Category Archives: ข่าวสารสุขภาพ

วิธีแก้โรคนอนไม่หลับ

 

 

 

อ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นด้วยอาการอิดโรยในตอนเช้า ต่อไปนี้คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกำจัดความทุกข์ตอนนอนให้หายไป แล้วคืนนี้จะได้นอนหลับสบาย

 

1. งดเครื่องดื่มกาแฟ

เป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ แต่รู้ไหมว่าสารดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย? ดังนั้นทางที่ดี คือ กำจัดมันออกไปจากอาหารที่คุณกินหรืองดดื่มคาเฟอีนตั้งแต่มื้อเที่ยงเป็นต้นไป อย่าลืมคาเฟอีนที่ซ่อนอยู่ในน้ำอัดลม และของว่างต่าง ๆ เช่น โค้ก ช็อกโกแลต เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ อ่านฉลากข้างกระป๋อง และข้างถุงผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมาย์ล หรือชาดอกมะนาว ที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแทนชาหรือกาแฟ เนื่องจากในชาทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น และปลอดคาเฟอีน

 

2. อาบน้ำก่อนนอน

การแช่ตัวในน้ำอุ่นก่อนนอน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะแทนที่จะหายเครียดกลับเครียดหนักขึ้น เนื่องจากการแช่ตัวในน้ำร้อนนานเกิน จะทำให้ผิวสูบเสียความชุ่มชื่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยให้หลับสบาย อย่าลืมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ลงในน้ำที่อาบ หรือจะใช้น้ำนมอาบน้ำ

 

3. จัดห้องให้น่านอน

แปลงโฉมห้องนอนให้เป็นที่ที่คุณอยากใช้เวลาอยู่นานๆ จัดข้าวของที่ระเกะระกะให้เข้าที่ ทำห้องให้มีกลิ่นหอมด้วยการวางถุงกลิ่นลาเวนเดอร์ และแจกันดอกไม้สด จัดห้องนอนให้มีแสงสลัว ๆ โปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี หาอะไรปิดส่วนที่เรืองแสงของนาฬิกาปลุก ซึ่งนอกจากจะให้แสงสว่างเป็นพิเศษแล้ว ยังทำให้เราหันความสนใจไปที่นาฬิกาตลอดทั้งคืน ตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิพอเหมาะ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ห้องเย็นสบายกำลังดี

 

4. สมุนไพรพึ่งได้

มีสมุนไพรหลายตัว โดยเฉพาะสมุนไพรจีนช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ มีสีเหลืองเป็นมันเงา ประกอบด้วยวิตามินบี 12 โปรตีน กรดไขมัน ทั้งอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท พุทราจีน เป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดีของคนจีน สามารถกินได้ทั้งสดและแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ เนื้อในเมล็ดช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้นอนหลับสบาย โสม จัดเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้รักษาโรคมากกว่า 2,000 ปี สารไบโอแอคทีฟ (bioactive) ในโสมช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดความเครียด ดอกไม้จีนหรือจำฉ่ายเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ เกสรดอกไม้จีนมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย

 

5. ยืดเส้นยืดสาย

คนที่เคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานในระหว่างวัน จะมีปัญหาในการนอนน้อยกว่าคนที่นั่งปักหลักอยู่กับโต๊ะทำงาน การออกกำลังกายแค่วันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น ระหว่างวันควรออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินยืดเส้นยืดสายหลังอาหารเย็น หลังเดินออกกำลังแล้ว ให้พักประมาณครึ่งชั่วโมง จึงค่อยเข้านอน ทั้งนี้เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจและร่างกายทำงานช้าลงก่อนถึงจะสามารถเข้านอนได้

 

6. กินอย่างถูกต้อง

การเข้านอนขณะท้องหิว หรืออิ่มแปล้จะไปรบกวนการนอน ซึ่งรวมถึงการกินอาหารก่อนนอนด้วย ไม่ควรกินอาหารเย็นหลัง 2 ทุ่ม และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเหลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะจะเป็นเหมือนยาชูกำลังที่ไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายเกิดความคึกคัก กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อาหารเย็นควรเป็นข้าว มันฝรั่ง พาสต้า ผัก ที่มีรากเป็นลำต้นใต้ดิน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ

 

7. เอนตัวลง และทำจิตใจให้ผ่อนคลาย

เปิดเพลงทำนองเบาๆ ฟังสบายๆ ขณะนอน หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เช่น เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ปิดไฟในห้องนอน นอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม ปล่อยให้เสียงนั้นขับกล่อมคุณ จากนั้นหายใจลึกๆ ช้าๆ เพ่งสมาธิไปที่แขนขาแต่ละข้าง โดยเริ่มจากที่เท้า จินตนาการว่าแขนขานั้นจมหายลงไปในเตียง ควรใช้เครื่องเล่นเทป หรือซีดีที่ปิดเองอัตโนมัติ เพราะจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาปิดเวลาเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ

 

8. ลุกขึ้นเดิน

หากตื่นขึ้นกลางดึก และไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ภายใน 30 นาที จงลุกขึ้น อย่านอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา รอเวลาจนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพราะนั่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อย่าเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือนั่งบนเตียงคิดเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในสมอง แม้นั่นจะเป็นวิธีฆ่าเวลายามนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรทำ คุณจำเป็นต้องฝึกให้ร่างกายรับรู้ว่าเตียงนอนใช้เป็นที่สำหรับนอน แม้ว่าสิ่งที่คุณทำบนเตียงจะเป็นกิจกรรมสบายๆ ประเภทดูหรือฟังก็ตาม เพราะนั่นสามารถเข้าไปกระตุ้น หรือรบกวนจิตใจได้ หากตื่นขึ้นกลางดึก ให้ลุกจากเตียงไปเอนหลังบนโซฟา หรือเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งสบายๆ หลับตาลง ทำจิตใจให้สบายจนรู้สึกง่วงแล้วจึงค่อยลับไปนอนที่เตียง

