Tag Archives: แคลเซียม

สุดยอดอาหารแคลเซียมสูง

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าหากอยากได้รับปริมาณแคลเซียมสูง จะต้องดื่มนมมากๆซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิด แต่ถ้าเรามีตัวเลือกอีก 15 ตัวเลือก ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมากกว่านมเสนอให้กับคุณ การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อคงไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน คือ 1,000 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่ และต้องการเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,200 มิลลิกรัมตั้งแต่อายุ 50 ปีเป็นต้นไป

1. ชีส ชีสเป็นผลิตภัณฑ์จากโปรตีนในนม ดังนั้นชีสจึงเป็นอาหารที่แคลเซียมสูงมากกว่านมถึง 2 เท่า อาทิเช่น พาร์เมซาน ชีส และยังให้พลังงานสูง แต่น้ำตาลแลคโตสน้อยกว่านม ชีสจึงเป็นอีกทางเลือกในการรับประทานแคลเซียม และยังเป็นของทานเล่นที่มีประโยชน์ สำหรับเด็กๆในช่วงวัยกำลังเจริญเติบโตด้วย ดังนั้นลองสลับจากเมนูเดิมๆเป็นสปาเกตตี้คาโบนาล่า มักกะโรนีครีมซอสกุ้ง  หรือซีซ่าร์สลัดใส่พาร์เมซานชีสโดยขูดใส่ลงไปก็อร่อยและมีประโยชน์มากด้วย แต่ระวังอ้วนด้วยล่ะ รับประทานให้พอเหมาะเพื่อสุขภาพที่ดี

2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติไม่หวาน อีกเหตุผลในคนที่แพ้โปรตีนในนมวัว เลือกทานโยเกิร์ตแทน เพราะโยเกิร์ตทำจากนมที่ผ่านการหมักและย่อยโดยจุลินทร์ที่มีประโยชน์ ให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายและอาการแพ้ก็น้อยลงกว่าการรับประทานนมวัวโดยตรง อีกทั้งโยเกิร์ตยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากต่อระบบทางเดินอาหารด้วย ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อเรารับประทานโยเกิร์ตในปริมาณเท่ากับนม ยังได้รับแคลเซียมมากว่าเพราะจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ด้วย

3. เมล็ดพืช เมล็ดพืชส่วนใหญ่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น  งาขาว งาดำ เมล็ดเฟล็กซ์ เมล็ดเจีย โดยเฉพาะงาดำถือว่ามีแคลเซียมสูงมาก และมากกว่านมวัวถึง 8 เท่า รู้แบบนี้แล้ว อย่าลังเลที่จะหยิบงาดำคั่วบดมาโรยในอาหารเพื่อเพิ่มแคลเซียมทุกๆวันหรือจะเลือกเป็นน้ำนมผสมงาดำแช่เย็นสักแก้ว ได้ประโยชน์แถมยังอร่อยอีกด้วย

4. ปลาซาร์ดีน ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงลดความอ้วน ปลาซาดีนจะเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะนอกจากได้โปรตีนสูง มีแต่ไขมันชนิดดีต่อร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือคุณจะได้แคลเซียมในปริมาณสูงมากด้วย เพราะปลาซาร์ดีนกระป๋องที่แสนจะหาทานได้ง่าย คุณสามารถทานได้ทั้งเนื้อและก้างที่นุ่มๆ ซึ่งมีแคลเซียมที่ใช้ในการบำรุงกระดูกให้คุณได้เยอะมาก

5. อัลมอนด์ หากจะหาขนมทานเล่นระหว่างพักผ่อน ไม่ว่าขณะนั่งรถ ทานเล่นขณะทำงาน หรือทานเพลินๆขณะชมรายการโทรทัศน์  ลองหยิบอัลมอนด์กระป๋องเล็กๆมาวางข้างๆ หยิบขึ้นมาทานเพลินๆ อร่อย กรอบ หวานมัน จนหยุดไม่ได้เลย และยังอิ่มท้องด้วยเพราะมีไฟเบอร์สูง ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะได้รับแคลเซียมมากกว่าการดื่มนมอีกด้วย ทั้งบำรุงกระดูกและยังมีสรรพคุณบำรุงสมอง ชะลอการเกิดอัลไซเมอร์ได้ด้วย

