไรก็ตาม เด็กอาจได้รับเชื้อขณะคลอดหากมารดาป่วยในช่วงใกล้คลอด เด็กแรกเกิดที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อยไม่รุนแรง

การป้องกันทำได้โดยการปฏิบัติสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี (อ่านรายละเอียดในหัวข้อ “จะป้องกันโรคได้อย่างไร”) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อรับเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์และระหว่างคลอด

หากติดเชื้อแล้วจะเริ่มแสดงอาการเมื่อใด 

          ส่วนใหญ่แสดงอาการป่วยภายใน 3 – 5 วันหลังได้รับเชื้อ โดยไข้เป็นอาการแสดงเริ่มแรกของโรค

อาการของโรคเป็นอย่างไร 

          เริ่มด้วยไข้ (อาจเป็นไข้สูงในช่วง 1 – 2 วันแรก และลดลงเป็นไข้ต่ำ ๆ อีก 2 – 3 วัน) มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ทำให้เจ็บปากไม่อยากทานอาหาร จะเกิดผื่นแดง ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆ แดง ที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่อื่น เช่น ก้น หัวเข่า ฯลฯ ผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆแดง (maculo-papular vesicles) มักไม่คัน แต่เวลากดจะเจ็บ ต่อมาจะแตกออกเป็นหลุมตื้นๆ (ulcer) อาการจะดีขึ้นและแผลหายไปใน 7 – 10 วัน

ในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (aseptic meningitis) ก้านสมองอักเสบ (brain stem encephalitis) ตามมาด้วยปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ สัญญาณอันตรายได้แก่ ไข้สูงไม่ลดลง ซึม อาเจียนบ่อย หอบ และแขนขาอ่อนแรง เกิดภาวะอัมพาตคล้ายโปลิโอ

coxackie virus,enterovirus,โรคมือ เท้า ปาก
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก ที่รุนแรง 

         โดยทั่วไปโรคมือ ปาก เท้า ปากเป็นโรคที่ไม่อันตราย ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้บ่อยแต่ไม่มีความรุนแรง ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการป่วยเล็กน้อย หายได้เองภายใน 7 -10 วัน และแทบไม่มีผู้เสียชีวิตเลย แต่เด็กอ่อนและเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากกว่าเด็กโต

วินิจฉัยโรคมือ เท้า ปาก ได้อย่างไร 

        โดยทั่วไป แพทย์จะวินิจฉัยจากอายุ ประวัติ และอาการ โดยสังเกตลักษณะผื่นหรือตุ่มแผลต่าง ๆ ที่ปรากฏ รวมถึงวินิจฉัยแยกจากโรคที่มีอาการแผลในปากอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อเริมในช่องปาก ฯลฯ สำหรับการส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการมักไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น เพราะต้องใช้เวลานาน 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อแยกและยืนยันเชื้อสาเหตุ จึงทำในเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือยืนยันการระบาดเท่านั้น

โรคนี้รักษาได้หรือไม่ 

         รักษาได้ตามอาการ โดยทั่วไปใช้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ฯลฯ แต่ไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ โรคนี้หากผู้ป่วยรับประทานอาหารได้และพักผ่อนพอ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เองในช่วง 7-10 วัน แต่ผู้ดูแลเด็กควรดูแลเด็กป่วยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิต และส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

จะป้องกันโรคมือ เท้า ปากได้อย่างไร 

         โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ เป็นประจำหลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนการรับประทานอาหารหรือป้อนอาหารเด็ก รวมถึงการไม่คลุกคลีใกล้ชิด ใช้ภาชนะอาหาร หรือของใช้ร่วมกับผู้ป่วย ร่วมกับการรักษาความสะอาดทั่วๆไป การจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น ห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องครัวให้ถูกสุขลักษณะ

หากบุตรหลานมีอาการป่วย ควรทำอย่างไร 

         แยกเด็กป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5 – 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น แต่หากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ เป็นต้น ต้องรีบพากลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

ไม่ควรพาเด็กไปสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า ควรอยู่ในที่ที่มีระบายถ่ายเทอากาศได้ดี ใช้ผ้าปิดจมูกปากเวลาไอจาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

หากมีเด็กป่วยจำนวนมากในโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรทำอย่างไร 