 

9. มหัศจรรย์แห่งนม ตอนเด็กๆ แม่จะให้เราดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพราะในนมมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า ทรัยป์โตฟาน ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังมีแคลเซียมสูง ช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้จิตใจสบาย บางคนบอกว่าการดื่มนมอุ่นๆ ช่วยคลายเครียด และหายอ่อนเพลีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (melatonin) ช่วยให้นอนหลับ โดยเฉพาะนมที่รีดจากแม่วัวตอนเช้ามืด เพราะเป็นช่วงเวลาที่นมวัวมีเมลาโทนินสูงสุด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
HealthPlus

โรคฮิตของคนกรุง…โรคแพ้อากาศ

 

โรคแพ้อากาศ,ภูมิแพ้

 

โรคแพ้อากาศ…นับวันยิ่งเป็นกันมากขึ้น

ท่ามกลางความศิวิไลซ์ของโลกยุคปัจจุบัน มีมลพิษ และสิ่งตกค้างต่างๆ ทั้งบนบก ในน้ำ และอากาศที่คนเราหายใจเข้าไปทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุนี้จึงพบผู้ป่วย “โรคแพ้อากาศ” มากขึ้น

โรคแพ้อากาศหรือทางการแพทย์เรียก “โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้” มาจากภาษาอังกฤษ “Allergic Rhinitis” ซึ่งมีความหมายว่า การอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกจากการแพ้ เป็นโรคที่นับวันจะพบได้บ่อยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นละออง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การใช้สารเคมีทางการเกษตรและมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

จาม น้ำมูกใส คัดจมูก แต่ไม่มีไข้ตัวร้อน (อาการสำคัญของโรคแพ้อากาศ)

โรคแพ้อากาศ หรือโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ หรือเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้แล้วตอบสนองออกเป็นอาการของการแพ้มากเกินไป

คนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้จะมีการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เช่นกัน แต่การตอบสนองของคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีการตอบสนองที่มากเกินไปเหมือนคนที่เป็นโรคภูมิแพ้  ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าทางโพรงจมูกแล้วมีการตอบสนองมากเกินไป ร่างกายจะแสดงออกด้วยอาการจาม น้ำมูกใส คัดจมูก และ/หรือคันจมูก ซึ่งบางคนอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย แต่จะไม่มีอาการไข้ตัวร้อน เหมือนดั่งที่พบในโรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

โรคนี้มักเป็นกันมากตอนอากาศหรือฤดูกาลเปลี่ยนแปลง จึงเรียกกันสั้นๆ ว่า “โรคแพ้อากาศ” เพราะเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเป็นโรคนี้ขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วขณะที่อากาศเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เกิดการฟุ้งกระจายสารก่อภูมิแพ้ และไปก่อโรคให้กับผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ให้กลับมามีอาการอีกครั้งหนึ่ง

โรคแพ้อากาศ… บางคนเรียกว่า “หวัด” แต่ไม่ใช่โรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

บางครั้งอาจเรียกโรคแพ้อากาศสั้นๆ ว่า “หวัด” ซึ่งหมายถึงอาการของจมูก อันได้แก่ “จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก” ซึ่งต่างจากโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เพราะโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และมีอาการไข้ ตัวร้อน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ และปวดเมื่อยเนื้อตัวร่วมด้วย แต่โรคแพ้อากาศมีสาเหตุจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้ และเกิดการตอบสนองมากเกินไป จึงมีอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก และ/หรือคันจมูก แต่ไม่มีไข้ ตัวร้อน และปวดหัว

โรคแพ้อากาศ… อาจลุกลามเป็นโรคไซนัสอักเสบได้

ถ้าดูแลรักษาโรคแพ้อากาศได้ไม่ดี และเป็นแบบเรื้อรัง อาจทำให้โรคลุกลาม เกิดการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูก ทำให้สีของน้ำมูกจากใสๆ เปลี่ยนไปเป็นสีข้นขาวและ/หรือเหลืองได้ และอาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงโพรงจมูก อันได้แก่ ไซนัส ทำให้ไซนัสติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดเป็น “ไซนัสอักเสบ” ได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคแพ้อากาศจึงควรดูแลรักษาจนสามารถควบคุมโรคนี้ได้ อย่าปล่อยไว้ให้เป็นเรื้อรัง เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้ยากยิ่งขึ้น

หลักการรักษา… โรคแพ้อากาศ

การดูแลรักษาโรคแพ้อากาศ ประกอบด้วย

1. การค้นหาและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

2. การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านฮิสทามีน ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก ยาลดการคั่งของน้ำมูก ฯลฯ

3. การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้

การค้นหาและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ดังนั้นถ้าขจัดสารก่อภูมิแพ้ หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นได้ ก็จะไม่เกิดโรคนี้ ตัวอย่างของสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา และเกสรดอกไม้ เป็นต้น

เริ่มต้นสังเกตด้วยตนเองว่า “สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค” ถ้าพบสารก่อภูมิแพ้และหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีเยี่ยม ตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น ซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กพบได้ในที่นอน ไรฝุ่นจะถ่ายมูลออกมาฟุ้งกระจายในห้องนอน เมื่อใดที่เข้านอนจะพบขี้ของไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ และมีอาการจาม คัดจมูก และน้ำมูกไหล ทุกครั้งที่เข้านอนทุกคืน ถ้ามีการกำจัดไรฝุ่นด้วยการต้มผ้าห่ม ปลอกหมอน และอุปกรณ์การนอน และ/หรือที่นอนปราศจากไรฝุ่น ก็จะช่วยลดไรฝุ่น และลดอาการแพ้อากาศได้ เป็นต้น