6. พืชตระกูลถั่ว นอกจากถั่วที่รับประทานแบบเมล็ด เช่น ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแดง ที่เราต่างทราบกันดีว่าเมล็ดพวกนี้ล้วนอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทั้งโปรตีนสูง วิตามินและแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะแร่ธาตุแคลเซียม แต่อย่าลืมนึกถึงถั่วจำพวกที่รับประทานแบบฝัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพลู  ถั่วลันเตา ถั่วพวกนี้ก็เป็นสุดยอดอาหารเช่นเดียวกัน เป็นแหล่งของโปรตีน และแคลเซียมที่สูงมาก แถมยังมีสารช่วยในการดูดซึมแคลเซียมสูงได้มากด้วย

7. รูบาร์บ สิ่งนี้อาจจะทำให้คุณประหลาดใจ! รูบาร์บเป็นพืชที่เต็มไปด้วยแคลเซียม วิตามินเค ซึ่งทั้งสองตัวนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน และด้วยรสชาติออกเปรี้ยว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลายอย่าง และทำเป็นแยมก็อร่อย อย่างไรก็ตามก็มีข้อควรระวังในการรับประทานรูบาร์บ เพราะมันมีสารออกซาเลทสูงมากในใบ ให้เลือกรับประทานแต่ก้านสีม่วงแดงของมันเท่านั้น

8. มะเดื่อ มะเดื่อแห้งนอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีเส้นใยจำนวนมาก และยังมีแคลเซียมสูงมากกว่าการรับประทานผลไม้แห้งอย่างอื่น เปลี่ยนขนมทานเล่นเดิมๆ เป็นมะเดื่อแห้ง ทำให้ไม่น่าเบื่อ มีประโยชน์กับสุขภาพ คุณจะได้ทั้งแคลเซียมสูงและไม่อ้วนอีกด้วย

9. เวย์โปรตีน สิ่งที่นิยมกันในเหล่าคนรักสุขภาพ และผู้ออกกำลัง พลาดไม่ได้เลยคือ เวย์โปรตีน เพราะมีกรดอะมิโนและโปรตีน รวมทั้งแคลเซียมที่มีอยู่มากในเวย์โปรตีน นอกจากคุณจะได้กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะการเลือกรับประทานเวย์โปรตีน คุณยังมีคุณภาพของกระดูกที่ดีและแข็งแรงไปพร้อมๆกันด้วย

10. ถั่วแระญี่ปุ่นและเต้าหู้ เมนูเต้าหู้ผัดถั่วแระ สำหรับคนรักสุขภาพอย่ามองข้ามเด็ดขาด เพราะนอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ยังมีแคลเซียมสูงมาก โดยในถั่วแระญี่ปุ่น 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียม 130 มิลลิกรัม และยังมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ทานแล้วไม่อ้วนด้วย อีกทั้งเต้าหู้ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้มีโปรตีนสูง และแคลเซียมที่อัดเต็มในเต้าหู้ โดยเต้าหู้ 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียมถึง 507 มิลลิกรัม ถือว่าเป็นเมนูที่ห้ามพลาด!