        มาตรการช่วงที่เกิดโรคระบาดต้องเน้นการสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งอาจมีความจำเป็นจะต้องประกาศเขตติดโรคและปิดสถานที่ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน โรงเรียนเด็กเล็ก (อาจรวมถึงสระว่ายน้ำ สถานที่แออัด ฯ) เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กป่วย และเน้นการล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลและบ้านเรือนที่มีผู้ป่วย ผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้จัดการสถานรับเลี้ยง ควรดำเนินการ ดังนี้

• แจ้งการระบาดไปที่หน่วยงานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปสอบสวนการระบาด ให้ความรู้ และคำแนะนำ
 เผยแพร่คำแนะนำ เรื่องโรคมือ เท้า ปาก แก่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียน รวมทั้งส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะการล้างมือและการรักษาสุขอนามัยของสภาพแวดล้อม และควรแยกของใช้ไม่ให้ปะปนกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนอาหาร ฯลฯ
 เฝ้าระวังโดยตรวจเด็กทุกคน หากพบคนใดที่มีอาการโรคมือ เท้า ปาก ต้องรีบแยกออกและให้หยุดเรียน 7 -10 วัน หรือจนกว่าจะหายป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังเด็กคนอื่น ๆ
• ควรรีบพาเด็กป่วยไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
 พิจารณาปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยหรือปิดทั้งโรงเรียนชั่วคราว (กรณีมีเด็กป่วยหลายห้อง หรือหลายชั้นเรียน) ประมาณ 5 – 7 วัน
 หากพบว่ามีการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก หรือ มีผู้ป่วยติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ในโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก พิจารณาให้ปิดชั้นเรียนที่มีเด็กป่วยมากกว่า 2 ราย หากมีการป่วยกระจายในหลายชั้นเรียนแนะนำให้ปิดโรงเรียนเป็นเวลา 5 วัน พร้อมทำความสะอาด อุปกรณ์รับประทานอาหาร, ของเล่นเด็ก, ห้องน้ำ, สระว่ายน้ำ และให้มั่นใจว่าน้ำมีระดับคลอรีนที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน
 ทำความสะอาดสถานที่เพื่อฆ่าเชื้อโรค บริเวณห้องน้ำ ห้องส้อม สระว่ายน้ำ ครัว โรงอาหาร บริเวณที่เล่นของเด็ก สนามเด็กเล่น โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว (20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร) หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ตามบ้านเรือน แล้วเช็ดล้างด้วยน้ำสะอาด
 ทำความสะอาดของเล่นเครื่องใช้ของเด็กด้วยการซักล้างแล้วผึ่งแดดให้แห้ง
 หยุดใช้เครื่องปรับอากาศ เปิดประตู หน้าต่าง ผ้าม่าน ให้แสงแดดส่องให้ทั่วถึง

จะทำลายเชื้อได้อย่างไร

 เชื้อนี้ถูกทำลายโดยแสงอุลตราไวโอเล็ตในแสงแดด ในสภาพที่แห้ง เชื้อจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน
 เชื้อนี้ถูกทำลายโดยการต้มที่ 50-60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที
• เชื้อนี้ถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาซักล้างทั่วไป โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (Sodium Hypochlorite) 1% หรือ กลูตาราลดีไฮด์ (Glutaraldehyde), ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) 0.3% และคลอรีนผสมน้ำ 0.1 ppm (part per million) หากทำลายเชื้อในอุจจาระจะต้องใช้คลอรีนที่เข้มข้นมากกว่านี้
 เชื้อนี้ถูกทำลายได้โดยวิธีทำให้ปราศจากเชื้อ (pasteurization), steam sterilization, Ethylene Oxide Sterilization(ETO) และ hydrogen peroxide gas plasma

คลอรีนในสระว่ายน้ำฆ่าเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ได้หรือไม่ เด็กมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้จากสระว่ายน้ำได้ไหม

        ความเข้มข้นของคลอรีนในสระว่ายน้ำตามมาตรฐานต้องมีอย่างน้อย 1 มิลลิกรัมต่อลิตร (1 ppm (part per million)) ซึ่งมีปริมาณคลอรีนเพียงพอที่จะทำลายเชื้อได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรนำเด็กป่วยไปสระว่ายน้ำ และปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของสระว่ายน้ำอย่างเคร่งครัด