แต่ในทางปฏิบัติ การค้นหาสารก่อภูมิแพ้เป็นเรื่องยากมาก จึงอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ซึ่งแพทย์จะนำตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา และเกสรดอกไม้ เป็นต้น มาทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วย ถ้าโชคดีก็อาจจะพบสารก่อภูมิแพ้ได้

ดังนั้น การรักษาผู้ที่ต้องการควบคุมอาการแพ้อากาศ จึงนิยมใช้ยาเป็นทางเลือกแรก ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ (ถ้าค้นหาพบ) ยาที่ใช้ในการรักษาโรคแพ้อากาศ ได้แก่ ยาต้านฮิสทามีน ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก ยาลดการคั่งของน้ำมูก ฯลฯ

ยาต้านฮิสทามีน…ได้ผลดี ราคาย่อมเยา แต่อาจทำให้ง่วงนอนได้

ยาต้านฮิสทามีน (antihistamines) เป็นยาที่ได้ผลดีต่อโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะอาการคัดจมูก จาม และน้ำมูกไหล มีทั้งชนิดเม็ดสำหรับกิน และชนิดพ่นจมูก แต่ในทางปฏิบัติจะนิยมใช้ยาเม็ดมากกว่า ทั้งนี้เพราะยาเม็ดเป็นยาที่ใช้สะดวก ได้ผลดี และมีราคาย่อมเยา แต่ยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงนอนได้ จึงควรระวัง และเลือกใช้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างยาต้านฮิสทามีน ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) เซทิริซีน (cetirizine) ลอราทาดีน (loratadine) เฟกโซฟีนาดีน (fexofenadine) เป็นต้น

ยาคลอร์เฟนิรามีนเป็นยาแก้แพ้เม็ดเล็กๆ สีเหลือง ราคาไม่แพง ได้ผลดี แต่มีข้อเสียคือ จะมีอาการซึมหรือง่วงนอนหลังกินยา จึงเหมาะสำหรับการใช้ยานี้ในเวลาเข้านอน เพราะจะช่วยให้หลับสบาย พักผ่อนได้เต็มที่ ทำให้โรคแพ้อากาศดีขึ้น หรือในรายที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือขับรถ เพราะถ้าง่วงนอนก็ไม่มีอันตรายใดๆ

ส่วนยาเซทิริซีน ลอราทาดีน และเฟกโซฟีนาดีน เป็นยาต้านฮิสทามีนที่ได้ผลดี และไม่ค่อยทำให้ง่วงนอน กินเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ปัจจุบันมีผู้ผลิตยาเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาถูกลงมากขึ้นไม่แพงเหมือนแต่ก่อนที่มีเฉพาะยาต้นตำรับเพียงรายเดียวเท่านั้น ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคแพ้อากาศ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ไม่มีผลรบกวนการทำงาน เรียนหนังสือ หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูก… ได้ผลดีเยี่ยม ปลอดภัย แต่ราคาต่อขวดค่อนข้างสูง

ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูกนี้ (intranasal corticosteroids) เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ได้ผลดี ปลอดภัย แต่ราคาต่อขวดค่อนข้างสูง เป็นหลักร้อยถึงพันบาท ในหนึ่งขวดบรรจุตัวยาให้สามารถใช้ได้ ประมาณ 60-120 ครั้ง (ซึ่งถ้าคำนวณต่อครั้ง จะถูกลงมาก) แต่เนื่องจากราคาต่อขวดค่อนข้างสูง จึงนิยมใช้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านฮิสทามีนแล้วไม่ได้ผล หรือที่มีอาการเรื้อรังและ/หรือค่อนข้างรุนแรง เช่น เป็นทุกวัน มีอาการมากทั้งวัน เป็นต้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีกว่ายาต้านฮิสทามีน

ยาลดการคั่งของน้ำมูก

ยาลดการคั่งของน้ำมูก (decongestants) หรืออาจเรียกว่า ยาแก้คัดจมูก เพราะยานี้มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้รู้สึกโล่งจมูก หายใจได้สะดวก มีทั้งชนิดพ่นจมูก และชนิดกิน

ยาลดการคั่งของน้ำมูกชนิดพ่นจมูกเป็นยาใช้พ่นจมูก หรือเช็ดจมูก เพื่อช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้รู้สึกโล่งจมูก หายใจได้สะดวก แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ วัน เพราะจะเกิดผลข้างเคียงได้

ยาลดการคั่งของน้ำมูกชนิดกิน เช่น สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) นิยมผสมกับยาต้านฮิสทามีน เพื่อเสริมฤทธิ์แก้คัดจมูกให้กับยาต้านฮิสทามีนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการแพ้อากาศได้อย่างดีด้วยยา ซึ่งเริ่มต้นด้วยยาต้านฮิสทามีน (อาจผสมกับยาลดการคั่งของน้ำมูก) ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็อาจพิจารณาใช้ยาสตีรอยด์ชนิดพ่นจมูกแทน และมักจะได้ผลดี แต่ในบางรายอาจควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดี หรือไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็ควรแนะนำไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ (immunotherapy)

การสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วย ถ้าพบสารก่อภูมิแพ้ แพทย์จะเริ่มต้นให้สารละลายของสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังของผู้ป่วยทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้นี้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งค่อยๆ เพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ให้มากขึ้น จนร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนช่วยควบคุมอาการของโรคได้ดียิ่งขึ้น ในบางรายอาจลดขนาดหรือความถี่ของการใช้ยาได้อีกด้วย