11. ผักใบเขียว ผักใบสีเขียวเข้มจัดว่าเป็นสุดยอดอาหาร มาถึงตอนนี้คุณนึกถึงผักชนิดใดบ้าง? ผักคะน้า ใบชะพลู ตำลึง ขี้เหล็ก ถ้าคุณกำลังนึกถึงผักเหล่านี้อยู่ ถูกต้องแล้ว!  เพราะผักที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นแหล่งรวมของแคลเซียมปริมาณสูง ดังนั้นเพิ่มผักเหล่านี้ในเมนูของคุณรับรองได้ว่ามันจะอุดมไปด้วยแคลเซียมแน่นอน

12. ซีเรียล ซีเรียลทำจากธัญพืชหลากหลายชนิด นอกจากเส้นใยและวิตามินที่มีประโยชน์ ธัญพืชบางชนิดมีแคลเซียมในปริมาณสูง แม้ก่อนการเติมนมก็ยังได้รับปริมาณแคลเซียมที่ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว การรับประทานร่วมกับนมก็ทำให้คุณได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นไปอีก เลือกซีเรียลเป็นอาหารแบบง่ายๆแต่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์กันเถอะ

13. เมล็ดผักโขมอมารัน โปรตีนในเมล็ดผักโขมอมารันเหมือนกับพวกเมล็ดธัญพืชอื่นๆ แต่ถ้าพูดถึงปริมาณแคลเซียม มันมีมากกว่าพวกนั้นถึง 4 เท่า ซึ่งนั่นก็ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ปริมาณแคลเซียมในผักโขมก็มีสูงมากเช่นกัน  และความจริงแคลเซียมของใบโขมอมารันมีแคลเซียมมากกว่าใบผักปวยเล้งอีก

14. เครื่องดื่มที่ไม่ใช่นม นอกจากน้ำนมจากสัตว์แล้ว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคยังมีน้ำนมที่สกัดได้จากพืชอีกหลายชนิดที่ให้แคลเซียมสูง เช่น น้ำนมอัลมอนด์ น้ำนมถั่ว เป็นต้น ซึ่งล้วนมีปริมาณแคลเซียมไม่น้อยกว่าน้ำนมวัวเลย และนอกจากนี้เครื่องดื่มน้ำ อย่างเช่นน้ำส้มคั้นสด ยังมีปริมาณแคลเซียมสูงเช่นกัน ลองเพิ่มน้ำส้มคั้นสดในมื้อเช้าของคุณอีกสักแก้ว (5 ผล) คุณจะได้แคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

15. กากน้ำตาล กากน้ำตาลเป็นตัวเลือกเพื่อสุขภาพของคุณอีกทาง เมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายขาวที่ไม่มีสารที่ให้ประโยชน์ด้านโภชนาการเลย กากน้ำตาลยังมีทั้งความหวาน ความหอม และอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์รวมทั้งมี แคลเซียมที่สูงกว่าด้วย  เปลี่ยนเครื่องดื่มธรรมดาๆของคุณโดยการเติมกากน้ำตาลลงไปสักหนึ่งช้อนโต๊ะ ได้ทั้งวิตามินและแคลเซียมสูงขึ้นด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

foodworldblog

โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6

Anti-aging food สุดยอดอาหารต้านแก่

6 เครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

ถั่วเหลือง ลดคอเลสเตอรอล

อาหารแสลง ที่ควรเลี่ยงเมื่อป่วย

อาหารรักษามวลกระดูก ป้องกันภาวะกระดูกพรุน


กระดูก,แคลเซียม,bone,calcium

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระดูก

กระดูกของคนเรามีการเจริญตั้งแต่ระยะฟีตัส (อยู่ในครรภ์มารดา) ทารก และเรื่อยไปจนถึงอายุประมาณ 25-30 ปี จากนั้นจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยการสะสมมวลกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด (Peck Bone Mass)ที่อายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ อย่างไรก็ตามในระยะที่มวลกระดูกยังไม่ถึงค่าสูงสุด การบริโภคแคลเซียมมีความสำคัญ ต่อการสะสมมวลกระดูก หากบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ ระดับมวลกระดูกสูงสุด จะต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นได้ และจะไปมีผลทำให้เกิดปัญหาภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกบางและเปราะ จึงมีโอกาสแตกหักได้ง่ายโดยเฉพาะตรงข้อมือ สะโพกและสันหลัง หรือกระดูกหลังยุบ ทำให้หลังค่อมตัวเตี้ยลง

การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ให้มีความแข็งแรงอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น น่าจะมีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในอนาคตได้ และถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุที่เกินระยะมวลกระดูกสูงสุด (อายุเกิน 35 ปี) การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ก็เป็นการช่วยรักษาไม่ให้มวลกระดูกที่มีอยู่เสื่อมถอยลงไปจนเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารต่างๆที่มีผลต่อการเจริญของกระดูกตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะ กระดูกพรุน หรือกระดูกเปราะบาง ในอนาคตได้  

 

แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก

อาหารเสริมแคลเซียม1. บริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก โดยทั่วไปปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 800-1200 มิลลิกรัม แต่ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรบริโภคแคลเซียมให้ได้ 1200 – 1500 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง จำแนกตามปริมาณที่ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ พบว่า กลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง คะน้า แขนงผัก และดอกกระหล่ำ กลุ่มอาหารเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้สูงสุด โดยดูดซึมได้มากกว่า 50% ของปริมาณแคลเซียมในอาหารที่ทานเข้าไป

รองลงมา คือ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 30% กลุ่มอาหารจำพวกถั่ว ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลาย และงา ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 20% การทานแคลเซียมมื้อละน้อยๆ (ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม/มื้อ) หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กหลายๆ มื้อ มีแนวโน้มจะดูดซึมได้ดีกว่าการทานคราวละมากๆ เนื่องจากธรรมชาติของคนเรามี “เพดาน” ของการดูดซึม คือ ดูดซึมแคลเซียมได้จำกัด (ที่ประมาณ 500 มิลลิกรัม/มื้อ) ดังนั้น การดื่มนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียม ควรดื่มนมมื้อละ ไม่เกิน 2 แก้ว (แก้วละ 250 มิลลิลิตร ไม่ควรดื่มทีเดียวครั้งละเป็นลิตร เพราะ การได้รับแคลเซียมก็จะไม่ต่างกันกับการดื่มมื้อละ 1-2 แก้ว การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ กรณีที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้อง เป็นต้น

2. บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับแคลเชียม ในการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก อัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ 1.2 :1 จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าแคลเซียม เนื่องจากฟอสฟอรัส พบมากในอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งคนบางคนบริโภคอาหารในกลุ่มนี้มาก แต่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเลย หรือบริโภคน้อยมาก น้อยกว่าปริมาณที่ได้รับฟอสฟอรัส ก็ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ เพราะการได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมในกระดูกมาจับฟอสฟอรัสทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องทานอาหารที่เป็นแหล่งของฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้การทำงานของแคลเซียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น

3. บริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมให้เพียงพอ แมกนีเซียมพบมากในร่างกายเป็นอันดับสองรองจากแคลเซียม หน้าที่ของแมกนีเซียมคือ ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย ผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้าง วิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการเสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป การได้รับแมกนีเซียม ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 800 มก. แมกนีเซียม 400 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่แคลเซียมมีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ดังนั้นในการเสริมแคลเซียมควรจะใส่ใจกับปริมาณของแมกนีเซียมด้วยเช่นกัน เพราะหากได้รับ แคลเซียม มากเกินไปจะไปขัดขวางการดูดซึมแมกนีเซียม
แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

4. บริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน
แหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนื้อปลาที่มีไขมัน ตับ และไข่แดง เป็นต้น นอกจากนี้ วิตามินดีสามารถรับได้จากแสงแดดอ่อนๆด้วย ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที/วัน

5. หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการลดมวลกระดูก ได้แก่

  • 5.1 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น การรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์มีปริมาณฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต)สูง ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกายสูง การขับกรดเหล่านี้ออกทางไตมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้น
  • 5.2 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • 5.3 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • 5.4 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้
  • 5.5 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง
  • 5.6 หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง
  • 5.7 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก
ไคโรเมด สหคลีนิก