ความเสี่ยงต่อผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศเกิดโรคระบาดมีมากน้อยเพียงใด 

        ไม่มีข้อห้ามการเดินทางระหว่างประเทศ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ หากจำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานว่ากำลังเกิดโรคระบาด ผู้ปกครองเด็กควรดูแลอย่างใกล้ชิด รักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย และไม่ควรพาเด็กไปสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และควรอยู่ในที่ที่มีระบายถ่ายเทอากาศได้ดี

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

women.thaiza

babycenter

medicinenet

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด (Contraceptive Pill)

ยาเม็ดคุมกำเนิด….เป็นยาที่มีอัตราการใช้มากที่สุดในโลก 

 

ยาคุมกำเนิด

ถ้ามีใครสักคนถามว่า “ยาอะไรที่มีมนุษย์ใช้มากที่สุดในโลก” ก็จะได้คำตอบว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิด” ทั้งนี้เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และจะต้องใช้ติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 เม็ด นาน 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์ แล้วเริ่มแผงใหม่ วนเวียนแบบนี้ตลอดระยะวัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยทอง

ถ้าประมาณว่ามีการใช้ยาเป็นระยะเวลานาน 20 ปี แล้วจะต้องใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดถึงกว่า 5,500 เม็ด จะเห็นได้ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดมีความสำคัญอย่างมากกับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

ดังนั้น จึงต้องรู้ถึงข้อดีและข้อเสีย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด ที่แต่ละคนได้ใช้อยู่ ก่อนที่จะกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด ขอตกลงร่วมกันก่อนว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดที่กล่าว ถึงนี้ หมายถึงยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผงทั้งแบบ 21 และ 28 เม็ด และแต่ละเม็ดจะประกอบด้วยตัวยา 2 ชนิดคือโพรเจสเทอโรน และเอสโทรเจน ซึ่งเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่ที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะไม่ได้หมายรวมถึง ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน หรือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีโพรเจนเทอโรนอย่างเดียว หรือยาฉีดคุมกำเนิด

ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิด 

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผงที่ประกอบด้วยตัวยา 2 ชนิด มีข้อดี ดังนี้

  • 1. ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดสูง
  • 2. มีประวัติการใช้มาเป็นระยะเวลานาน
  • 3. วิธีการใช้ยาที่สะดวกและง่าย
  • 4. เมื่อหยุดยาแล้ว สามารถกลับมามีบุตรได้ตามเดิม
  • 5. ประโยชน์อื่นๆ

1.  ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดสูง 
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้ผลดีในระดับเดียวกันกับการใช้ห่วงอนามัย ยาฉีดคุมกำเนิด และยาฝังคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพการคุมกำเนิดได้สูงหรือดีกว่าวิธีการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ถุงยางอนามัย และการนับวันปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ใช้ยามีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ด้วยการใช้ยาติดต่อกันทุกวัน วันละ 1 เม็ด ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน และไม่มีการลืมกินยาติดต่อกันหลายวัน

2. มีประวัติการใช้มาเป็นระยะเวลานาน 

นับตั้งแต่มีการคิดค้นวิจัยยาเม็ดคุมกำเนิดและ นำมาใช้ในมนุษย์เมื่อปี พ.ศ.2503 ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมานี้ ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ผลดีและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนส่งผลต่ออัตราการเกิดของทารก การเพิ่มจำนวน และการกระจายตัวของอายุของประชากรบนโลก ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้อัตราการเกิดของทารกลดน้อยลงกว่าในอดีตอย่างมาก ทำให้เด็กวัยรุ่น และคนวัยทำงานมีอัตราส่วนลดน้อยลง ขณะเดียวกันอัตราส่วนของผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้นๆ จนทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร   ด้วยประวัติอันยาวนานของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแสดงถึงความมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการยอมรับของผู้หญิงในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบกับการคิดค้นและพัฒนายาคุมกำเนิดชนิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมียาเม็ดคุมกำเนิดให้เลือกใช้หลากหลายชนิดตามลักษณะทางสรีรวิทยาและความต้องการของผู้หญิงทั่วโลก และมีประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากฤทธิ์ในการคุมกำเนิด ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