สุขพลานามัยที่ดี… ช่วยลดการเป็นโรคแพ้อากาศ

อย่างไรก็ตาม การรักษาสุขภาพอนามัย หรือ “สุขภาวะ” ของร่างกายให้ดีอยู่เสมอก็จะช่วยลดอาการของโรคแพ้อากาศได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเรามีสุขภาพแข็งแรง พักผ่อนเต็มที่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความถี่และระดับความรุนแรงของโรคแพ้อากาศได้ จนอาจจะไม่มีอาการของโรคเลยได้ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โรคแพ้อากาศก็จะจางหายไปได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

ถอนพิษเรื้อรังต้อง…รางจืด

 

รางจืด

 

รางจืด…ล้างพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ด้วยกระแสของการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ที่เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีจำนวนมากในการผลิต จากการสำรวจตัวอย่างเลือดของเกษตรกรของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีสารเคมีในกระแสเลือดอยู่มากว่าร้อยละ ๕๑ เพราะฉะนั้นจากเกษตรกร ๑๔.๑ ล้านคนจะพบ ๗ ล้านกว่าคนมีสารพิษฆ่าแมลงทั้งชนิดออร์กาโนฟอสเฟต (organophospjate) คาร์บาเมต (carbamate)  และอาการที่เกิดขึ้นคือ วิงเวียนศีรษะ อาเจียน ปวดเมื่อย และระบบสมองเสื่อมเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาสู่การเป็นมะเร็ง ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกสมุนไพรรางจืดมาทำการรณรงค์เพื่อใช้ล้างพิษในกระแสเลือดให้เกษตรกร ซึ่งรางจืดเป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยทั้งในห้องทดลองและการศึกษาในคนมากกว่า ๓๐ ปีแล้ว

โดยการศึกษาทางเภสัชวิทยาของรางจืดครั้งแรกเริ่มจากแพทย์หญิงพาณี เตชะเสน คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ารางจืดสามารถช่วยชีวิต

ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl

วงศ์  Acanthaceae

ชื่อสามัญ  Laurel clockvine, blue trumphet vine

ชื่ออื่นๆ  รางจืดมีมากมาย เช่น รางจืด รางเอางย็น ว่านรางจืด เถา ยาเขียว เครือเถาเขียว กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง (ภาคกลาง) ย้ำแย้ (อุตรดิตถ์)  ฮางจืด ฮางเย็น เครือเข้าเย็น หนามแน่ (ภาคเหนือ) คาย (ยะลา) และดุเหว่า (ปัตตานี) เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thumbergia laurifolia Lindl.

ลักษณะพิช  รางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพาดพันขึ้นคลุมต้นไม้ใหญ่ๆ ได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม สีเขียว เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง ๔-๗ เซนติเมตร (ซม.) ยาว ๘-๑๕ ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี ๕ เส้น ออกฐานใบเดียวกัน

ดอกช่อ   ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ ๓-๔  ดอก กลีบดอกแผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น ๕ แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว ๑ เซนติเมตร มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด สีม่วงแกมน้ำเงิน ผลเป็นผลแห้งแล้วแตก ๒ ซึก จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น ๒ ซึก เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆ คล้ายหนามอยู่บนเปลือกเมล็ด และสามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้ แต่การขยายพันธุ์รางจืดส่วนใหญ่นิยมนำเถาแก่หรือใบมาปักชำมากกว่า

การกระจายพันธุ์   รางจืดเป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และไตหวัน

การขยายพันธุ์    นิยมใช้เถาในการปักชำ ในการชำเถา วิธีที่ดีที่สุดคือเลือกข้อแก่ๆ ของรางจืดที่ใบติดอยู่สอบใบมา ๑ ข้อ เด็ดใบออก ๑ ใบ นำไปชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดิน รดน้ำให้ชุ่มจนรากงอก จากนั้นนำไปลงถุงเพาะชำ หรือเลือกเถาแก่มาตัดเป็นท่อน ยาวประมาณ ๖-๘ นิ้ว ให้มีตาติดอยู่ ๒-๓ ตา ถ้าชำเถาในฤดูฝนจะออกรากเร็วกว่า สารพิษฆ่าแมลง ทั้งชนิดออร์กาโนฟอสเฟส (organophostpate)   คาร์บาเมต (carbamate) และอาการที่เกิดขึ้น คือ วิงเวียนศรีษะ อาเจียน ปวดเมื่อย และระบบสมองเสื่อมเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาสู่การเป็นมะเร็ง ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกสมุนไพรรางจืดมาทำการรณรงค์เพื่อใช้ล้างพิษในกระแสเลือดให้เกษตรกร ซึ่งรางจืดเป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยทั้งในห้องทดลองและการศึกษาในคนมากกว่า ๓๐ ปีแล้ว

โดยการศึกษาทางเภสัชวิทยาของรางจืดครั้งแรกเริ่มจากแพทย์หญิงพาณี เตชะเสน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ารางจืดสามารถช่วยชีวิตแมวของท่านที่ถูกวางยาพิษได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทำการศึกษาวิจัยรางจืดในการแก้พิษสารกำจัดศัตรูพืชตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๒๒-๒๕๒๓ โดยเริ่มจากสารกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (เช่น โฟลิดอล พาราไทออน) ต่อมามีการศึกษาพบว่ารางจืดยังสามารถลดพิษของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มคาร์บอเนต เช่น เมโทรมิล เป็นต้น

จากการศึกษาวิจัยการต้านฤทธิ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของรางจืดนั้นอาจเกิดจากหลายกลไก เช่น สารสกัดรางจืดทำให้ระดับเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสเพิ่มขึ้น หรือลดการยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส ว ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้ทำหน้าที่ทำลายโคลีนที่เป็นสาร สื่อประสาท ที่ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ สารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอตเฟตและคาร์บาเมต จะไปทำลายเอนไซม์ตัวนี้ และเกิดการสะสมของโคลีนทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง นำสู่อาการชัก จากการศึกษาพบว่ารางจืดไปเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ดังกล่าว

รางจืด…แก้พิษจากยาฆ่าหญ้า

ยาฆ่าหญ้าจำพวกพาราควอต นับเป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์มากที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจากในขนาดกินประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนตายได้ โดยสารตัวนี้จะไปทำให้เกิดการสร้างออกซิเจนที่ไม่เสถึยรขึ้นอย่างมาก ออกซิเจนเหล่านี้จะไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์เกิดการออกซิเดชันของไขมันที่อยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์และทำให้เซลล์ตาย พิษของพาราควอตจะเห็นชัดที่สุดในปอดเพราะปอดเป็นบริเวณที่มีออกซิเจรมากที่สุด ซึ่งพาราควอตจะทำให้เนื้อเยื้อปอดถูกทำลายจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้จนเสียชีวิตในที่สุด

จากรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลเจ้าพระ-ยา ยมราช จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บตัวอย่างเป็นเวลา ๓ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๕ มีผู้ป่วยที่กินพาราควอตมาที่โรงพยาบาล ๖๔ ราย พบว่ามีผู้ป่วยรอดชีวิต ๓๓ ราย เมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังกับการรักษาในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒ มีผู้ป่วยที่กินพาราควอต ๑๑ รายพบว่าเสียชีวิตทุกราย ซึ่งตัวเลขของโรงพยาบาลศิริราชที่มีการรักษาพิษพาราควอตเช่นเดียวกัน มีอัตราการตายประมาณร้อยละ ๘๐  แต่การรักษาพิษพาราควอตนั้นไม่ได้ให้แต่รางจืดอย่างเดียว แต่จะมีการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาก่อนแล้วล้างท้องด้วยฟูลเลอร์สเอิร์ท (Fuller’s earth) และทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกมามากๆ ให้แอนติออกซิแดนซ์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ โดยการให้วิตามินซีปริมาณสูงๆ และสตีรอยด์ รวมทั้งการรักษาแบบประคับประคองอื่นๆ ให้ยาต้มรางจืด วิธีเตรียมคือนำใบแห้งหนัก ๓๐๐ กรัม ใส่ในน้ำสะอาด ๑ ลิตร ต้มในหมอดินโดยใช้ไฟกลางเดือนนาน ๑๕ นาที ทิ้งไว้ให้เย็น ให้ผู้ป่วยดื่มหรือให้ทาง NG tube ครั้งละ ๒๐๐ มิลลิลิตร ทุก ๒ ชั่วโมง ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลแม้ว่ารายงานนี้ไม่ถือเป็นงานวิจัยแต่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก

พ.ศ. ๒๕๔๓ มีรายงานการศึกษาสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการต้านพิษพาราควอตของสารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืด พบว่าสามารถทำให้อัตราการตายของหนูทดลองลดลง รวมทั้งพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดรางจืดมีระดับพลาสม่า malondialdehyde (MDA) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แสดงว่าสารสกัดใบรางจืดมีฤทธิ์ยับยั้ง lipid peroxidation และฤทธิ์นี้เป็นกลไกการออกฤทธิ์ต้านพิษพาราควอตกลไกหนึ่งของรางจืด รวมทั้งรางจืดยังไปเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ที่เรียกว่า NADPH quinineoxidonnereductase เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายสารที่เรา ได้รับเข้าไปในร่างกาย

รางจืด…แก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชพิษ

ใช้แก้พิษแมงดาทะเลเป็นอีกหนึ่งรายงานของการใช้รางจืดแก้พิษ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีครอบครัวหนึ่ง ๔ คนที่กินไข่แมงดาทะเล ๒ ราย มีอาการรุนแรงจนหมดสติต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งสารพิษที่อยู่ในแมงดาทะเล คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) สารนี้จะพบในแมงดาทะเลและปลาปักเป้า ซึ่งมีพิษทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายได้

ความรุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แมงดาทะเลที่ได้รับ เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ ๔๐ นาทีถึง ๔ ชั่วโมง ทุกรายมีอาการชารอบปาก คลื่นไส้ อาเจียน อาการชาจะลามไปยังกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ที่เป็นอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ อาการรุนแรง หมดสติ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ วิธีการรักษาปัจจุบันไม่มีวิธีเฉพาะ ไม่มีสารแก้พิษโดยเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองจนผู้ป่วยขับเอาสารนี้ออกจากร่างกายให้หมดแพทย์ผู้รักษาใช้รางจืดจากการร้องขอของญาติ เมื่อกรอกใส่สายยางลงไป ๔๐ นาที อาการดีขึ้น ซึ่งแพทย์ผู้รักษารู้สึกประทับใจกับรางจืดมากและบอกว่าจังหวัดที่อยู่ชายทะเลปีหนึ่งจะมีคนตายจากพิษแมงดาทะเลหรือปลาปักเป้าทุกปี ถ้าทุกโรงพยาบาลสามารถปลูกต้นนี้และใช้กับผู้ป่วยของตัวเองจะช่วยให้ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