3. เป็นวิธีการใช้ยาที่สะดวกและง่าย 

ขนาดของยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่ถูกออก แบบมาให้มีขนาดเล็ก และอาจเคลือบผิวด้วยน้ำตาล ทำให้กินได้ง่าย และมีการบรรจุลงแผง แผงละ 1 รอบประจำเดือน มีการจัดเรียงเม็ดยาเป็นกลุ่มพร้อมทั้งมีลูกศรบนแผง หรือระบุวันที่จะต้องกินยา จึงช่วยเตือนให้ผู้ใช้ยาไม่ลืมและสะดวกในการใช้มากยิ่งขึ้น

4. เมื่อหยุดยาแล้ว สามารถกลับมามีบุตรได้ตามเดิม
ประเด็นข้อนี้ ถือว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะหลายคนเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็เพื่อจะเลื่อนระยะเวลาของการมีบุตรของตน ไปจนกว่าครอบครัว จะพร้อมที่จะมีสมาชิกตัวน้อยๆ และยาเม็ดคุมกำเนิดก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดียิ่ง คือเมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงที่ใช้ยาอยู่ต้องการมีบุตรก็สามารถจะหยุดยาได้ทันที แล้วหลังจากนั้นอีก 1-3 เดือน ก็จะเริ่มมีรอบเดือนตามปกติเหมือนเดิม และสามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งเมื่อคลอดบุตรมาแล้ว ทารกที่เกิดหลังจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น แสดงว่ายาเม็ดคุมกำเนิด ปลอดภัยกับทั้งแม่และลูกที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

5.  ประโยชน์อื่นๆ
ปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดยังทำให้เกิดประโยชน์ อื่นๆ ทางการแพทย์ นอกเหนือจากฤทธิ์การคุมกำเนิดแล้ว เช่น ทำให้รอบประจำเดือนมาเป็นปกติ ช่วยลดโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของรังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใหม่ๆ บางชนิด ยังช่วยลดการเกิดสิว ลดความมันบนใบหน้า ลดอาการขนดก ลดอาการไม่สบายตัวก่อนการมีรอบประจำเดือน และลดอาการบวมน้ำระหว่างรอบประจำเดือนได้ดีอีกด้วย

นับว่าเป็นข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิดในปัจจุบัน ที่มีการนำไปใช้ลดหรือควบคุมสิว ลดผิวมัน ลดขนดกได้ ซึ่งถ้าสนใจรายละเอียดเรื่องนี้สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้คำแนะนำสำหรับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับผู้หญิงแต่ละคนเป็นรายๆ ไป

ข้อเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด 

ยาเม็ดคุมกำเนิดก็เสมือนยาทั่วไป ต้องใช้ยาอย่าง พอเพียง ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และก็มีข้อเสียเหมือนยาอื่นๆ ที่ผู้หญิงที่ใช้ยาจะต้องรู้ ซึ่งผลเสียของยาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่
1. ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาเม็ดคุมกำเนิด
2. ผลข้างเคียงระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ผลข้างเคียงระยะสั้นของยาเม็ดคุมกำเนิด 
ผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดที่พบบ่อยๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เจ็บคัดตึงเต้านม มีเลือดออกกะปริดกะปรอย หน้าเป็นฝ้า การสะสมน้ำในร่างกายระหว่างรอบประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เลือดระดูน้อยลง ประจำเดือนขาด เป็นต้น

ผลข้างเคียงเหล่านี้จะพบได้บ้างในผู้ใช้ยาบางรายและจะพบได้ช่วงแรกๆ ของการใช้ยา และส่วนดือน และบางกรณีถ้าปรับเปลี่ยนชนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ใช้ยา ก็จะช่วยให้อาการข้างเคียงเหล่านี้ลดน้อยลงหรือหายไปได้ ยกเว้นบางรายเท่านั้นที่เกิดอาการข้างเคียงอย่างรุนแรง และเปลี่ยนชนิดของยาแล้วก็ไม่ดีขึ้น จนอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ แทน แต่พบได้น้อยมาก