รางจืด…สู้กับมลภาวะ ออกฤทธิ์ต้านพิษของตะกั่วต่อสมอง

ตะกั่วเป็นมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีรถติด มีโอกาสได้รับสารตะกั่วสูงกว่าคนทั่วไป พิษตะกั่วต่อร่างกายมี อยู่หลายระบบ ที่สำคัญคือสมอง เนื่องจากตะกั่วจะไปสะสมอยู่ในสมองส่วนฮิปโพแคมพัสซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีงานวิจัยออกว่ารางจืดแม้จะไม่ได้ช่วยลดระดับตะกั่วในเลือดของหนูที่เราให้ตะกั่วเข้าไป แต่ไปช่วยลดพิษของตะกั่วต่อความจำและการเรียนรู้ของหนู และทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลง ด้วยกลไกการต้านออกซิเดชัน โดยตัวของรางจืดเองและการไปช่วยรักษาระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง

รางจืดช่วยในการลด เลิกยาบ้า

จากการที่ชาวบ้านนำรางจืดมาแก้พิษยาเสพติดภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงได้ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะที่ผู้ป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมทั้งไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืดอาจเกิดความพิงพอใจเช่นเดียวกับการรับยาเสพติด หากนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทีการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล

รางจืดต้านพิษเหล้า

จากการที่ประชาชนส่วนหนึ่งได้นำรางจืดมาใช้ในการต้านพิษสุรา เช่น ใช้เพื่อป้องกันหรือลดอาการเมาเหล้า คณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดลองและในหนูแรตทีได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว

เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase

ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดภาวะซึมเศร้าและทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ไม่มีผลลดความวิตกกังวล โดยสารสกัดราถงจืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะที่บริเวณ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area

รางจืด…เพื่อคุณภาพชีวิตของโรคเรื้อรัง

การที่มีหมอยาพื้นบ้านจำนวนหนึ่งใช้รางจืดในการคุมเบาหวานและความดัน ซึ่งมีการทดลองที่สนับสนุนการใช้ดังกล่าวคือ ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor และทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว

หมายเหตุ : การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันนี้พึงระลึกว่าต้องมีการรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการศึกษายังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเท่านั้น รวมทั้งต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าว

รางจืด… ต้าน แก้อักเสบ

การที่หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้รางจืดมารักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น ผด ผื่นคัน แมลงกัดต่อย เริม งูสวัด มีการศึกษาว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงกว่ามังคุดประมาณ ๒ เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรและยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดรางจืดในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบได้ดีเท่ากับสตีรอยด์ครีม

 

รางจืด… กับมะเร็ง

รางจืดยังมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ กล่าวคือสารใดๆ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่รางจืดมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวคือนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าให้สัตว์ทดลองกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งรางจืดแบบสดและแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด

โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ได้แก่ caffeic acid และ apigenin และสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a และ pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

รางจืด… ผักพื้นบ้านที่มีความปลอดภัย

รางจืดเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงชนิดหนึ่ง ทั้งจากการที่ชาวบ้านกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผัก ใช้ลวกกิน แกงกิน เช่นเดียวกับผักพื้นบ้านทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บานอีกด้วย ในส่วนของการศึกษาวิจัย มีการศึกษาทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง โดยการศึกษา ๒๘ วันก็ไม่พบหนูตาย ไม่เกิดความผิดปกติในอวัยวะภายใน ต่อมามีการศึกษาระยะ ๖ เดือน ที่เรียกว่าการศึกษาพิษเรื้อรัง พบว่ามีค่าที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในซีรั่มในเนื้อเยื่อของหนูไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มควบคุม เรียกว่ามีความปลอดภัย ค่าที่พบเปลี่ยนแปลงบางค่าหรือบิลิลูบินเพิ่มขึ้นแต่ก็อยู่ในช่วงค่าปกติ

อย่างไรก็ตาม การกินรางจืดปริมาณมากต่อเนื่องกัน มีคำเตือนว่าต้องมีการศึกษาติดตามการเปลี่ยนแปลงโลหิตวิทยาหรือเคมีคลินิกที่อาจเกิดขึ้น

 

บทสรุปแห่ง…รางจืด

จากประวัติการใช้ที่ยาวนานในแผ่นดินไทย ประกอบกับการศึกษาวิจัยที่บอกว่ามีความปลอดภัยและการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนการใช้ของคนโบราณร่วมกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนไปด้วย สารพิษและปัญหายาเสพติดทุกหย่อมหญ้าในขณะที่อีกทางต้องไปแก้ไขที่ต้นตอแห่งปัญหาเช่น การลดการใช้สารเคมี ในขณะเดียวกันก็ต้องหาทางช่วยเหลือเยียวยาปัญหาที่ยังดำรงอยู่ ขอเพียงแต่มีดินให้รากยึดหาอาหาร มีโครงให้เลื้อย รางจืดจะแตกใบแตกยอดเป็นยาสมุนไพรที่ใช้แสนง่าย เพียงแต่นำมาต้มมาชงกิน ฤาว่าในยามนี้ภูมิปัญญาไทยจะหวนกลับมาช่วยสังคม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

“นอน-นั่ง” อย่างไรไม่ทำให้ปวดหลัง

 

อาจกล่าวได้ว่า อาการปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดเอวเป็นอาการที่หลายๆ บ้านมักบ่นโอ๊ยๆ กันมากหลังจากตื่นนอน หรือนั่งทำงาน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ชาวออฟฟิศที่นั่งอยู่กับเอกสาร และหน้าจอคอมพ์เป็นเวลานานๆ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวตามมาได้

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จาก ดร.เจฟฟรี สว๊อป อีกหนึ่งนักไคโรแพรคเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท การดูแลกระดูกสันหลัง และข้อ ที่ให้ความรู้ว่า ท่านอนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากนอนไม่ถูกท่า อาจนำมาซึ่งอาการปวดหลัง ปวดคอได้ ซึ่งท่านอนที่ดีที่สุดนั้น คือท่านอนหงาย เพราะจะทำให้หลับลึก และเป็นท่าที่รองรับกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ส่วนหมอนที่นอนควรจะมีลักษณะเตี้ย หรือเป็นหมอนที่รองรับกับศีรษะและคอได้อย่างพอดี ควรเป็นหมอนที่เป็นแอ่ง โค้งเว้า