2. ผลข้างเคียงระยะยาวของยาเม็ดคุมกำเนิด 
ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่ใช้ยา หรือทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคบางชนิด กับผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ ตัวอย่างเช่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น จึงควรระวังหรือห้ามใช้ในผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้

นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีข้อเสียกับผู้ป่วยบางโรค และจัดเป็นข้อห้ามใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด โรคไต โรคของถุงน้ำดี โรคตับ โรคปวดหัวชนิดไมเกรน ภาวะเลือดออกในช่องคลอด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น โรคเหล่านี้ล้วนเป็นข้อห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดทั้งสิ้น แต่ก็สามารถไปปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรเรื่องวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นๆ แทนได้

ก่อนจบฉบับนี้ขอฝากความเชื่อเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดที่เข้าใจกันผิดๆ ทำให้เกิดความกังวลในการใช้ยาได้ ดังนี้

ความเชื่อผิดๆ กับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดส่งผลต่อตัวอ่อนในครรภ์ของมารดา..จริงหรือ? 
มีความเชื่อว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดส่งผลต่อ ตัวอ่อนในครรภ์ของมารดา ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะยาเม็ดคุมกำเนิดออกฤทธิ์ยับยั้งการตกของไข่ และยับยั้งการเคลื่อนของเชื้ออสุจิเข้าไปในมดลูก  ดังนั้น เมื่อใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็จะไม่มีไข่ที่สุกตกมาในมดลูก ก็ย่อมไม่มีการปฏิสนธิ เมื่อไม่มีการปฏิสนธิ ก็ย่อมไม่เกิดตัวอ่อน และยาเม็ดคุมกำเนิดก็ไม่ได้ส่งผลในการทำลายตัวอ่อนโดยตรงตามความเชื่อที่ผิดๆ นี้… คำตอบก็คือ “ไม่ใช่”Ž

2. การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นหมัน ใช่หรือไม่? 
คำตอบของคำถามนี้ ก็คือ “ไม่ใช่” เช่นกัน
สำหรับผู้หญิงทั่วไปสามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันได้นานเท่านานเท่าที่ต้องการ จนอายุเข้าสู่วัยทอง ประมาณ 40-49 ปี และเมื่อใดที่ต้องการหยุดยาเม็ดคุมกำเนิด ก็สามารถหยุดได้ทันที แล้วหลังจากนั้นอีก 1-3 เดือน ก็จะเริ่มมีรอบเดือนตามปกติเหมือนเดิม และสามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งทารกที่เกิดหลังจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ

ดังนั้นการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ จึงไม่ทำให้ผู้หญิงเป็นหมันได้
สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเรื่อง สำคัญอย่างมากสำหรับผู้หญิง ควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสีย และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้หญิงแต่ละคน และยาคุมกำเนิดที่เพื่อนของเราใช้แล้วเหมาะสม หรือถูกกัน อาจจะใช้ได้ดีกับตัวเราเองหรือไม่ก็ได้

ดังนั้น ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด จึงขอเชิญไปปรึกษาเภสัชกรชุมชนที่ประจำอยู่ที่ร้านยา หรือจะไปปรึกษาเภสัชกรโรงพยาบาลหรือแพทย์เรื่องยาชนิดนั้นก็ได้ จะได้ความกระจ่างชัดเจนในการใช้ยา ตามความสะดวกเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสม ได้ผลดี และปลอดภัย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน

อีโคไล…แบคทีเรียสายพันธ์ุใหม่ที่ควรระวัง

แบคทีเรียชนิดที่มีในร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล หรือ Escherichia ซึ่งพบได้ในลำไล้ของมนุษย์และสัตว์ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และอาการท้องร่วง เป็นต้น แบคทีเรียชนิด อีโคไลจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์

หลักจากพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ระบาดในประเทศอังกฤษ วันนี้นำข้อมูลเกี่ยวกับแบคทีเรียชนิดนี้มาให้ได้รู้จักกันเพื่อเป็นการป้องกันและรับมือหากได้รับเชื้อชนิดนี้

อีโคไล

 

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร

เชื้อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

 

การระบาดของเชื้ออีโคไล

การแพร่ระบาดของเชื้อ อีโคไลเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 20 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่รับประทานอาหารขณะร่วมพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่งในปี 2539-2540