ส่วนท่านอนที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ท่านอนคว่ำ เพราะเวลาที่เรานอนคว่ำ ท่านี้จะบังคับให้เราต้องบิดลำคอไปด้านใดด้านหนึ่งเสมอ ซึ่งจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอเกิดความตึง เพราะถูกบิดจากท่านอนที่ไม่ถูกต้องทั้งคืน อาจทำให้เกิดอาการล๊อคหรือเรียกว่า “คอตกหมอน” ได้

“การที่คอตกหมอน เวลาตื่นขึ้นมาจะรู้สึกเมื่อยคอ หรือคอเคล็ด หากเป็นเช่นนี้นาน ๆ ก็จะทำให้เกิดการสะสมส่งผลให้ข้อกระดูกกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งอาจจะส่งผลกับข้อต่อของกระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ มีอาการมึนงง และข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย” ไคโรแพรคเตอร์อธิบาย

นอกจากนั้นแล้ว ดร.เจฟฟรี กล่าวต่อไปว่า วัสดุที่นอนก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่ออาการปวดเมื่อยต่างๆ ได้ สำหรับเตียงนอนที่เหมาะกับสุขภาพนั้นควรเป็นที่นอน หรือฟูกที่มีความหนานุ่มในระดับที่เหมาะสม คือไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป เพราะถ้าฟูกนุ่มเกินไป จะทำให้ตัวจมลงไปในแอ่งของฟูก ส่งผลต่อกระดูกสันหลังที่ถูกบีบอัดเข้าหากัน ขณะเดียวกันถ้าหากฟูกหรือที่นอนมีความแข็งมากจนเกินไปก็จะทำให้กระดูกสันหลังตรงเกินไป ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังตึง และเครียดได้

“กระดูกสันหลังก็เป็นเหมือนสายกีตาร์ ที่ยิ่งตึงมากเท่าใดโน้ตก็สูงขึ้นเท่านั้น ระบบประสาทของคนเราก็มีความตึงเช่นกัน และเมื่อกระดูกสันหลังแน่นตึงขึ้น ในส่วนโค้งของกระดูกสันหลังนั้นจะมีข้อกระดูกที่อ่อนแอที่สุดจะถูกผลักดันออกจากตำแหน่งปรกติของมัน ซึ่งเช่นเดียวกับโน๊ตเสียงแหลม ๆ ที่ออกมาจากสายที่ถูกขึงจนตึงเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้” ไคโรแพรคเตอร์กล่าวเสริม

 

นั่่งอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง

 

นั่งแบบใดช่วยลดอาการปวดหลัง

อย่างไรก็ดี นอกจากการนอนแล้ว “การนั่งผิดท่า” หรือนั่งเก้าอี้ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอได้เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันคอมพิวเตอร์ทำให้โลกเราเปลี่ยนไปมาก บางครั้งอาจเกิดความรู้สึกอ่อนเพลียง่าย อ่อนล้า หมดแรง มีอาการชาบริเวณแขน และมือ ซึ่งจะส่งผลต่อเอ็นข้อมือ รวมทั้งมีอาการปวดหัว ปวดต้นคอ และปวดหลังได้

ดังนั้นท่าที่ถูกต้องในการนั่งหรือใช้คอมพิวเตอร์ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน ไคโรแพรคเตอร์ท่านนี้ มีข้อแนะนำสำหรับการนั่งที่ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง 5 ข้อดังนี้

1. ควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีส่วนที่หนุนหรือรองรับกับกระดูกสันหลัง หรือมีพนักพิงข้างหลัง การนั่งพิมพ์งานหลังควรตรง ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา

2. ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง โดยมีความกว้างและลึกที่ทำให้ผู้นั่ง นั่งให้หลังชนเก้าอี้ได้ โดยที่เท้าสัมผัสกับพื้น หากไม่สามารถนั่งเช่นนี้ได้ให้หาที่วางขาให้เข่าอยู่ในลักษณะเท่ากัน และวางเมาส์ไว้ใกล้ตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องเอื้อมไปจับ พัก 1-2 นาที ทุกๆ 20-30 นาที ลุกขึ้นและผ่อนคลาย

3. พยายามนั่งให้หลังชิดพนักเก้าอี้ทุกครั้ง ไม่ควรนั่งจมลงไปในเก้าอี้ เพราะจะทำให้หลังงอได้

4. หากต้องอ่านหนังสือ หรือ เอกสาร และพบว่าเก้าอี้อยู่สูงกว่าวัตถุ ควรหาแฟ้มเอกสาร หรือกล่องมารองหนังสือเพื่อให้หนังสืออยู่ระดับเดียวกับสายตา เพราะถ้าหากอยู่ต่ำกว่าสายตาก็จะทำให้เวลาอ่านต้องมองขึ้นมองลง อาจทำให้เกิดอาการปวดที่คอและหลังท่อนบนได้

5. ไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักเก้าอี้ใหญ่มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้องเขยิบเข้าไปนั่งกลางเก้าอี้ ทำให้ขาไม่ได้รับน้ำหนัก อาจทำให้ปวดหลังได้ สำหรับพนักเก้าอี้ที่เหมาะสมจะต้องทำให้หลังสามารถพิงพนักเก้าอี้ได้ และทำให้รู้สึกสบาย ไม่ทำให้หลังโค้งงอมากเกินไป ถ้าหากใครเป็นคนตัวสูง ให้หาเบาะรองนั่งมารองเพราะว่าจะช่วยรับน้ำหนักที่ขาได้มากขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สสส

โรคตานขโมย ในเด็ก

 

ตานขโมยเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ หลังจากคลอดแล้ว 3-4 เดือน มีเม็ดขึ้นที่เหงือกข้างบนและข้างล่าง มีสีดำแดง บางทีก็สีเหลือง ตัวลายเหมือนเส้นเลือด เจ็บทั่วสรรพางค์กาย เด็กขาดความต้านทานโรค เนื้อหนังเหี่ยวผอม ไม่น่ารัก ตัวมีกลิ่นเหม็นคาว พุงโร ก้นปอด ท้องเดินไม่รู้หยุด เป็นน้ำส่าเหล้าและเป็นน้ำคาวปลา น้ำไข่เน่า เป็นมูก เป็นหนองก็ดี อุจจาระหยาบเหม็นคาวอย่างร้ายกาจ ทำให้ตาฟางเรียกว่า เกล็ดกระดี่ขึ้นตา

ปัจจุบันคงบอกว่าเป็นโรคขาดอาหาร แต่โรคตานขโมยในโบราณบอกว่า โรคตานขโมยนี้ขึ้นในตับ อุจจาระเป็นมูก เป็นโลหิต อกรวบแหลมเหมือนอกไก่ ขึ้นลำไส้อ่อนทำให้อุจจาระเขียวดังใบไม้ และหนังตามตัวจะเป็นเกล็ดเหมือนเกล็ดงู

ต้นเหตุของโรคตานขโมย เกิดจากเด็กเกิดมาแล้วกินอาหารแปลกรสที่ไม่เคยกิน ประกอบกับธาตุของเด็กอ่อนในการย่อยอาหารไม่ดี จึงทำให้เกิดโรคตานขโมยขึ้น และประกอบกับอาหารนั้นไม่สะอาด จึงทำให้เกิดตัวกิมิชาติ (พยาธิ) ขึ้นในท้องและลำไส้ คือตัวพยาธิไส้เดือนและพยาธิต่าง ๆ แย่งอาหารที่เด็กกินเข้าไปเสียหมด จึงทำให้เด็กท้องป่อง ก้นปอด อุจจาระหยาบเหม็นคาว เด็กสุขภาพไม่สมบูรณ์ ร้องงอแง ไม่น่ารัก จิตใจเด็กไม่แจ่มใส เป็นเด็กอมโรค ขี้มูกขี้กรัง เด็กชอบอมนิ้วมือและกัดเล็บ

ถ้าไม่พาเด็กไปหาหมอรักษาเด็กจะอมโรค ผอมลง ลักษณะหนังหุ้มกระดูก หัวท้ายเล็ก ตรงกลางท้องป่อง เด็กจะอ่อนแอลง อุจจาระหยาบขาว เหม็นคาวจุด แล้วนัยน์ตามัวมองอะไรไม่เห็น น่าสงสารมาก และเด็กจะตายในที่สุด โรคตานขโมยมีผู้ปากครองเด็กวิตกกันมากที่สุดในสมัยโบราณ จนถึงปัจจุบันนี้ มีพ่อแม่บางรายยังเสาะหายาโบราณมารักษาโรคตานขโมยกันอยู่ โรคนี้ในสมัยก่อน ๆ คร่าชีวิตเด็กไปเสียมิใช่น้อย ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มากแล้ว เพราะสังคมปัจจุบันนี้มีทั้งหมอแผนใหม่ และหมอแผนเก่าช่วยเหลือได้มาก

โรคนี้ต้นเหตุคือโรคพยาธิที่เกิดขึ้นในท้องกับธาตุเด็กเสีย อุจจาระบ่อย ๆ เนื่องจากกินอาหารไม่สมดุลกับร่างกาย และอาหารที่กินไม่สะอาดนั่นเอง ถ้ากินอาหารสะอาด หมั่นถ่ายพยาธิ ให้ยาบำรุงธาตุเด็ก เด็กคงไม่เป็นโรคนี้

โรคตานขโมย ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กโบราณจะใช้ยาดังนี้ รากไข่เน่า รากทับทิม รากอีเหนียว รากสะแก ชุมเห็ดไทย ทั้งต้น กะเพราะแดงทั้งต้น รากเล็บมือนาง ลูกขี้กาแดง หัวแห้วหมู มะตูมอ่อน หัวเต่าเกียด หัวเต่านา หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ แก่นจันทร์ แก่นจันทร์แดง หนักสิ่งละ 30 กรัม ใบมะกา 1 กำมือ ใบกระพังโหม 1 กำมือ

วิธีทำ ต้ม เติมน้ำให้ท่วมยาต้มให้เดือด

เด็กโต รับประทานมื้อละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เด็กเล็ก 2 ช้อนกาแฟ รับประทานวันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้าหรือเย็น

อาการตามัว หนังเป็นเกล็ด โบราณให้ใช้อาหารดังนี้ ใช้ตับไก่ดำหรือตับสัตว์ต่าง ๆ ก็ได้ปรุงเป็นอาหารใช้ตับสัตว์ดังกล่าวผสมกับดอกไม้จีนที่ทำอาหารผสมกัน ผัดให้รับประทานทุกวัน หรือใช้ ไข่ 1 ฟองและใช้ เม็ดในสะแกคือ แกะเอาแต่เมล็ดในประมาณ 30-40 เมล็ด ทอดกับไข่ให้เด็กกินทุกวัน จะช่วยอาการนี้ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน

 

ยาทรางกุมารตราเสือมังกร
แก้เด็กเป็นทราง ตาลขะโมย พุงโร ก้นปอด เป็นยาบำรุงธาตุ เจริญอาหาร