 

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล

จะพบอาการแต่เริ่ม ท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ

 

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล

ระยะฟักตัวของเชื้อ อยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

 

ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล

เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่า คนทั่วไป

 

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

women.sanook

 

มะเร็งต่อมลูกหมาก

Prostate Cancer

มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง และอาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพกับแพทย์ บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบากแบบเดียวกับอาการของต่อมลูกหมากโต

มะเร็งชนิดนี้มักลุกลามช้า และสามารถมีชีวิตเป็นปกติสุขและยืนยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ไม่มีอาการแสดง

ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่มีอาการแสดงไปตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยการตรวจหาระดับสารพีเอสเอในเลือด เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์เท่าที่ควร

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) ได้แก่ เทสโทสเทอโรน (testosterone) ร่วมกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ (พบว่าผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นโรคนี้ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป) อาหาร (มะเร็งชนิดนี้พบมากในคนอ้วน ผู้ที่กินเนื้อแดงหรือไขมันมาก กินผักผลไม้น้อย) การทำหมัน (พบว่าผู้ชายที่ทำหมันเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำหมัน) และการมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเลือดสูง (เช่น การใช้ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นเวลานานๆ)

อาการ

มะเร็งชนิดนี้มักมีการลุกลามช้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพ

มะเร็งต่อมลูกหมาก

ในรายที่มะเร็งลุกลามเป็นก้อนโตจนเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ก็จะมีอาการแบบเดียวกับต่อมลูกหมากโต กล่าวคือจะเกิดอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งหรือรอนานกว่าจะถ่ายปัสสาวะออกมาได้ ทำให้ใช้เวลาในการถ่ายปัสสาวะนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด และปัสสาวะบ่อย หลังเข้านอนตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นปัสสาวะบ่อย
บางรายอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดออกปนมากับน้ำอสุจิ
ในรายที่มะเร็งแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ถ้ามะเร็งแพร่ไปกระดูกสันหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน จะมีอาการปวดหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน

ถ้าแพร่ไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต้นขาจะมีอาการขาบวม

ถ้าแพร่ไปที่ประสาทสันหลังจะมีอาการขาชาและอ่อนแรง

ถ้าแพร่ไปที่สมองจะมีอาการปวดศีรษะ เดินเซ แขนขาอ่อนแรง

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งนานหรือปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง อาจต้องแยกออกจากโรคต่อมลูกหมากโต โดยการตรวจเลือดดูระดับสารพีเอสเอ (มักพบว่าสูงในมะเร็งต่อมลูกหมาก) และการตรวจชิ้นเนื้อ

ในรายที่ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด อาจเกิดจากเนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก คลำพบว่าต่อมลูกหมากเป็นก้อนแข็งหรือขรุขระ ตรวจพบสารพีเอสเอ (prostate specific antigen-PSA) ในเลือดสูง และทำการตรวจอัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก (transrectal ultrasound-TRUS) และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์

ในรายที่สงสัยว่ามะเร็งมีการแพร่กระจาย แพทย์อาจทำการตรวจสแกนกระดูก (bone scan) ถ่ายภาพด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แพทย์จะกำหนดระยะของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไว้ ดังนี้

ระยะที่ ๑. เป็นระยะเริ่มแรกสุด ที่เริ่มมีการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถคลำพบด้วยนิ้วมือ

ระยะที่ ๒. ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นจนคลำพบได้ด้วยนิ้วมือ แต่ยังจำกัดขอบเขตอยู่ภายในต่อมลูกหมาก

ระยะที่ ๓. มะเร็งลุกลามออกนอกต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง

ระยะที่ ๔. มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือผ่านกระแสเลือดไปยังกระดูก ประสาทไขสันหลัง สมอง หรืออวัยวะอื่นๆ

การดูแลตนเอง

เมื่อสังเกตพบว่ามีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายลำบาก เบ่งนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะลำเล็กหรือลำเบี้ยว กลางคืนต้องลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนในปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์

ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรติดตามรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (มักจะเป็นศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือหมอยูโร หรือ urologist และแพทย์โรคมะเร็ง) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะมีการลุกลามช้า และการบำบัดรักษาสามารถควบคุมโรคได้ค่อนข้างดี ทำให้มีชีวิตได้ยืนยาว ผู้ป่วยจึงควรดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และควรดูแลสุขภาพของตนเองดังนี้

♦ ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
♦ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
♦ กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ให้มากๆ กินโปรตีนจากปลา ถั่วเหลือง และเต้าหู้ ลดเนื้อแดง ไขมัน และน้ำตาล
♦ ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำงานอดิเรกที่ชอบ (เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ วาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ) เจริญสมาธิและสติ พูดคุยปรับทุกข์กับญาติมิตรสนิท เข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้คนต่างๆ รวมทั้งทำงานจิตอาสา หรือสาธารณกุศล
♦ หากมีโอกาสควรเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มมิตรภาพบำบัดโรคมะเร็ง

การรักษา

แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาตามความรุนแรง (มะเร็งลุกลามเร็วหรือช้า) ระยะของโรคที่เป็น อายุของผู้ป่วย รวมทั้งคำนึงถึงผลดีผลเสียของวิธีการรักษา

♦ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ ๑) ไม่มีอาการแสดง (ตรวจพบโดยบังเอิญ) แพทย์จะไม่ให้การรักษาใดๆ แต่จะเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงโดยการตรวจระดับสารพีเอสเอและการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักเป็นระยะๆ ถ้าจำเป็นอาจทำการตรวจชิ้นเนื้อ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีชีวิตที่เป็นปกติสุขอยู่ได้เป็นเวลานาน เนื่องจากมะเร็งมีการลุกลามช้า ไม่คุ้มกับความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากวิธีบำบัดรักษา เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
แต่ถ้าติดตามแล้วพบว่ามะเร็งมีการลุกลามมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัด หรือรังสีบำบัด

♦  ผู้ที่มีสุขภาพทรุดโทรม หรือมีโรคประจำตัวร้ายแรง (เช่น โรคหัวใจ) หรือคาดว่าอยู่นานไม่ถึง ๑๐ ปี หรือมีอายุมากเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดหรือฉายรังสี แพทย์ก็อาจไม่ให้การรักษาใดๆ และเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ในทำนองเดียวกัน

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก และมีอายุต่ำกว่า ๖๕ ปี หรือคาดว่าสามารถอยู่ได้นานเกิน ๑๐ ปี มักจะทำการผ่าตัดต่อมลูกหมาก ซึ่งมีอยู่หลายวิธี รวมทั้งวิธีใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
การผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ นกเขาไม่ขัน (องคชาตไม่แข็งตัว)

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก แต่มีอายุมาก หรือสุขภาพทรุดโทรม หรือปฏิเสธการผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่มะเร็งเริ่มลุกลามออกไปที่บริเวณรอบๆ ต่อมลูกหมาก แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยรังสีบำบัด ซึ่งมีทั้งวิธีฉายรังสีจากภายนอกเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก หรือการฝังเม็ดรังสี (radioactive seeds) ไว้ในเนื้อมะเร็ง
รังสีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการเจ็บปวดขณะถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ปัสสาวะบ่อยหรือต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระเหลว นกเขาไม่ขัน

♦  ผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วแล้วหรือค่าพีเอสเอเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง แพทย์มักจะให้ฮอร์โมนบำบัด โดยการให้ยาต้านแอนโดรเจนชนิดเม็ด (เช่น bicaltumide, nilutamide, flutamide) หรือฉีดยายับยั้งฮอร์โมน luteinizing hormone-releasing hormone (LH-RH) ทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (เช่น leuprorelin, goserelin)

บางรายแพทย์อาจทำการผ่าตัดอัณฑะออกทั้ง ๒ ข้าง เพื่อไม่ให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเทอโรน)

มะเร็งต่อมลูกหมาก,prostate cancer

 

 

การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา

ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้

หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก

ภาวะแทรกซ้อน

มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้

การดำเนินของโรค

ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว

การป้องกัน

ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
♦ ลดอาหารมัน

♦ กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ

♦ กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง

♦ ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน

♦ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

♦ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน

นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้

แนวโน้ม

โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน

ขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน